พีอาร์อย่าง Muhammad Ali

ในบรรดาไอคอนของวงการหมัดมวย คงไม่มีใครจะยิ่งใหญ่ไปกว่า Muhammad Ali อีกแล้ว

เพราะแม้จะไม่ไร้พ่ายอย่าง Floyd Mayweather ทรหดเหมือน Roberto Duran หรือมีกำปั้นทรงพลังแบบ Mike Tyson 

แต่สิ่งที่ Ali สร้างขึ้น ไม่เพียงส่งแรงกระเพื่อมทั้งในและนอกสังเวียน ยังมีผลต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบันด้วย

เจ้าของฉายา ‘แบล็คซูเปอร์แมน’ ฝากบทเรียนมากมายไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้

ตั้งแต่การลุกขึ้นต่อต้านความเหลื่อมล้ำทางสังคม การแสดงจุดยืนทางศาสนาและการเมือง

หรือแม้แต่แนวคิดในการทำพีอาร์ ที่เป็นส่วนสำคัญให้ผู้คนยังจดจำเจ้าตัวจนถึงทุกวันนี้

 

Ali หรือในชื่อเดิม Cassius Clay เริ่มสร้างชื่อด้วยการคว้าเหรียญทองในโอลิมปิก 1960 ที่กรุงโรม ขณะอายุ 18 ปี ก่อนเทิร์นโปรสู่ระดับอาชีพ

ณ ตอนนั้น เขาเชื่อว่าตัวเองมีพรสวรรค์พร้อมสำหรับการเป็นแชมป์โลกแล้ว

แต่ยังรู้สึกว่าขาดคุณสมบัติบางอย่างที่จะดึงดูดคนให้เข้ามาชมจนเต็มสนามในทุกไฟต์ที่ขึ้นชก

จนเมื่อเดินทางมาโปรโมทไฟต์กับ Duke Sabedong ที่ ลาส เวกัส ในเดือนมิถุนายน ปี 1961

Ali ก็ค้นพบสิ่งที่ตามหามานาน เมื่อได้เห็นลีลาท่าทางของนักมวยปล้ำชื่อ Gorgeous George บนเวที

การคุยโวโอ้อวดด้วยเสียงดัง และยั่วยุผู้ชมบนอัฒจันทร์

กลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจให้ผู้คนแห่ักันมาชมการต่อสู้ของ Gorgeous George นับหมื่นคน

 

นับแต่นั้น Ali ก็จัดการ ‘ยึด’ วิธีการนี้ ในการสร้างชื่อจนเป็นจุดสนใจ ทั้งในและนอกสังเวียน

ไม่นาน สื่อต่างๆทั้งทีวี หนังสือพิมพ์ หรือนิตยสาร ก็พากันมารุมล้อมสัมภาษณ์อย่างไม่ขาดสาย เพราะถึงตอนนี้ ไม่ใช่แค่แฟนกีฬาเท่านั้นที่สนใจในตัว Ali

กระทั่งคนทั่วไปที่ไม่สันทัดเรื่องหมัดมวย ก็เริ่มอยากรู้จักเขาเช่นกั

ยิ่งหลังคว่ำ Sonny Liston คว้าแชมป์โลกมาครองสำเร็จ Ali ก็ยิ่งกล้าพูด และแสดงจุดยืนตรงไปตรงมามากขึ้น

ทั้งการเปลี่ยนศาสนาและชื่อจาก Cassius Clay เป็น Muhammad Ali

การปฏิเสธไม่เข้าเกณฑ์ทหารเพื่อร่วมในสงครามเวียดนาม ไปจนถึงการให้สัมภาษณ์ถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมระหว่างคนผิวขาวและผิวสี

 

Ali ให้สัมภาษณ์ในภายหลัง ว่าได้คุยกับ Gorgeous George สั้นๆแค่ 5 นาที หลังการปล้ำในวันนั้น

แต่เป็น 5 นาทีที่มีความหมายมาก เพราะเขาได้บทเรียนสำคัญว่าหากบัตรขายหมด ไม่่ว่าจะด้วยความหมั่นไส้หรือชื่นชม ก็ไม่ใช่ปัญหา

“เขาสอนว่าคนพร้อมจะซื้อตั๋วเข้ามาดูผมถูกยำจนเละ แต่ก็จะมีคนอยากเห็นผมอัดอีกฝ่ายจนเละเหมือนกัน”

เพราะนั่นเท่ากับทำสำเร็จในการเรียกร้องความสนใจจากผู้คนแล้ว

ยิ่งผนวกกับลีลาบนเวทีที่ ‘ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง ร่ายรำเหมือนผีเสื้อ’ ด้วยแล้ว

คนที่คาดหวังจะเห็นเขาแพ้ ก็มักจบด้วยความผิดหวังมากกว่าสมหวัง

 

เหมือนหนึ่งในประโยคอมตะที่เจ้าตัวเคยกล่าวไว้

“Braggin’ is when a person says something and can’t do it. I do what I say.”

“ขี้โม้” คือคนที่พูดแล้วทำไม่ได้ เผอิญผมทำได้”

 

เรียบเรียงจาก

One Plus One Equal two และ biography

 

ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ ที่เพจ AHEAD ASIA

หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

 

Comments

comment

AHEAD.ASIA

AHEAD.ASIA

AHEAD.ASIA สำนักข่าวด้านนวัตกรรม นวัตกรรมองค์กร และธุรกิจ

ที่เชื่อว่าความรู้ และ Innovation จะพาคุณและธุรกิจไปข้างหน้าด้วยกัน
AHEAD.ASIA