14 เมษายนที่ผ่านมา ถือเป็นวันครบรอบ 10 ปีพอดี สำหรับการฉายรอบพรีเมียร์เป็นครั้งแรกในโลกของภาพยนตร์เรื่อง Iron Man ที่ซิดนีย์ ออสเตรเลีย

ก่อนที่ Marvel Cinematic Universe หรือ MCU จะเติบโตจนกลายเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ที่ทำเงินสูงสุดตลอดกาลอย่างในปัจจุบัน

ตอกย้ำสิ่งที่ Avi Arad ผู้ก่อตั้ง Marvel Studios เคยพูดถึงเงิน 4,300 ล้านดอลลาร์ ที่ Disney ใช้ในการเทกโอเวอร์กิจการบริษัทแม่ของ Marvel เมื่อปี 2009 ว่า “โคตรถูก”

“มันถูกเหมือนได้เปล่าด้วยซ้ำ นี่คือแบรนด์ที่แข็งแรงมาก และทั้งหมดที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องฟลุกด้วย”

แต่ก่อนจะมีวันนี้ได้ Marvel ก็ต้องเจอบททดสอบมากมาย จนเกือบตกอยู่ในภาวะล้มละลายมาแล้วเช่นกัน

 

Marvel Comics (หรือชื่อเดิม Timely Publications) จัดเป็นสำนักพิมพ์ที่อยู่คู่วงการสิ่งพิมพ์อเมริกันมาเกือบ 8 ทศวรรษ

ด้วยคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนดังอย่าง Spider-Man, Captain America, Hulk, Iron Man, X-Men ฯลฯ ทำให้บริษัทสามารถแข่งขันกัDC Comics ที่มี Superman และ Batman เป็นตัวชูโรงได้อย่างสูสี

อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 ยอดขายและเสียงวิจารณ์ของ Marvel ก็เริ่มตกเป็นรอง

เมื่อ DC Comics ปรับสไตล์ของคอมมิคในเครือให้เข้มข้น ด้วยงานอย่าง Watchmen หรือ Batman: The Dark Knight Returns จนได้รับความนิยมอย่างถล่มทลาย

ในปี 1989 Marvel Entertainment Group ที่อยู่ในช่วงตกต่ำ จึงถูกขายให้ MacAndrews and Forbes ของ Ron Perelman ผู้บริหารบริษัทเครื่องสำอาRevlon ในราคา 82.5 ล้านดอลลาร์

ด้วยมุมมองทางธุรกิจที่กว้างไกลกว่าผู้บริหารชุดเดิม Perelman ใช้เวลาเพียงสองปี ผลักดันจน Marvel เข้าสู่ตลาดหุ้นสำเร็จ

พร้อมไล่ซื้อกิจการบริษัทอื่นๆ อย่าง Toybiz, Panini และ Heroes World เพื่อใช้ประโยชน์จากคาแรกเตอร์ดังของบริษัท ในรูปแบบที่ต่างไป อาทิ ของเล่น สติกเกอร์ หรือการ์ดสะสม

ที่พีกสุด คือไอเดียทางการตลาด ที่แถมการ์ดสะสม 1 จาก 5 แบบในหนังสือ เท่ากับว่าหากใครต้องการสะสมให้ครบ ต้องซื้อถึง 5 เล่ม

ยิ่งถ้าเป็นนักสะสมชนิดเข้าเส้น ก็จะต้องซื้อ 5+1 คือ 5 เล่มไว้สะสมในสภาพสมบูรณ์ ส่วนอีกหนึ่งเล่มไว้แกะอ่าน

ด้วยกลยุทธ์นี้ทำให้หนังสือของ Marvel Comics ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

 

ทุกอย่างทำท่าจะไปได้สวย ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์ฟองสบู่เศรษฐกิจสหรัฐแตก จนยอดขายของ Marvel Comics ถูกฉุดให้ตกลงจากเดิมกว่า70%

หุ้นของบริษัทตกลงจาก 35.75 ดอลลาร์ ในปี 1993 เหลือเพียง 2.375 ดอลลาร์ในปี 1996 และหนี้สินก้อนโตที่เกิดขึ้น ก็นำไปสู่ความขัดแย้งกันในหมู่ผู้ถือหุ้น

ไอเดียของ Perelman คือการพยายามหาตลาดใหม่ให้กับสินค้า ด้วยการตั้ง Marvel Studios เพื่อสร้างภาพยนตร์จากคาแรกเตอร์ที่บริษัทมี และเตรียมควบรวม Marvel กับ ToyBiz เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปแบบรวมศูนย์

การจะทำแบบนั้นได้ Perelman ต้องยื่นเรื่องขอพิทักษ์ทรัพย์จากเจ้าหนี้ เพื่อขอสิทธิ์ขาดในการจัดการแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ต้องขอความเห็นจากบรรดาผู้ถือหุ้นนำโดย Carl Icahn

สุดท้าย ความต้องการของ Perelman ก็เป็นผล คือ ToyBiz และ Marvel Entertainment Group ควบรวมกันสำเร็จ ในเดือนธันวาคม 1998

แต่ Marvel ไม่ได้ถูกยื่นเรื่องล้มละลาย ตามที่เจ้าตัวต้องการ เพราะก่อนหน้านั้น Perelman และ Icahn ต่างก็ถูกผู้ถือหุ้นรายอื่นบีบให้ออกจากตำแหน่ง และกลายเป็น Avi Arad กับ Isaac Perlmutter จาก ToyBiz ที่เข้ามากุมอำนาจแทน

 

Arad ตั้ง Stan Lee ผู้อยู่เบื้องหลังคาแรกเตอร์ดังๆมากมายของ Marvel ให้เป็นผู้ดูแล Marvel Films เพื่อเรียกศรัทธาของแฟนๆกลับมา ตามด้วยดีลกับ 20th Century Fox ที่เป็นจุดเริ่มต้นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ X-Men

แต่ส่วนแบ่งรายได้จาก Sony (Spider-Man) และ 20th Century Fox (X-men) ก็ยังถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับกำไรมหาศาลที่ทั้งสองบริษัทได้รับ

Arad และ Perlmutter ตัดสินใจที่จะสร้างภาพยนตร์ของบริษัทเอง แทนการปล่อยไลเซนส์ให้กับสตูดิโอ

ก่อนเดิมพันครั้งสำคัญ ด้วยการนำลิขสิทธิ์ Thor และ Captain America สองตัวละครสำคัญของบริษัทไปใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันในดีลกับสถาบันการเงิน Merrill Lynch แลกกับเงินทุน 525 ล้านดอลลาร์ สำหรับสร้างภาพยนตร์ 10 เรื่อง ภายในเวลา 7 ปี

นั่นหมายความว่าหากโปรเจกต์นี้ล้มเหลว สิทธิ์ในคาแรกเตอร์ทั้งสองตัวจะตกเป็นของทาง Merrill Lynch

 

อย่างไรก็ตาม การเดิมพันของทั้งคู่ก็ได้ผIron Man ภาพยนตร์เรื่องแรกในจักรวาล MCU ที่ออกฉาย เมื่อปี 2008 ทำเงินทั่วโลกได้ถึง 585 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 140 ล้านดอลลาร์

ความสำเร็จนี้ ไม่เพียงปลดภาระหนี้สินทั้งหลายของบริษัท แต่ยังกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ Disney เข้าซื้อกิจการทั้งหมดของ Marvel ในราคา “โคตรถูก” ตามที่ Arad ว่าไว้

เพราะจนถึงวันนี้ ภาพยนตร์ในจักรวาล MCU ทำรายได้ในบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลก รวมกันแล้วเกินกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์

และยังไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ ด้วยความนิยมที่มีแต่จะเพิ่มขึ้น

และตัวละครอีกมากมายในจักรวาลที่ Disney ถือสิทธิ์ไว้ รวมแล้วกว่า 5 พันตัว

“ยิ่งกว่าคุ้ม” อย่างที่ Arad ว่าไว้ จึงไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด

 

 

เรียบเรียงจาก

How Marvel went from bankruptcy to billions

How Marvel went from bankrupt dweeb to financial superhero in 13 charts

 

ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ที่เพจ AHEAD ASIA

หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

Facebook Comments