Kodak: ความพ่ายแพ้ของผู้บุกเบิก

#Breakfast4brain

หนึ่งเรื่องน่าเศร้าในประวัติศาสตร์ธุรกิจอเมริกัน คือการล้มละลายของ Eastman Kodak Company ในปี 2012

ทั้งที่ Kodak คือเคยครองตลาดฟิล์มและกล้องถ่ายรูปในสหรัฐ ในช่วงกลางทศวรรษที่ 70

และยังเป็นบริษัทแรกที่คิดค้นเทคโนโลยีกล้องดิจิทัลในช่วงทศวรรษที่ 1990 ด้วย

..
.
Kodak นับเป็นบริษัทเก่าแก่ของสหรัฐ ก่อตั้งขึ้นในปี 1888 โดย George Eastman ที่ต้องการให้การถ่ายรูปเป็นเรื่องจับต้องได้ แทนที่จะจำกัดไว้เฉพาะช่างภาพในสตูดิโอ

กล้องรุ่นแรกที่เป็นตัวจุดประกายให้เกิดช่างภาพสมัครเล่นขึ้นในสังคมอเมริกัน คือ Brownie camera ในปี 1900 ในราคา 1 ดอลลาร์ และฟิล์มในราคา 15 เซนต์

แต่ยุคบูมของกล้องและ Kodak มาถึงแบบเป็นรูปธรรม เมื่อ Kodak Vest Pocket ที่มีน้ำหนักเพียง 10.5 ออนซ์ (ราว 300 กรัม) วางตลาด ในปี 1912

Vest Pocket ขายได้หลายล้านตัวตลอดระยะเวลา 14 ปีที่อยู่ในสายการผลิต

กลยุทธ์หลักที่ทำให้ Kodak กลายเป็นเจ้าตลาดในสหรัฐได้ (บริษัทมีรายได้ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ในปี 1962)

คือการขายกล้องในราคาไม่แพง เพราะรายได้หลักของบริษัทนั้น มาจากการขายฟิล์ม 35 มม. นั่นเอง

แต่การยึดติดกับรายได้จากฟิล์มจนเกินไป กลับเป็นเรื่องที่ส่งผลย้อนมาทำร้ายบริษัทในภายหลัง

..
.
ในปี 1975 Steve Sasson วิศวกรไฟฟ้าซึ่งทำงานให้ Kodak คิดค้นกล้องดิจิทัล เทคโนโลยีใหม่ที่จะปฏิวัติวงการถ่ายภาพครั้งใหญ่ในอนาค

แต่แทนที่จะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีนี้ต่อ

Kodak กลับเลือกที่จะพักโครงการนี้ไว้ เพราะมองว่า ‘กล้องไร้ฟิล์ม’ นี้ จะเป็นผลเสียต่อรายได้หลักของบริษัท

จนเมื่อล่วงเลยเข้าสู่ทศวรรษที่ 1990 การไม่ปรับตัวของ Kodak ก็เริ่มส่งผลเสียหาย

เมื่อบริษัทจากญี่ปุ่นอย่าง Sony และ Canon ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดังกล่าว จนกล้องดิจิทัลเบียดกล้องฟิล์มขึ้นมาเป็นสินค้ายอดนิยมแทนได้ในที่สุด

ขณะที่ Kodak แม้จะพยายามหวนกลับไปหากล้องดิจิทัลอีกครั้ง แต่สถานะก็ตกเป็น “ผู้ตาม” ไม่เหมือน “ผู้นำ” ในอดีตอีกต่อไป

..
.
อีกหนึ่งการตัดสินใจผิดพลาดของ Kodak คือการเลือกเข้าสู่อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ ด้วยการทุ่มเงิน 5,100 ล้านดอลลาร์ ซื้อกิจการของ Sterling Drug

เพราะเชื่อว่าความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมเคมีของบริษัท จะมีส่วนช่วยผลิตยาเพื่อทำกำไรได้

แต่การขาดความรู้ความชำนาญในอุตสาหกรรมนี้ ทำให้ Kodak ประสบปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องราคายา

จนสุดท้าย ต้องขาย Sterling Drug ในราคาขาดทุนที่ 3,000 ล้านดอลลาร์ หลังซื้อมาได้เพียง 6 ปี

..
.
จุดต่ำสุดของ Kodak คือในช่วงปี 2011 เมื่อราคาหุ้นของบริษัทดิ่งลงมาอยู่ที่ 0.54 ดอลลาร์ต่อหุ้น ก่อนที่บริษัทจะต้องยื่นเรื่องขอพิทักษ์ทรัพย์จากเจ้าหนี้ ในปีถัดมา

แม้จะใช้เวลาปรับโครงสร้างเพื่อฟื้นฟูกิจการเพียง 20 เดือน จนพ้นสถานะดังกล่าวแล้วก็ตา

แต่ Kodak ในวันนี้ ก็ไม่ใกล้เคียงกับสถานะบริษัทอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมถ่ายภาพอีกต่อไป

..
.
Better be AHEAD
#AHEADASIA
.
เรียบเรียงจาก
.
The Rise and Fall of the Company that Invented Digital Cameras
.
How Kodak Failed
.
Kodak’s Downfall Wasn’t About Technology
.
ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ ที่เพจ AHEAD ASIA
.
และในโอกาสที่วันที่ 4 ก.ค. นี้ เป็นวันชาติสหรัฐ เราจะพาไปติดตามเรื่องราวสร้างสรรค์ และการคิดค้นอะไรใหม่ๆที่เป็นของชาวอเมริกันต่อเนื่องทั้งสัปดาห์
.
หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

Comments

comment

AHEAD.ASIA

AHEAD.ASIA

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวที่นำเสนอคอนเทนต์ด้านนวัตกรรมและธุรกิจ แบบเข้มข้น แต่ไม่ยากเกินเข้าใจ เพราะความตั้งใจของเรา คืออยากชวนคุณทุกคนก้าวไปพร้อมๆกัน ตามแบบฉบับ "นวัตกรรม ล้ำหน้า"
AHEAD.ASIA