UBER บนถนนที่ขรุขระ

“ทำอย่างไร เมื่อเส้นทางของ UBER ไม่ราบรื่นเหมือนประสบการณ์ของผู้โดยสาร”

แม้ UBER จะช่วยให้การเดินทางของผู้โดยสารอย่างเราๆ ง่าย สะดวก และ ประหยัดขึ้น จากการ Disrupt อุตสาหกรรมแท็กซี่ แต่การเดินทางของพวกเขาเองในฐานะสตาร์ทอัพเบอร์หนึ่งของโลกกลับไม่ราบรื่นเท่าไหร่ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับพวกเขาในเมืองไทยนั้น เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับพวกเขา หรือ กับสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ตอนนี้

ทีมงาน AHEAD.ASIA จึงถือโอกาสเสนออีกมุมของ “สตาร์ทอัพ” ที่เป็นไอดอลของคนรุ่นใหม่พร้อมบทสัมภาษณ์พิเศษ อดีตพนักงานระดับผู้จัดการของ Uber ถึงความเห็นต่อเหตุการณ์ในประเทศไทย และ ทิศทางของ Uber ในระดับโลก ปิดท้ายด้วยกรณีศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นที่เมือง “ออสติน เท็กซัส” เมื่อ Uber และ Lyft ถอนตัวออกไปพร้อมๆกัน

เพื่อให้ได้รับรู้ว่าว่าโปรแกรมเรียกรถสีดำไม่ได้มีแต่เรื่องหอมหวาน แต่มันกลับเป็นเส้นทางที่ขรุขระ

Are you ready for a long bumpy UBER ride?

 

“แท็กซี่ไทย จะไม่ทน”

ปัญหาเรื่อง UBER กับแท็กซี่ไทยนั้น มีมาตั้งแต่เมื่อช่วงกลางๆ ปี 2557 ที่พวกเขาเริ่มเข้ามาให้บริการเป็นครั้งแรก โดยการเปิดตัวของ UBER ในประเทศไทยนั้นใช้ท่ามาตรฐานเหมือนที่พวกเขาใช้ในเมืองอื่นๆ ด้วยการให้ Celebrity อย่าง คุณวู๊ดดี้ หรือ คุณพอลล่า มาใช้บริการเป็นกลุ่มแรกๆ ก่อนที่จะปูพรมต่อด้วย Promotion Code ส่วนลด เพื่อกระตุ้นให้เกิดการทดลองใช้

นอกจากนี้การแนะนำคนอื่นแล้วได้ส่วนลดของผู้ที่ใช้อยู่แล้วนั้น ก็ก่อให้เกิดการบอกต่อ มีข้อสังเกตว่าในระยะแรกที่ Uber เปิดตัวที่ไหนนั้น รถยนต์ที่เรียกได้นั้นมักจะหรูหราดูดี เชื้อชวนถ่ายรูปลงโซเชียล ให้บอกต่อ สร้างความอยากนั่งมากๆ

อันเป็นไอเดียที่ Garrett Camp เสนอกับ Travis Kalanick ในตอนที่สองผู้ก่อตั้ง เริ่มคิดถึงการสร้างบริการเรียกรถแท็กซี่ที่ง่าย หลังหารถกลับโรงแรมไม่ได้หลังจากออกเที่ยวกลางคืนในปารีส ซึ่งไอเดียนั้นก็ดูจะได้ผลมาตลอด

แต่หลังจากการเปิดตัวอย่างหรูหราในประเทศไทยได้ไม่นานนักในวันที่ 28 พฤศจิกายน ปีเดียวกันนั่นเอง  “นายธีระพงษ์ รอดประเสิรฐ” อธิบดีกรมขนส่งในขณะนั้น ก็ได้ออกมาฟันธงว่า Ride Sharing เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมายของไทยเนื่องจากคนขับไม่ได้สอบผ่านใบขับขี่รถสาธารณะ และ อาจมีการนำรถยนต์มาใช้ผิดประเภท

ความจริงแล้ว ในช่วงนั้นทางกรมขนส่งไม่ได้พยายามจัดระเบียบ Uber เท่านั้น พวกเขายังพยายามจัดมาตรฐานของแท็กซี่ด้วยเช่นกัน มีการระงับการปรับขึ้นราคามิเตอร์ของแท็กซี่กว่า 60,000 คันที่ตรวจไม่ผ่านมาตรฐาน

เป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐ และ ความไม่ได้มาตรฐานของแท็กซี่ไทยไปพร้อมๆกัน

แต่หลังจากนั้นไม่นาน เรื่องราวของความพยายามในการจะระเบียบขนส่งมวลชนของประเทศไทยก็จางหายไป  ก่อนกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมาเมื่อมีการล่อจับคนขับ Uber ที่เชียงใหม่ และ สุวรรณภูมิ

และในวันจันทร์ที่ 20 มีนาคม ที่ผ่านมานั้น “นายวรพล แกมขุนทด” นายกสมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อ “นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ” รมว.คมนาคม เพื่อเรียกร้องขอให้ยุติบทบาทของ UBER TAXI และ GRAB CAR ซึ่งเป็นบริษัทต่างชาติที่เข้ามาประกอบอาชีพผิดกฎหมาย และเป็นการจงใจแย่งงานและทำลายอุตสาหกรรมแท็กซี่ไทย

จะว่าไปแล้วสิ่งที่สมาคมวิชาชีพผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะแท็กซี่เรียกร้องนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับ Ride Sharing ยักษ์ใหญ่อย่าง UBER เลย หากแต่เป็นสิ่งที่ผู้เข้าเจอมาตลอดเวลา ในทุกๆที่ทั่วโลก

 

“วุ่นวายมาแล้วทั่วโลก”

การขยายบริการไปยัง 528 เมืองทั่วโลกนั้นนอกจากจะทำให้ชื่อของ UBER เป็นที่คุ้นเคยกับผู้โดยสารทั่วโลกแล้ว ความวุ่นวาย และการประท้วงต่างๆ ก็กลายเป็นความคุ้นเคยกับ UBER ด้วยเช่นกัน โดยมีครั้งที่สำคัญได้แก่

การประท้วงทั่วยุโรป เมื่อ11 มิถุนายน 2014 ในหลายเมืองใหญ่ในทวีปยุโรป เช่น เบอร์ลิน เมืองหลวงของเยอรมัน, ปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส, มาดริด เมืองหลวงของสเปน และ ลอนดอน เมืองหลวงของอังกฤษ

การปิดปารีสเมื่อ 25 มิถุนายน 2015 ที่จงใจให้เกิดขึ้นในขณะที่เมืองหลวงของฝรั่งเศสกำลังมีเทศกาลดนตรีพอดี

การเดินขบวนที่ “อินโดนีเซีย” เดือนมีนาคม 2016 โดยคนขับแท็กซี่กว่าพันคนก็เป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในเอเชียที่สร้างความวุ่นวายมากนั้นเพราะผู้ประท้วงหลักพันพากันเดินไปยังจุดสำคัญอย่าง กระทรวงคมนาคม และ ทำเนียบประธานาธิบดี

ขณะที่ในอเมริกาใต้ การประท้วงในเดือน กรกฏาคม 2015 ที่แท็กซี่กว่า 1,000 คัน ปิดถนนเข้าออกเมือง ริโอ เดอ จานาโร ในชั่วโมงเร่งด่วน ก็เป็นข่าวหน้าหนึ่งไปทั่วโลก  เหตุการณ์ครั้งนั้น นำไปสู่การที่ศาลของบราซิลตัดสินใจแบน Uber จากประเทศพวกเขาในเวลาต่อมา พร้อมกำชับให้บริษัทอย่าง Apple, Google, Microsoft และ Samsung ห้ามให้บริการดาวน์โหลดแอพลิเคชั่น เรียกรถรายนี้ในบราซิลอย่างสิ้นเชิง

จริงๆแล้วยังมีความวุ่นวายในรูปแบบอื่นๆ ทั้งการจับกุม ออกกฎหมายควบคุม ฟ้องร้อง และ เรียกค่าปรับ ที่มีให้ได้ยินอยู่เรื่อยๆ ทุกที่ ที่ยูนิคอร์นรายนี้ขยับตัวเข้าไป

นั่นทำให้เห็นว่านอกจากด้านที่สวยงาม และ เซ็กซี่แล้ว สตาร์ทอัพระดับพระเอกตลอดกาลอย่าง Uber ยังมีอีกด้านที่ไม่สวยงามเท่าไหร่ และ ไม่เซ็กซี่นักเช่นกัน

AHEAD.ASIA จึงติดต่อเพื่อคุยกับอดีตพนักงานระดับผู้จัดการ ที่มีส่วนสำคัญในการขยายกิจการของสตาร์ทอัพแบรนด์นี้ ในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก เพื่อสอบถามถึงมุมมองของเขาต่อเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในเมืองไทย จากมุมมองของผู้ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อน

“คุยกับ Ex-Uber”

แหล่งข่าวชาวต่างชาติของเราคนนี้ เคยทำงานให้ Uber ในฐานะหนึ่งในทีม Manager ที่ช่วย Launch สตาร์ทอัพเจ้านี้ในประเทศหนึ่ง เราเริ่มต้นโดยการถามเขาว่า มีความเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเขาก็เล่าให้เราฟังว่า

“นี่เป็นเรื่องปกติมากสำหรับ UBER พวกเขาพบกับเหตุการณ์แบบนี้ในทุกที่ที่เขาไปแหล่ะ นั่นทำให้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า Playbooks ไว้รับมือกับสถานการณ์ทำนองนี้ในแทบทุกรูปแบบ”

“ซึ่งรูปแบบหนึ่งที่พวกเขาน่าจะนำมาใช้เร็วๆนี้ คือการพยายามกระตุ้นให้คนขับ หรือ คนใช้ลุกขึ้นมาเป็นปากเป็นเสียงให้กับพวกเขา….เอาจริงๆ ผมเองก็เคยใช้เทคนิคนี้ ตอนที่เป็นทีมสตาร์ทอัพของ Uber ในประเทศ …..”

อดีตพนักงาน Uber เล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เขาเคยผ่านมาก่อน

“ตอนนี้ผมมองว่าพวกเขาทำสิ่งที่ต้องการสำเร็จไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งอย่างนะ นั่นคือการทำให้รัฐบาลหันมาสนใจ ศึกษา และ รีวิว ประเด็นนี้อย่างจริงจัง แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องพยายามทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็นของ Ride Sharing ทั้งหมด ไม่ใช่เป็นแค่ประเด็นของ Uber เท่านั้น…. เป็นวิธีที่ถอดมาจากตำราเป๊ะๆ”

“อ่อ….คุณเอาไปเล่าได้เต็มที่เลยนะ ตราบใดที่ไม่เปิดเผยตัวตนผม

นั่นคือสิ่งที่แหล่งข่าว อดีตพนักงาน Uber ให้ข้อมูลกับเราถึงเรื่องที่เขาผ่านมา แต่เราก็ยังอยากรู้ด้วยว่า เขาจะมองอย่างไรกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป

“เด็กดื้อที่รอวันเติบโต”

แหล่งข่าวคนเดิมบอกต่อว่า เหตุการณ์ในเมืองไทยนั้นเป็นเรื่องปกติมากสำหรับสตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก สิ่งที่น่าสนใจ หรืออาจเป็นเรื่องที่ท้าทายมากกว่า คือการผลัดใบของทีมบริหาร Uber ที่เป็นข่าว  และ การถ่ายเลือดสตาฟอื่นๆที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสารพัดปัญหาของบริษัทในช่วงหลัง ที่อาจไม่เป็นข่าวแต่เขารับรู้ได้จากแวดวงของเขา

“All the staff that are seen as being part of the culture problem they have, are being asked to leave. They’ll hire fresh talents in their place“

“สตาฟที่มีส่วนกับวัฒธรรมที่เป็นปัญหากำลังถูกเชิญออกไป และ พวกเขาจะจ้างคนเจ๋งๆเลือดใหม่เข้ามา”

เมื่อเราถามว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนให้สตาร์ทอัพรายนี้ อ่อนแอลงหรือเปล่า แหล่งข่าวรายนี้ยังคงเชื่อมั่นในอดีตต้นสังกัดของเขาว่านี่เป็นเพียงแค่ถนนที่ขรุขระบนเส้นทางสู่เป้าหมายใหญ่ และ บริษัทจากซานฟรานซิสโกก็ยังมีคนขับฝีมือดีมากมาย

“They are full of great people who I respect massively. They’ll definitely be ok in the long run. Just part of their maturing business….Can’t be the aggressive bad boys anymore”

“พวกเขายังมีคนระดับสุดยอดที่ผมยอมรับในความสามารถอย่างไม่มีข้อสงสัยอยู่อีกเพียบ ในระยะยาวมันไม่น่ามีปัญหาอะไร เป็นแค่ช่วงเวลาที่ธุรกิจเติบโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น”

“หมดเวลาของเด็กดื้อที่เอาแต่ใจแล้ว”

ความเป็นเด็กดื้อเอาแต่ใจที่แหล่งข่าวของเราพูดถึงนั้น หมายถึงหลายครั้งที่อูเบอร์ใช้ความพวกมากลากไป หรือ เอาความมั่นคงทางหน้าที่การงานของคนขับรถพวกเขามาขู่ เหมือนครั้งหนึ่งที่ขู่จะถอนตัวออกจากฮุสตัน ที่มีขนขับร่วม 100,000 คน หนึ่งอาทิตย์ก่อนซูเปอร์โบว์ล เมื่อไม่ได้อย่างใจ หรือกรณีเอาคนขับ 10,000 คนในออสตินเป็นตัวประกัน เมื่อถูกบังคับให้เก็บลายนิ้วมือ และ เช็คประวัติอาชญากรรม เหมือนแท็กซี่ทั่วไป ซึ่งเราใช้เป็นกรณีศึกษาในช่วงท้ายของบทความนี้

 

“ผลัดใบกันใหม่…มีใครไปบ้าง”

รายงานล่าสุดแจ้งว่าในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้มีผู้บริหารระดับสูงของเลือกแยกทางกับ Uber จำนวน 7 รายแล้ว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดูไม่ปกติเอาซะเลยสำหรับสตาร์ทอัพมูลค่า 2,450,000 ล้านบาท

โดยผู้บริหารระดับสูงทั้ง 7 รายที่ว่า ได้แก่

* Jeff Jones, Uber’s president

* Brian Mclendon, Uber’s VP of maps and business platform

* Gary Marcus, head of Uber AI Labs

* Raffi Krikorian, senior director of engineering at Uber’s Advanced Technologies Centre

* Charlie Miller, a key member of Uber’s self-driving car team

* Amit Singhal, SVP of engineering

* Ed Baker, Uber’s VP of product and growth

แต่สิ่งที่อาจเปลี่ยนแปลงอูเบอร์ มากกว่าการจากไปของผู้บริหารระดับสูงเหล่านี้ คือกระแสข่าวลือที่ว่า อาจมีการเปลี่ยน CEO เกิดขึ้น

สื่อที่รายงานเรื่องนี้ได้แก่ BBC ที่อ้างแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ 2 แห่ง ที่บอกว่ามีความเป็นไปได้ที่ Travis Kalanick CEO และ Co-Founder ของ Uber จะลงจากตำแหน่งหลังจากที่บริษัทสามารถหา COO หรือ Chief Operating Officer คนใหม่ได้สำเร็จ

ทว่าแหล่งข่าวอีกรายของ BBC มองว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำให้ ณ เวลานี้เรื่องราวที่สั่นสะเทือนวงการสตาร์ทอัพดังกล่าวยังมีสถาณะเป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น

แต่ที่ไม่ใช่ข่าวลือ คือ ผู้คร่ำหวอดในวงการสตาร์อัพ สื่อมวลชนหลายราย เริ่มมีเครื่องหมายคำถามในตัวของ Travis Kalanick ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆขนาดที่ Davey Alba คอลัมนิสต์ของ Wired ให้ความเห็นว่า จริงๆแล้ว Uber ไม่ได้ต้องการ COO หรือ Chief Operating Officer คนใหม่หรอก  “พวกเขาต้องการ CEO คนใหม่มากกว่า”

แต่อะไรล่ะที่ทำให้ใครหลายคนเริ่มยืนอยู่ตรงข้ามกับ Travis Kalanick CEO ของ Uber ที่ตลอดเวลาที่ผ่านมามีสถานะราวกับซูเปอร์ฮีโร่ของวงการสตาร์ทอัพ

 “ปีแห่งมรสุม จากภายในองค์กร”

คำตอบก็คือในช่วงหลังๆนั้น Travis Kalanick CEO ของ Uber ขยันขึ้นหน้าหนึ่งในเรื่องที่ไม่ควรขึ้นเท่าไหร่ CEO วัย 40 รายนี้เริ่มต้นปีใหม่ ด้วยการสร้างความไม่พอใจ และ โกรธแค้นให้กับคนจำนวนมากในเดือนมกราคม เมื่อเขาทวีตที่ส่อไปทางเห็นพ้องกับนโยบายกีดกันชาวมุสลิมของประธานาธิบดีทรัมป์

นั่นทำให้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับทวีตของ Logan Green CEO ของ Lyft คู่แข่งสำคัญที่สุดของพวกเขาโดย CEO ของ Lyft ทวีตในเชิงไม่เห็นด้วยกับนโยบายกีดกันคนจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง พร้อมประกาศบริจาคเงิน 1 ล้านเหรียญในทวีตนั้น เพื่อเป็นกองทุนช่วยเหลือชาวมุสลิม ก่อนที่จะยืนยันว่า Lyft เป็นองค์กรที่ยึดมั่นในความหลายหลาย และ ไม่มีอคติต่อเชื้อชาติ ความเชื่อ ศาสนา หรือ เพศ  ความแตกต่างที่ชัดเจนนำไปสู่การเคลื่อนไหวที่ชื่อ #DeleteUber ที่เชื่อกันว่ามีคนกว่า 200,000 คน ลบแอพลิเคชั่น Uber ออกจากมือถือในช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ก่อนที่ในเดือนกุมภาพันธ์ Travis Kalanick จะขึ้นหน้าหนึ่งอีกครั้ง เมื่อวีดีโอบันทึกภาพเขาพูดจาดูถูก และ ทะเลาะกับคนขับ Uber ที่เขาเรียก นั่นทำให้มันถูกโยงเข้ากับประเด็นที่ Uber เคยถูกโจมตีมาก่อนอยู่แล้ว ว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับคนขับของพวกเขาเท่าไหร่ โดยมองเป็นเครื่องมือทำมาหากินเท่านั้น เพราะเอาเข้าจริงคนขับ Uber ไม่มีสวัสดิการ ต้องหาซื้อเครื่องมือทำมาหาหินเอง อันเป็นประเด็นที่ถูกโจมตีมาตลอด

แต่เรื่องใหญ่สุดคือการที่มี อดีตพนักงาน Uber มาเปิดเผยว่า พวกเขาเป็นองค์กรที่กดขี่เพศหญิง ( Sexism) และ ไม่มีความที่จะสนใจแก้ปัญหานี้ แม้ผู้ที่ถูกระทำจะรายงานให้หัวหน้า และ ผู้มีอำนาจรับรู้ถึงสองคน

ประเด็นต่างๆเหล่านี้สร้างความบอบช้ำให้กับแบรนด์ของ Uber ไม่น้อยแต่ที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้ประเด็นทางสังคม  คือประเด็นทางกฏหมาย และ ประเด็นทางนวัตกรรม ที่ถาโถมเข้ามาใส่พวกเขาในเวลาเดียวกับประเด็นเหล่านี้

“ถูกฟ้องจาก Investor ของตัวเองในข้อหาขโมยนวัตกรรม ทั้งที่ทำได้แย่”

เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา Waymo ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจรถขับเคลื่อนอัตโนมัติของ Google  ได้ตัดสินใจที่จะฟ้อง “Anthony Levandowski”  Co-Founder และ VP ของ Otto บริษัทพัฒนารถยนต์ไร้คนขับของ Uber รวม Otto และ Uber ว่าขโมยนวัตกรรมของพวกเขา ทั้งๆที่จริงแล้ว Google เองเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนในสตาร์ทอัพรายนี้โดยลงทุน 258 ล้านเหรียญในรอบปี 2013

จากการที่ Anthony Levandowski ซึ่งเคยเป็นวิศวกรที่ Waymo ดาวน์โหลดไฟล์กว่า 14,000 ชิ้น ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับ LiDAR เทคโนโลยีสำคัญของ Waymo รวมอยู่ด้วย ก่อนที่เขาจะลาออกมาทำงานกับ Uber

แต่ตลกร้ายของเรื่องนี้ก็คือ ทั้งๆที่พวกเขาถูกฟ้องร้องว่าขโมยเทคโนโลยีรถไร้คนขับ ทว่าข่าวล่าสุดที่หลุดรอดออกมานั้น กับพบว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับของ Uber นั้นยังล้าหลัง Google ที่ฟ้องพวกเขาอยู่มาก ถ้าข่าวที่หลุดออกมาเป็นจริงนั้น หมายความว่าโอกาสที่ Uber จะนำรถยนต์ไร้คนขับมาใช้นั้นดูจะไม่ใกล้ความจริงเอาซะเลย ซึ่งตรงนี้เองน่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขากังวลอยู่ไม่น้อย

เพราะที่ผ่านมาแม้พวกเขาจะเป็นสตาร์อัพที่ระดมทุนได้มากที่สุดในโลกเป็นจำนวนเงินมหาศาล แต่พวกเขาก็ไม่เคยที่จะทำกำไรได้เลย  ซึ่ง Travis Kalanick ก็ตั้งความหวังและลงทุนอย่างหนักในนวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับ เพราะเชื่อว่าอาจเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่สามารถพลิกเกมให้พวกเขากลับมาทำกำไรได้ในอนาคต

ถ้าสตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโกรายนี้ทำได้ไม่ดีพอ ย่อมมีผลในทางที่ไม่ดีนักกับแผนการ IPO  ของพวกเขาที่มีข่าวออกมาเรื่อยๆ ว่าจะเกิดขึ้นในปี 2018 เพราะเป็นไปได้ว่าเมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้นั้น Investor อย่าง Google มีโอกาสแยกทางกับพวกเขาทันทีที่เข้าตลาด

ความจริงประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่ Uber น่าจะกลัวมากกว่าการประท้วงหรือ กฏหมายในประเทศต่างๆ  เพราะเขาแสดงว่าไม่ได้แคร์เท่าไหร่ และหากกฎหมาย และ การประท้วงมันวุ่นวายนักพวกเขาก็พร้อมที่จะถอนตัวออกมาอย่างดื้อๆ  เหมือนกับที่เขาทำแล้วที่ Austin Texas ในปี 2016

“บทเรียนจาก Austin Texas”

ออสติน เป็นเมืองหลวงของรัฐเท็กซัส และ เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 11 ของอเมริกา ความพิเศษของเมืองนี้คือเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัย  ผู้คนมีการศึกษาและคุ้นเคยกับเทคโนโลยีรวมทั้งมีอัตราส่วนร้านเหล้าต่อประชากรสูงที่สุดในสหรัฐซึ่งจากส่วนประกอบเหล่านี้ทำให้ออสตินเป็นเมืองในอุดมคติของ Uber ได้ไม่ยาก

มันก็เป็นอย่างนั้นมาซักพัก จนกระทั่งเมือง “ออสติน” ตัดสินใจว่าผู้ที่จะขับ Uber หรือ Lyft จะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือและ ตรวจสอบประวัตินั่นทำให้เป็นครั้งแรกที่ Uber กับ Lyft แทคทีมกัน ต่อต้านนโยบายนี้ โดยการขู่ถอนตัวออกจากออสติน และ ทิ้งให้คนขับรถกว่า 15,000 คนต้องตกงาน หากถูกบังคับให้ทำเช่นนั้น

( เป็นแทคติกเดียวกับที่ Ex-Uber ที่ให้สัมภาษณ์กับ AHEAD.ASIA กล่าวถึง )

เชื่อกันว่าสาเหตุที่ทำให้ Uber กับ Lyft ไม่ต้องการให้พิมพ์ลายนิ้วมือ และ ตรวจสอบประวัติเพราะสร้างความยุ่งยากให้กับคนที่อยากขับ บางคนอาจเปลี่ยนใจไม่ขับเอาได้ และเมื่อมีคนขับที่เป็น Supply น้อยลง แต่คนนั่งที่เป็น Demand เท่าเดิมนั้น อาจทำให้ราคาถูกปรับให้สูงขึ้นตามกลไกของตลาด และ ทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ราคามาแข่งขันได้อย่างที่เคยทำมาตลอด

การพยายามให้คนสามารถขับได้ง่ายเพื่อเพิ่มปริมาณคนขับ และใช้ราคาเป็นเครื่องมือแข่งขันนั้น ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการกระตุ้นให้คนมาขับรถมากขึ้น มีการใส่รถเข้าไปในระบบมากขึ้น ทำให้การจราจรติดขัด และใช้ทรัพยากรมากขึ้น อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับหลักการ Sharing Economy อันเป็นแก่นของธุรกิจอย่าง Uber ที่ควรจะช่วยให้คนแชร์รถกัน ลดจำนวนการใช้รถ ลดการจราจรที่ติดขัด และ ลดการใช้ทรัพยากร

ซึ่งหลังจากการถอนตัวของ Uber กับ Lyft นั้น แม้จะมีความขลุกขลักในรอยต่อ แต่ไม่นานนักก็มีสตาร์ทอัพอย่าง Fasten, Fare และ RideAustin มาแทนที่

ที่น่าสนใจก็คือ สตาร์ทอัพรายเล็กกว่าทั้ง 3 เจ้านี้นั้นยอมที่จะทำตามกฎของออสติน และ แบ่งผลตอบแทนให้กับคนขับมากกว่าหลายเจ้าใช้ โมเดลการแบ่งรายได้แบบ Flatrate ที่ไม่ซับซ้อนเหมือนของ Uber แต่ได้รับความนิยมในหมู่คนขับมากกว่า

โมเดลของ RideAustin นั้นมีความน่าสนใจที่สุด เพราะเป็น Open Source ไม่หวังผลกำไร ให้คนเลือกบริจาคได้ และสามารถหยิบไปใช้ในที่อื่นๆได้นั่นทำให้เห็นว่าในที่สุดแล้วการขาด Uber ไปนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องขาดใจ และการทำตามกฏพร้อมๆกับการทำธุรกิจก็เป็นเรื่องที่สร้างได้จริง  หากพยายามที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และ ยึดผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นตัวตั้ง

“แท็กซี่เมืองไทย ไปไหนกันต่อนอกจากเติมแก๊ส”

หากสังเกตจะพบว่าช่วงที่ UBER มีปัญหานั้น ความแตกต่างระหว่างกรุงเทพ กับ ออสติน คือกระแสของมวลชนของทั้งสองเมืองนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่พลเมืองออสตินเลือกที่จะยืนข้างกฏระเบียบ แต่ประชากรของกรุงเทพ และ คนไทยเลือกที่ยืนข้างการบริการที่ได้มาตรฐาน และ มีประสิทธิภาพมากกว่า

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคนไทยไม่เคารพกฏหมาย แต่อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้ คนขับแท็กซี่บางส่วนก็ไม่ปฏิบัติตามกฏหมายมาก่อนทั้ง ปฏิเสธผู้โดยสาร ไม่กดมิเตอร์แต่ใช้ระบบเหมา โกงมิเตอร์ รวมถึงการบริการที่สอบตก นั่นทำให้ในเมื่อไม่ต่างฝ่ายต่างผิดทั้งคู่ ประชาชนจึงตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองดีกว่า

นั่นทำให้จริงๆแล้วในวันนี้การพิจารณาปัญหานี้ อาจไม่สามารถมองแค่ประเด็นเล็กๆอย่างจะเอา Taxi หรือจะเอา UBER กับ GRAB เท่านั้น แต่อาจต้องพิจารณาในภาพกว้างถึงความไม่มีประสิทธิภาพ และ มาตรฐานของระบบขนส่งมวลชลในภาพรวม เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการแก้ไข และ ได้รับข้อมูลหลายๆ ด้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงาน AHEAD.ASIA พยายามทำ ซึ่งหากมีส่วนไหนที่คุณอยากเพิ่มเติม หรือ แก้ไขก็เสนอแนะเข้ามาได้ที่ AHEAD.ASIA 

เรียบเรียงโดยทีมงาน AHEAD.ASIA

Better be AHEAD
#AHEADASIA

จาก

http://www.bbc.com/news/technology-39323828
http://www.cnbc.com/2017/03/16/anthony-levandowski-ubers-self-driving-car-engineer-safety-lawsuit.html
https://www.theguardian.com/technology/2017/feb/23/anthony-levandowski-google-uber-self-driving-cars-lawsuit
https://www.wired.com/2017/02/googles-waymo-just-dropped-explosive-lawsuit-uber-stealing-self-driving-tech/
http://uk.businessinsider.com/uber-in-crisis-timeline-2017-3
https://www.wired.com/2017/03/travis-kalanick-doesnt-need-new-coo-needs-new-ceo/
http://www.rideaustin.com/new-page/
http://www.cnbc.com/2016/09/02/uber-and-lyft-are-getting-pushback-from-municipalities-all-over-the-us.html
http://www.investopedia.com/articles/investing/110614/taxi-industry-pros-cons-uber-and-other-ehail-apps.asp
http://www.theverge.com/2017/3/6/14791080/uber-sexism-scandal-strike-waymo-lawsuit-travis-kalanick
http://www.curbed.com/2016/12/7/13828514/uber-lyft-ride-austin-rideshare-get-me
http://www.vocativ.com/327333/a-world-without-uber-dispatches-from-austin/
https://www.nytimes.com/2016/05/12/opinion/how-austin-beat-uber.html?_r=0
https://www.forbes.com/sites/kevinready/2016/05/12/uber-vs-austin-a-public-battle-to-control-the-future-of-transportation/3/#43ca58d61923
http://www.thairath.co.th/content/407848
https://www.blognone.com/node/63291

Comments

comment

Art Kraiwin

Art Kraiwin

CEO & Co-Founder at AHEAD ASIA
อาร์ต ไกรวิน วัฒนะรัตน์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักข่าว นักการตลาดออนไลน์ สปีกเกอร์ ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม และ Digital Transformation ที่เชื่อเอาเองว่าสาระ สามารถมาพร้อมกับเสียงหัวเราะได้ จึงหลงไหลในการเอาเรื่องล้ำๆ มาเล่าต่อในแบบง่ายๆ ให้ได้คิดไปด้วยกัน
Art Kraiwin