หลับอย่างไร ให้ได้งาน

ผลสำรวจโดย TalentSmart บริษัทวิจัยและให้บริการปรึกษาด้านความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) พบว่า 90% ของคนที่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ คือคนที่มีระดับ EQ สูง เพราะเข้าใจผู้อื่นและรู้จักใช้อารมณ์ให้เกิดประโยชน์

พร้อมเสริมว่า การนอนหลับที่ถูกวิธี คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ EQ ของคุณสูงขึ้น

แต่ในความเป็นจริง การทำแบบสอบถามในกลุ่มผู้บริหารระดับซีอีโอ 500 คนในสหรัฐ พบว่าครึ่งหนึ่งได้นอนไม่ถึง 6 ชั่วโมง และ 1 ใน 3 ของพนักงานก็อยู่ในข่ายเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารองค์กรระดับโลก อาทิ Jeff Bezos (Amazon), Warren Buffet (Berkshire Hathaway), Sheryl Sandberg (Facebook) หรือแม้แต่ Bill Gates ที่เคยอดหลับอดนอนในอดีต ก็ยอมรับว่าการนอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน ช่วยให้สมาธิดีขึ้น กระฉับกระเฉงและสร้างสรรค์กว่าเดิม

ระยะเวลาในการนอนที่เพียงพอของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน ค่าเฉลี่ยนั้นจะอยู่ที่ 7-9 ชั่วโมง +- ได้เล็กน้อย

สำคัญที่สุดคือ…นอนอย่างไรให้รู้สึกอิ่ม เพื่อสมองจะพร้อมสำหรับการทำงานต่างหาก

1) ไม่ใช้ยานอนหลับ

ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท หรือแม้แต่แอลกอฮอล์ ช่วยให้หลับก็จริง แต่ส่งผลเสียต่อกระบวนการตามธรรมชาติที่สมองจะทำการเคลียร์โปรตีนที่เป็นของเสียในตอนที่คุณหลับ

2) เลี่ยงคาเฟอีนหลังมื้อเที่ยง

คาเฟอีน ช่วยแก้ง่วงได้ดีด้วยการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างอเดรนาลีน และบล็อคสารเคมีที่กระตุ้นความง่วงในสมอง

แต่ข้อเสียคือระยะครึ่งชีวิตของคาเฟอีนในร่างกายเรา กินเวลานานถึง 6 ชั่วโมง อธิบายง่ายๆ คือตอน 2 ทุ่ม จะยังมีคาเฟอีนคงค้างจากกาแฟที่ดื่มไปตอนเที่ยงถึง 50% และการนอนหลับทั้งที่ยังมีปริมาณคาเฟอีนในร่างกาย จะทำให้ระยะ REM ที่เป็นช่วงหลับลึกที่สุดสั้นลง ตื่นแล้วถึงยังมีอาการอ่อนเพลียค้างอยู่ ทำให้อยากดื่มกาแฟแก้วต่อไป และวนเวียนเป็นวัฎจักรไม่จบสิ้น

3) เลี่ยงแสงสีน้ำเงิน

แสงแดดในตอนเช้า จะมีปริมาณแสงสีน้ำเงินมากเป็นพิเศษ คุณสมบัติของมันคือช่วยลดการสร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกง่วง ธรรมชาติของร่างกายจึงจะรู้สึกง่วงเพราะปริมาณแสงสีน้ำเงินจะค่อยๆลดลงตั้งแต่ช่วงเที่ยงไปถึงค่ำ แต่ปัจจุบัน ยังมีแสงสีน้ำเงินจากดีไวซ์ต่างๆทีทำให้การทำงานของสมองสับสน ฉะนั้น หากยังใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ในช่วงเย็น ควรใส่แว่นที่สามารถกรองแสงสีน้ำเงินได้

4) เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา

ความสม่ำเสมอ คือเคล็ดลับของการนอนที่ดี สมองจะจดจำวงจรของการนอนและปรับตามเพื่อให้คุณรู้สึกสดชื่นที่สุดเมื่อถึงเวลาตื่น คุณจะรู้สึกว่าร่างกายเริ่มตื่นตั้งแต่ก่อนนาฬิกาปลุก เพราะระดับฮอร์โมน อุณหภูมิของร่างกาย และความดันเลือดจะค่อยๆกลับเป็นปกติในชั่วโมงสุดท้ายก่อนตื่น ถ้าเข้านอนไม่เป็นเวลา จะทำให้การทำงานดังกล่าวของสมองสับสน

5) ไม่นอนเกินในวันหยุด

การนอนเกินเวลาที่ร่างกายต้องการในวันหยุด ให้ผลในลักษณะเดียวกับการเข้านอนไม่เป็นเวลา เพราะนาฬิกาของสมองและร่างกายสับสนในการทำงาน

6) หาจำนวนชั่วโมงที่ร่างกายต้องการให้เจอ

จำนวนชั่วโมงที่จำเป็นต่อการนอนของแต่ละคน แตกต่างไปตามพันธุกรรม หากรู้สึกอ่อนเพลียในเวลาทำงาน ในคืนต่อๆไปให้ลองเพิ่มเวลานอนอีก 30 นาที จนกว่าจะรู้สึกว่าเพียงพอ และยึดเป็นหลักเพื่อให้สอดคล้องกับวัฎจักรของร่างกาย

7) หยุดทำงานเกินเวลา

การทำงานในช่วงเย็น เป็นการกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัว ทั้งที่เป็นช่วงที่คุณควรผ่อนคลายเพื่อเตรียมตัวหลับ ผลวิจัยพบว่าคนราวๆ 60% ยังเช็คอีเมลเรื่องงานในโทรศัพท์ก่อนนอน ซึ่งเท่ากับกระตุ้นตัวเองด้วยแสงสีน้ำเงินไปด้วย

8) เลี่ยงสิ่งรบกวน

พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งเร้าต่างๆที่อาจรบกวนการนอนได้ ด้วยการใช้หน้ากากปิดตา เอียร์ปลั๊กอุดหู ปิดโทรศัพท์ อย่าดื่มน้ำมากไปก่อนนอน เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย ฯลฯ

9) ทำสมาธิ

มีหลักฐานยืนยันว่าการทำสมาธิส่งผลเชิงบวกต่อการนอน Stanford Medical Center ทดลองให้กลุ่มผู้มีอาการนอนไม่หลับฝึกสมาธิเป็นเวลาหกสัปดาห์ พบว่าเวลาเฉลี่ยในการหลับหลังเข้านอน ลดลงจาก 40 เหลือ 20 นาที และร้อยละ 60 ไม่ถูกจัดให้เป็นผู้มีอาการนอนไม่หลับอีก

10) ไม้ตายสุดท้าย: งีบตอนบ่าย

ถ้าคุณทำตาม 9 ข้อที่เราแนะนำมาไม่ได้เลย แนะนำให้หาโอกาสงีบตอนบ่าย (13.00-15.00) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เมลาโทนินหลั่งออกมามากที่สุด บริษัทอย่าง Google และ Zappos ก็อนุญาตให้พนักงานงีบหลับในช่วงบ่ายได้ แม้จะสั้นๆแค่ 15 นาที แต่ก็ให้ผลดีกว่าการดื่มกาแฟเพื่อฝืนทำงานต่อ

เห็นด้วย เห็นต่าง หรือ มีข้อแนะนำ อย่าลืมคอมเมนท์กัน รวมถึงกด Like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อให้ไม่พลาดทุกเรื่องเราที่ทำให้คุณอยู่ข้างหน้า

Comments

comment

AHEAD.ASIA

AHEAD.ASIA

AHEAD.ASIA สำนักข่าวด้านนวัตกรรม นวัตกรรมองค์กร และธุรกิจ

ที่เชื่อว่าความรู้ และ Innovation จะพาคุณและธุรกิจไปข้างหน้าด้วยกัน
AHEAD.ASIA