Advertisement

จากเด็กหนุ่มอายุแค่ 19 ปี ในวันที่เริ่มก่อตั้ง Facebook เมื่อ 13 ปีก่อน วันนี้ Mark Zuckerberg คือหนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกไปเรียบร้อย

และในการสนทนากับ “Y Combinator” Accelerator ระดับโลก ผู้ปั้น Dropbox, Airbnb ฯลฯ ในชื่อ Mark Zuckerberg : How to Build the Future เมื่อปลายปีที่แล้ว Zuckerberg ได้ให้ข้อคิดที่น่าสนใจหลายเรื่อง ซึ่งสตาร์ทอัพหรือคนที่คิดจะเป็นผู้ประกอบการ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้

 

หาปัญหาที่ต้องการแก้ให้เจอ

“We just followed what people wanted”

คำแนะนำจาก Zuckerberg ถึงผู้ประกอบการทุกคน คืออย่าเพิ่งโฟกัสที่การตั้งบริษัท แต่ให้โฟกัสว่าต้องการแก้ปัญหาอะไร

จนเมื่อการแก้ปัญหานั้นเห็นผล จึงค่อยเริ่มคิดถึงการตั้งบริษัท

เขายกตัวอย่างจุดเริ่มต้นของ Facebook ว่าย้อนไปในปี 2004 ในอินเตอร์เน็ตก็มีทุกอย่างให้ค้นหาแล้ว ไม่่ว่าจะข่าวสาร หนัง เพลง ฯลฯ แต่กลับไม่มีอะไรที่เชื่อมโยงคนเข้าด้วยกันเลย

นั่นคือจุดเริ่มต้นของไอเดียในการสร้าง “เครื่องมือ” เพื่อให้ผู้คนเกิดปฏิสัมพันธ์กัน

จาก Course Match ที่เขียนขึ้นเพื่อให้คนที่เข้าเรียนในคอร์สใดคอร์สหนึ่งที่ฮาวาร์ดได้ติดต่อกัน Zuckerberg กับเพื่อน ยังลองทำ source tools อื่นๆที่คล้ายกันอีกหลายตัว

กระทั่งพบว่า Facebook เวอร์ชั่นแรก คือสิ่งที่คนต้องการมากที่สุด เห็นได้จากนักศึกษาถึง 2 ใน 3 ของฮาวาร์ดลองใช้งานเว็บนี้ หลังจากปล่อยไปได้ไม่ถึงเดือน จน MIT และมหาวิทยาลัยอื่นๆติดต่อมาว่าอยากให้ทำแบบเดียวกันบ้าง

 

กล้าตัดสินใจ

You have to bet on something.

ในการเป็นผู้ประกอบการ มักมีปัญหาให้ต้องแก้ไข หรือเรื่องที่ต้องตัดสินใจเสมอ Zuckerberg ถึงย้ำว่าการจะผ่านเรื่องพวกนี้ได้ ทุกคนในทีมถึงต้องเชื่อมั่นในสิ่งที่กำลังทำอยู่

ย้อนกลับไปในปี 2006 สมัยที่ยังเป็นสตาร์ทอัพ Facebook ซึ่งมีคนใช้งานราวสิบล้านคน ได้รับข้อเสนอซื้อจาก Yahoo เป็นเงินถึง 1 พันล้านดอลลาร์

นักลงทุนและผู้บริหารบางส่วนของ Facebook ต้องการขาย แต่ Zuckerberg เชื่อว่าฟีเจอร์ News Feed ที่กำลังจะเปิดให้ใช้งานหลังจากนั้นไม่นาน จะทำให้บริษัทมีมูลค่ามากกว่านั้น จนสุดท้ายก็ปฏิเสธข้อเสนอนั้นไป

Zuckerberg อธิบายว่าเรื่องที่น่าเสียดายที่สุดไม่ใช่การปัดข้อเสนอจาก Yahoo แต่เป็นเรื่องที่ Management team ในยุคนั้น ลาออกแบบยกชุด เพราะไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจ

จนเมื่อ News Feed ถูกนำมาใช้งาน และ Facebook เปิดให้ใครก็ได้ในโลก sign up เพื่อใช้งาน Facebook ก็ขยายตัวจนกลายเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คอันดับหนึ่ง

ขณะที่ Yahoo ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ กำลังอยู่ระหว่างเจรจาขายกิจการให้กับ Verizon ผู้ให้บริการโทรคมนาคมของสหรัฐ ในราคา 4.8 พันล้านดอลลาร์

 

เรียนรู้และเดินหน้าให้เร็ว

การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Facebook มาจากการเลือกคนเข้าทำงาน

Zuckerberg ยอมรับว่าตัวเองมีประสบการณ์ไม่มาก เพราะเริ่มตั้งบริษัทตั้งแต่อายุ 19 แต่แนวทางของ Facebook ในการคัดคนเข้าทำงาน คือให้ความสำคัญกับความสามารถเป็นหลัก แม้คนๆนั้นอาจยังไม่เคยมีผลงานเด่นมาก่อน

Zuckerberg ยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ พร้อมอธิบายว่า Facebook ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ เป็นเหมือนห้องทดลองที่มีหลายหมื่นเวอร์ชั่นที่ทำงานพร้อมกัน ตามสมมติฐานของวิศวกร เพื่อรวบรวมข้อมูลที่ได้ มาหาว่าเวอร์ชั่นไหนที่แสดงเนื้อหาได้ดีที่สุด

เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนในองค์กรสามารถทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เขาหรือผู้บริหารคนไหนเป็นคนเคาะว่าใช่หรือไม่ใช่

 

เสี่ยง: คำแนะนำจาก Peter Thiel

“In a world that’s changing so quickly, the biggest risk you can take is not taking any risk.”

CREDIT: www.incimages.com 
Thiel คือหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal และเป็นนักลงทุนอาชีพ “รายแรก” ที่เห็นถึงศักยภาพของ Facebook ด้วยการสนับสนุนเงิน 5 แสนดอลลาร์ แลกกับหุ้น 10.2% เมื่อปี 2004 และปัจจุบัน ยังมีชื่อเป็นหนึ่งในบอร์ดของบริษัท

Zuckerberg ยอมรับว่าได้เรียนรู้อะไรจาก Thiel มากมาย แต่หนึ่งในประโยคสำคัญที่สุดที่ยังนำมาใช้ถึงทุกวันนี้ คือ

“ในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเสี่ยงที่สุดคือการที่คุณเลือกจะไม่เสี่ยงอะไรเลย”

 

มองไปยังอนาคต

แม้ทุกวันนี้ Zuckerberg จะมีชื่อติดอันดับ 6 ในลิสต์ของคนที่รวยที่สุดในโลกของ Forbes แล้ว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความกระหายของเจ้าตัวกับ Facebook หยุดอยู่แค่นี้

Zuckerberg ยังต้องการขยายขอบเขตการใช้งานอินเตอร์เน็ตของคนบนโลกออกไป เพราะปัจจุบัน ยังมีคนอีกกว่าครึ่งโลกที่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้งานมัน

ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นอีกสิ่งที่เจ้าตัวเชื่อว่าจะส่งผลดีกับมนุษยชาติมากกว่าผลเสีย อาทิ รถยนต์ไร้คนขับที่จะลดปริมาณอุบัติเหตุลงได้ เช่นเดียวกับ Machine Learning ที่จะทำหน้าที่ในการรักษาหรือวินิจฉัยโรคได้แทนแพทย์

Augmented Reality และ Virtual Reality คือเทคโนโลยีที่จะช่วยให้เราสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้มากขึ้นกว่าที่ผ่านมา นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Facebook ถึงทุ่มเงินเป็นหลักพันล้านดอลลาร์ ในการซื้อกิจการของ Oculus แม้จะยังไม่ออกผลให้เห็นก็ตาม

 

หากมีข้อแนะนำ สามารถคอมเมนท์ได้ในเพจ AHEAD.ASIA และอย่าลืมกด like เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกเรื่องที่ทำให้เราทุกอยู่ข้างหน้าพร้อมๆกัน

Facebook Comments