ความสำเร็จของ Nintendo ในฐานะยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมวิดีโอเกม ไม่ได้มาจากการมีเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าผู้ผลิตรายอื่นๆ

ย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน Wii เคยชนกับเครื่องสเปคสูงกว่าในเรื่องยอดขาย ด้วยรูปแบบเกมเพลย์ที่แตกต่าง หรือ Switch เครื่องเล่นเกมตัวล่าสุด ที่พลิกโฉมเป็นไฮบริด สามารถเล่นแบบคอนโซลที่บ้าน หรือพกติดตัวไปไหนมาไหนแบบแฮนด์เฮลด์ก็ได้

ทั้งหมดนี้ เกิดจากการคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking) ที่เป็นหัวใจหลักของ Nintendo มาตลอดเวลากว่า 40 ปี ผ่านการเล่าโดยหัวใจสำคัญของบริษัทคนปัจจุบัน Shigeru Miyamoto



คิดนอกกรอบ
การคิดนอกกรอบ (Lateral Thinking) ของ Nintendo นั้นได้อิทธิพลจาก Gunpei Yokoi (1941-1997) เกมดีไซเนอร์ ผู้ออกแบบ Game & Watch หรือ “เกมกด” และ Game Boy)

Yokoi เชื่อว่าการออกแบบเกม ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีล่าสุดเสมอไป ในปลายยุค 70s บริษัทอย่าง Sharp และ Casio
แข่งขันกันอย่างหนักในตลาดเครื่องคิดเลขดิจิทัล ส่งผลให้มีซัพพลายจอ crystal display และเซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก ไอเดียของ Yokoi จึงออกแบบ Game & Watch โดยใช้วัตถุดิบเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์

“คุณ Yokoi สอนเราถึงความสำคัญของการนำไอเดียมาใช้ เราไม่ได้ปฏิเสธสิ่งใหม่ๆ แต่เมื่อทุกคนพูดในสิ่งเดียวกัน เราต้องรู้จักตั้งคำถาม และสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น แกไม่ได้ต่อต้านเทคโนโลยี แต่ทุกครั้งที่มีอะไรใหม่ แกจะจดจ่อกับมันทั้งวัน เพื่อหาคำตอบ



ประยุกต์จากสิ่งที่มี
ในปี 1981 Nintendo เกือบล้มละลาย เพราะเครื่องเกมอาร์เคด Radar Scope ที่เตรียมไว้ ถูกลูกค้าในอเมริกาเหนือปฏิเสธ

Miyamoto ได้รับคำสั่งจาก Hiroshi Yamauchi ประธานบริษัทให้ออกแบบเกมใหม่ จนเป็นที่มาของ Donkey Kong หลักไมล์แรกในการสร้างชื่อของ Miyamoto

ไอเดียตั้งต้น Donkey Kong ถอดแบบมาจากเรื่องรักสามเส้าของ Popeye การ์ตูนฮิตในอดีต และปรับแต่งจนเป็นรูปแบบของ
ตนเอง กระทั่งกลายเป็นเกมฮิตที่ช่วยเซฟ Nintendo ไว้ และถูกต่อยอดไปเป็นซีรีส์เกมฮิตเบอร์หนึ่งของบริษัท Super Mario Bros. ในเวลาต่อมา


Blue Ocean
Hiroshi Yamauchi คือผู้ดำรงตำแหน่งประธานของ Nintendo นานที่สุด จากปี 1949 จนถึงปี 2002 และเป็นเจ้าของปรัชญาการทำงานที่ว่า “เราไม่ได้กำลังขยายบริษัทให้ใหญ่ขึ้น แต่กำลังขยายงานให้กว้างขึ้น”

นอกจากแนวคิดดังกล่าว Yamauchi ยังเน้นย้ำเรื่องการไม่เดินตามใคร เพราะยิ่งทำเหมือนคนอื่นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นห่างจากการเป็นผู้นำมากขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าคุณมีแนวทางชัดเจนและสร้างการรับรู้ได้ ก็มีโอกาสจะเป็นผู้นำในแบบของตัวเอง

Miyamoto รู้ดีว่าเป็นเรื่องยากที่ Nintendo จะแข่งขันกับในเรื่องสเปคเครื่อง จึงเลือกสร้างคอนโซลเพื่อตลาดที่เป็น Blue ocean แทนที่จะแข่งขันใน Red Ocean กับ Sony หรือ Microsoft

เปิดกว้างพร้อมรับฟัง
ในการพัฒนาเครื่องคอนโซลและเกม Miyamoto, Genyo Takeda (ที่ปรึกษา) และ Satoru Iwata (อดีตซีอีโอของ Nintendo) จะเป็นคนคอยให้ความเห็น และกระตุ้นให้พนักงานบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

“พวกเด็กๆจะมาพรีเซนต์งาน ส่วนพวกผมจะเป็นคนให้ฟีดแบ็กกลับไป และตัดสินใจในบางเรื่องที่จำเป็น เราให้ความเห็นในเรื่องการใช้งานเป็นหลัก และตั้งคำถามว่าเกมนั้นๆ จะให้ประสบการณ์แก่ผู้เล่นได้เหมือนที่ทีมงานคาดหวังไว้รึเปล่า”


สร้างสรรค์มาก่อนกำไร
Miyamoto เชื่อว่าในการทำธุรกิจของ Nintendo ที่เน้น “ความสนุก” เป็นหลัก ความสร้างสรรค์ต้องมาก่อน เพราะหากคิดตั้งต้นด้วยผลกำไรเป็นหลัก ไอเดียต่างๆจะถูกจำกัดด้วยเรื่องของเงิน

“ถ้าการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อความโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์ ถูกควบคุมโดยคนที่ดูแลยอดขายและกำไร ก็มีโอกาสที่ความสนุกและการสร้างสรรค์จะถูกจำกัดไว้”

มุมมอง AHEAD ASIA:
ในการให้สัมภาษณ์แทบทุกครั้ง Shigeru Miyamoto มักย้ำเสมอถึงการสร้างความแตกต่างที่เป็นแนวคิดหลักของ Nintendo

แน่นอนว่าต้องมีเข้าเป้าบ้าง พลาดเป้าบ้าง เพราะในอุตสาหกรรมนี้ นอกจากผู้ผลิตเครื่องคอนโซล ยังมี third party อย่างผู้ผลิตซอฟต์แวร์มาเกี่ยวข้อง

หาก third party สามารถเขียนเกมที่ดึงศักยภาพในตัวเครื่องมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ก็มีโอกาสที่คอนโซลนั้นจะประสบความสำเร็จ ถ้าไม่ ก็แทบจะฉุดยอดขายเครื่องให้พังครืนเหมือนที่ Wii U เคยล้มคว่ำไม่เป็นท่า

แต่แทนที่จะหยุดและเปลี่ยนแนวทางของตัวเอง Nintendo ยังเลือกเดินหน้าในแนวทางของตัวเองต่อ โดยจับคอนเซปต์ที่ว่าในยุคปัจจุบัน คนส่วนใหญ่มีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น

การนำเสนอเครื่องไฮบริด จึงเป็นการตอบโจทย์เกมเมอร์ที่ยังต้องการความสนุกนอกบ้าน โดยไม่ทิ้งอารมณ์ดั้งเดิมในแบบคอนโซลไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Sony หรือ Microsoft ยังไม่เคยทำมาก่อน เท่ากับเป็นการตอกย้ำ “การคิดนอกกรอบ” ของ Nintendo อีกครั้ง

เห็นด้วย เห็นต่าง หรือ มีข้อแนะนำ อย่าลืมคอมเมนท์กัน รวมถึงกด Like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อให้ไม่พลาดทุกเรื่องเราที่ทำให้คุณอยู่ข้างหน้า

Facebook Comments