Advertisement

Skift Forum คืองานสัมมนาที่อาจนิยามให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดว่าเป็น ‘TED แห่งธุรกิจท่องเที่ยว’ ที่เปิดโอกาสให้บุคคลในอุตสาหกรรมนี้จากทั่วโลก เดินทางมาพบปะ เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นถึงเทรนด์ใหม่ๆที่กำลังจะมา

และนี่คือ 5 หัวข้อที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจท่องเที่ยวในอนาคตจากงาน Skift Forum Europe 2017 ที่ทีมงาน AHEAD.ASIA รวบรวมมาเพื่อนำเสนอ

 

5) Food Tourism: ชิมไปเที่ยวไป

 

“Millennials are now viewing food as important to define their character as the clothes they wear.” – Ben Liebmann

CREDIT: ironchefshellie.com

 

การทานอาหารที่แปลกใหม่ กลายเป็นประสบการณ์เฉพาะตัวสำหรับนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ร้านอาหารและบริษัทท่องเที่ยว จึงต้องพยายามหาทางสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ เพื่อดึงดูดคนกลุ่มนี้

  • Noma ภัตตาคารมิชลินระดับ 2 ดาว จากเดนมาร์ก เปิดร้านแบบป๊อป-อัพที่ญี่ปุ่น ในปี 2015 ต่อด้วยออสเตรเลียเมื่อปีก่อน และมีแผนจะเปิดที่เมือง ตูลุม ในเม็กซิโกต่อไป เพื่อ “สร้างคอมมูนิตี้ไปรอบโลก” ตามแผนของ Ben Liebmann COO ของบริษัท
  • งานวิจัยของ Noma พบว่าคนเลือกสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ จากอาหารหรือภัตตาคารมากขึ้น จากนั้นจึงค่อยขยายไปยัง tourist attraction อื่นๆในเมือง พร้อมตั้งเป้าว่า 95% ของลูกค้าที่ ตูลุม จะเป็นนักท่องเที่ยว ไม่ใช่ชาวเม็กซิกัน “คนใช้ร้านเราเป็นจุดตั้งต้น แล้วค่อยออกเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมือง”
  • การกินอาหารที่บ้านของคนท้องถิ่น ก็เป็นอีกเทรนด์ที่กำลังมา – Camille Rumani ผู้ก่อตั้ง VizEat สตาร์ทอัพที่เปิดให้นักท่องเที่ยวจองประสบการณ์ด้านอาหารในที่ต่างๆทั่วโลก อธิบายว่า “80% ของนักท่องเที่ยวจีนที่ตอบแบบสอบถามของบริษัท อยากทานอาหารที่บ้านคนท้องถิ่น เพราะอยากรู้ว่าคนเหล่านั้นใช้ชีวิตอย่างไร”

4) สื่อท่องเที่ยวยุคดิจิทัล

 

  • Lonely Planet คือตัวอย่างของสื่อเดิมที่ปรับตัวตามยุคดิจิทัล ด้วยการขยายแพลทฟอร์มจากสิ่งพิมพ์ ไปสู่โทรทัศน์ วิดีโอออนไลน์ และแอพพลิเคชั่น เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ตามแนวทางของซีอีโอคนปัจจุบัน Daniel Houghton 
  • ในงาน SFE 2017 Lonely Planet ยังเปิดตัวแพลทฟอร์มใหม่ Lonely Planet Video ที่เป็นคู่มือนำเที่ยวในรูปของวิดีโอขนาดสั้น (ความยาว 2 นาที+) ที่จะทยอยอัพโหลดทุกสัปดาห์

 

  • Serena Guen ผู้ก่อตั้ง SUITCASE Magazine เชื่อว่าสิ่งพิมพ์ยังไปต่อได้ ถ้าช่วยกรองให้ผู้ใช้ไม่สับสนกับข้อมูลที่มากเกินไปในอินเตอร์เน็ต และยังเล่าด้วยรูปแบบที่สวยงามกว่าได้
  • ทั้งคู่ยังเห็นพ้องว่าการทำ Branded content (แทรกแบรนด์สินค้าในคอนเทนท์) เป็นอีกเทรนด์ที่จะเข้ามาแทนโฆษณา “คนอ่านไม่มีอคติกับวิธีนี้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้อง” Houghton สรุป

3) Brand Loyalty 3 แบบ

 

“Loyalty is a tricky word these days, especially with a customer who has the Internet at his or her fingertips.” – Tamara Heber-Percy

 

การจองโรงแรมผ่านคนกลาง ยังเป็นประเด็นที่หาข้อสรุปไม่ได้ เพราะแม้ฝ่ายที่ทำธุรกิจโรงแรมจะไม่เห็นด้วย แต่ก็ยอมรับว่าต้องพึ่งพาเอเจนซี่เหล่านี้อยู่

  • Richard Solomons ซีอีโอของ InterContinental Hotels Group (IHG) มองว่าโรงแรมเสียประโยชน์หลายอย่าง ในการยอมให้ลูกค้าใช้บริการจองผ่านเอเจนซี่อย่าง Expedia หรือ Booking.com แต่ยอมรับว่ายังจำเป็นในการดึงดูดลูกค้าที่ไม่มี brand-loyal โดยเฉพาะในกลุ่ม mid-market
  • ด้าน Tamara Heber-Percy จากเว็บไซต์จองโรงแรม Mr & Mrs Smith มองว่าในยุคที่ลูกค้ามีข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตในมือ ความหมายของคำว่า ‘Loyalty’ ก็เปลี่ยนไป เหลือเพียง คนที่ยึดติดกับแต้มสะสม / คนที่ให้ค่ากับบริการหรือคุณภาพสินค้า / คนที่ให้ค่ากับ ‘ราคา’ เท่านั้น

2) โฟกัสที่บริการ หรือ ขยายขอบเขต?

  • Solomons ยอมรับว่าธุรกิจของ IHG ไม่ใช่แค่การเปิดโรงแรมให้คนเข้ามาพัก แต่เป็นธุรกิจบริการ และจะเลือกโฟกัสตรงจุดนี้เป็นหลัก เพื่อรักษาภาพลักษณ์แบรนด์ โดยไม่พยายามขยายตัวไปสู่แนวทางอื่นๆที่ไม่ถนัด
  • อีกมุม โรงแรมอื่นๆเช่น ในเครือ Accor Hotels เลือกที่จะขยายขอบเขตไปในด้านอื่นๆ อาทิ การจัดอีเวนท์ หรือปรับตัวเป็นคอมมูนิตี้เซนเตอร์ ที่ให้บริการอื่นๆ อาทิ ซักรีด แก่คนทั่วไปที่ไม่ได้ใช้ห้องพักด้วย
  • Claus Sendlinger ซีอีโอของ Design Hotels ก็มีมุมมองว่ารูปแบบบริการของโรงแรมต้องเปลี่ยนไป แต่ก็ยังต้องให้ความสำคัญกับบริการ เพื่อให้ลูกค้ารับรู้ถึงคุณค่าของแบรนด์

1) วิศวกร vs นักการตลาด

 

“Software defeats marketing.” – Gareth Williams

 

CREDIT: skift.com

 

ผู้ให้บริการ Metasearch ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปัจจุบัน ถูกมองว่าแทบไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ซึ่งเป็นปัญหาหลักของแทบทุกรายในการหาทางออก

  • Johannes Thomas แมเนจจิง ไดเรกเตอร์ของ Trivago มองว่าการทำมาร์เก็ตติ้ง เพื่อสร้าง brand awareness มีความสำคัญ จากนั้นจึงนำข้อมูลที่ได้จากลูกค้า มาวิเคราะห์และปรับปรุงบริการให้เหมาะสม แล้วค่อยๆลดต้นทุนส่วนนี้  ไปพัฒนาด้านอื่นๆ อย่าง machine learning, อัลกอริธึม และ voice research ต่อไป
  • Hugo Burge จาก Momondo Group มองว่าแม้รูปแบบการเสิร์ชจะไม่แตกต่างกันมาก แต่การทำมาร์เก็ตติ้ง และสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างด้วยการบริการ ก็จะช่วยให้ลูกค้ารับรู้ได้
  • แต่ Gareth Williams จาก Skyscanner เห็นตรงกันข้าม และเชื่อว่าการเน้นไปที่การสร้างระบบให้ผู้ใช้งานเกิดความประทับใจ จะเป็นฝ่ายชนะการทำมาร์เก็ตติ้งได้ในที่สุด พร้อมสำทับว่าการโฆษณามีแต่จะทำให้ Google รวยขึ้น

 

หากมีข้อแนะนำ สามารถคอมเมนท์ได้ในเพจ AHEAD.ASIA และอย่าลืมกด like เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกเรื่องที่ทำให้เราทุกอยู่ข้างหน้าพร้อมๆกัน

Facebook Comments