หลายครั้งเมื่อปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ซับซ้อนเกินกว่าวิธีธรรมดาจะแก้ไขได้

การ ‘ คิดนอกกรอบ ‘ ( Lateral Thinking ) คือทางออกซึ่งบุคคลที่ประสบความสำเร็จเลือกใช้

หนึ่งในตัวอย่างการคิดนอกกรอบที่ได้ผลเกินคาด เกิดขึ้นจากมันสมองของ บิล เกตส์ และ พอล อัลเลน ในยุคที่ Microsoft ซึ่งเพิ่งเริ่มตั้งไข่ มีโอกาสดีลกับยักษ์ใหญ่ในยุคนั้นอย่าง IBM

 

ในเดือนก.ค. 1980 IBM ต้องการระบบปฏิบัติการ 16-bit สำหรับคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่กำลังจะวางตลาด โดยมี Digital Research Inc. (DRI) เป็นตัวเลือกแรก

แต่การเจรจาที่ล้มเหลว ทำให้ IBM เบนเข็มมาทาบทาม Microsoft แทน

ขณะที่ เกตส์ และ อัลเลน ก็ตอบรับข้อเสนอทันที ทั้งที่เวลานั้น ทั้งคู่ยังไม่ได้เริ่มพัฒนาระบบปฏิบัติการ 16-bit ใดๆเลยด้วยซ้ำ

และการจะสร้าง DOS ที่ใช้งานได้จริง ก็ต้องใช้ทั้งเวลาและเงินทุนจำนวนมาก ซึ่งเกินกำลังของสตาร์ทอัพเล็กๆ ที่เวลานั้นมีพนักงานแค่สองคนอย่าง Microsoft

เพื่อให้ได้ระบบปฏิบัติการไปขายแก่ IBM ที่ต้องการ DOS ไปใช้กับสินค้าของตนให้เร็วที่สุด

ทางเลือกของ เกตส์ และ อัลเลน คือการติดต่อขอซื้อ ‘QDOS’ จากบริษัท Seattle Computer Products (SCP) ในราคา 50,000 ดอลลาร์ มาปรับแต่งให้เข้ากับสเปคเครื่องของ IBM ก่อนส่งมอบงานแทน

ด้วยไหวพริบของทั้งคู่ นำไปสู่การ “คิดนอกกรอบ” ดัวยการขายของที่ยังไม่มี และเปลี่ยนจาก “สร้าง” เป็น “ซื้อ” ทำให้ดีลนี้ลุล่วงด้วยดี

แม้จะเป็นทางออกที่ ‘ไม่เป็นเส้นตรง’ ก็ตาม

 

แต่ที่เหนือชั้นไปกว่านั้น คือการเจรจาต่อรองกับ IBM เพื่อให้กรรมสิทธิ์ในระบบปฏิบัติการ ยังเป็นของ Microsoft จนมันกลายเป็น ‘ห่านทองคำ’ ของบริษัทในเวลาต่อมา

ทั้งคู่เลือกขายเป็นไลเซนส์สำหรับการใช้งาน แลกกับค่า royalty fee ตามจำนวนเครื่องที่ IBM ผลิตออกขาย โดยที่ Microsoft ยังสามารถขายไลเซนส์ให้บริษัทอื่นๆใช้งานได้ด้วย ภายใต้ชื่อ MS-DOS

เพราะขณะที่คนส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ (รวมถึง IBM) ในตอนนั้น เชื่อว่า “ฮาร์ดแวร์” คือสินค้าที่สำคัญสุด

เกตส์ และ อัลเลน กลับคิดต่าง เห็นว่า “ซอฟต์แวร์” ต่างหากที่จะทำเงินให้พวกเขาได้มากกว่า และสุดท้าย เวลาก็พิสูจน์ว่าสิ่งที่ทั้งคู่เชื่อนั้นเป็นจริง

 

เพราะจากนั้นไม่นาน ก็มีบริษัทมากมายผลิตคอมพิวเตอร์ป้อนสู่ท้องตลาด

และแทบทั้งหมด ก็ต้องการ “ซอฟต์แวร์” ซึ่งระบบปฏิบัติการของ เกตส์ และ อัลเลน คือระบบที่บริษัทเกือบทั้งหมดเลือกใช้

จนในที่สุด “ซอฟต์แวร์” กลายเป็นสิ่งที่ทำเงินมากกว่า “ฮาร์ดแวร์”

แม้แต่ IBM ผู้ผลิต “ฮาร์ดแวร์” รายแรกที่ใช้ระบบปฏิบัติการของ Microsoft ก็ยังต้องหันหลังให้กับการผลิตคอมพิวเตอร์ขาย แล้วเปลี่ยนมาเป็นการให้บริการด้านอื่นๆแทน

ขณะที่การแก้ปัญหาด้วยการคิดนอกกรอบ 2 ครั้งนี้ ก็กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้ Microsoft ก้าวขึ้นเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับแต่นั้นมา

เมื่อระบบปฏิบัติการ Windows นั้น กลายเป็น “ห่านทองคำที่ออกไข่ไม่มีวันหมด อย่างสม่ำเสมอ”

 

เรียบเรียงจาก

The Rise of DOS: How Microsoft Got the IBM PC OS Contract’

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า