ปัจจุบัน เทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของเรา ตั้งแต่เรื่องความเป็นอยู่ ไปจนถึงการสื่อสาร รวมถึงการทำการตลาดด้วย ด้วยเหตุนี้ เราทุกคนจึงต้องปรับตัวตามกระแสความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ทัน หากไม่ต้องการถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

และเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ณ Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต ทาง VOICE TV ก็ได้เปิดเวทีสำหรับแลกเปลี่ยนแนวคิดทางการตลาดยุคดิจิทัล ในงาน THE FUTURE OF DIGITAL MARKETING โดยได้สุดยอด 5 นักกลยุทธ์การตลาดแนวหน้าของเมืองไทยมาร่วมให้ความรู้แก่ผู้สนใจ

และนี่คือบทสรุปจากงานนี้ โดยทีมงาน AHEAD.ASIA

 

#5

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล

 

ชาคริต จันทร์รุ่งสกุล ซีอีโอบริษัท Fire One One บริษัทซอฟต์แวร์ที่มีจุดเด่นด้านการดีไซน์ ได้ให้ไอเดียว่าในปัจจุบัน มี tech startup เกิดขึ้นมากมาย และคนกลุ่มนี้ มักเป็นกลุ่มที่เข้าถึงตัวลูกค้าได้ก่อน เพราะมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับลูกค้า (Pain Point) ซึ่งมักเป็นสิ่งที่บริษัทใหญ่ๆมองข้าม ทำให้ธุรกิจของ startup เหล่านี้ เติบโตได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อคนเราทุกวันนี้ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าได้รับประโยชน์สูงสุด ทุกธุรกิจจึงควรปรับตัวให้เป็น “Ubiquity” ให้เกิดความพร้อมที่จะบริการลูกค้า ทุกที่ ทุกเวลา

และปรับเปลี่ยนการบริการให้เป็นแบบ “Ubiquitous Service” คือการบริการอย่างรู้ใจลูกค้า ซึ่งนักการตลาดในปัจจุบัน ควรจะเข้าใจและนำไปปรับใช้

ขณะเดียวกัน ในอนาคตก็จะมีช่องทางใหม่ๆเกิดขึ้นอีกมาก เราจึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมเสมอ เพื่อที่จะปรับตัวตามได้ทันที

 

#4

ไมเคิล จิตติวาณิชย์

 

ถัดมา คุณไมเคิล จิตติวาณิชย์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดด้านธุรกิจ Google Thailand กล่าวถึงพฤติกรรมของคนในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปมาก (Behavior Changes) ในช่วง 5-10 ปีที่ผ่านมา

เห็นได้จากพฤติกรรมการเสพภาพยนตร์ซักเรื่อง ถ้าเป็นสมัยก่อนคงต้องออกจากบ้านไปหาร้านเช่าวิดีโอ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถเลือกดูได้ทันทีจากสมาร์ทโฟนในมือ จนทำให้ปัจจุบันแทบไม่มีร้านเช่าวิดีโอหลงเหลืออยู่แล้ว

ขณะที่แพลทฟอร์มของ YouTube ในปัจจุบัน ก็ได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักการตลาดสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ผ่านการทำโฆษณาออนไลน์ โดยในมุมของนักโฆษณานั้น ก็จำเป็นต้องอาศัย 3 องค์ประกอบสำคัญ เพื่อดึงความสนใจจากผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

  • Viewability : การทำให้ผู้คนเห็นโฆษณาหรือสิ่งที่ต้องการให้จะเห็น
  • Audibility : ทำให้ผู้คนได้ยินเสียงที่จะทำการนำเสนอ
  • Watch Time : ยิ่งเห็นโฆษณานานเท่าไหร่ จะยิ่งมี Attention มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณไมค์ ได้ทิ้งท้ายไว้ว่าปัจจุบัน คนไทย 3 ใน 4 ใช้สมาร์ทโฟนพร้อมกันหลายๆหน้าจอ จนส่งผลต่อความสนใจที่ลดลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียง 8 วินาที ฉะนั้น นักโฆษณาจะต้องคิดให้มากกว่าแค่การเข้าถึงคน แต่ต้องคิดถึงคุณภาพว่าเข้าถึงคนได้อย่างไร

และ Attention ก็คือเครื่องมือสำคัญในการวัด

 

#3

วิศรุฒ เอื้ออานันท์

 

คุณวิศรุต เอื้ออานันท์ ผู้อำนวยการส่วนงานบริหารช่องทางออนไลน์ เอไอเอส คือผู้ที่ขึ้นเวทีเป็นคนต่อมา

พร้อมประเด็นหลักคือการ transform ของบริษัท เพื่อให้มีความเป็นดิจิทัลมากขึ้น (Digital Transformation Framework) โดยเน้นไปที่ 4 แกนหลัก ได้แก่ Customer Experience, Product & Service, Organization และ Operation

พร้อมกันนี้ คุณวิศรุฒ ได้อธิบายถึงการพัฒนาระบบต่างๆ ของทางบริษัท AIS โดยเฉพาะการสร้าง Application ต่างๆ ผ่านการวิจัยข้อมูลต่างๆจากลูกค้าโดยตรง เพื่อนำมาปรับให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า

 

#2

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์

 

นพ.ศุภชัย ปาจริยานนท์ หรือ ‘หมอคิด’ นายกสมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) หรือ DAAT และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แมคฟิว่า (ประเทศไทย) จำกัด Digital Agency ชั้นนำของประเทศไทย กล่าวถึงเทรนด์ในโลกออนไลน์ที่กำลังมาแรง คือการรับชมสื่อที่เป็นวิดีโอ

พร้อมคำแนะนำว่ายิ่งสั้นยิ่งดี เพราะจะดึงความสนใจของคนในปัจจุบันได้ง่ายกว่า และการทำมาร์เก็ตติ้งนั้น ไม่ว่าจะยุคไหน หัวใจหลักก็ยังคงอยู่ที่ตัว consumer นั่นเอง

และ Micro Influencer ก็เป็นหนึ่งในวิธีเข้าถึงผู้บริโภค และอาจเป็นกลุ่มที่ใช้สินค้าประเภทดังกล่าวจริงๆ เพราะการรีวิวสินค้าโดย Influencer ที่มีคนติดตาม ระหว่าง 1,000-100,000 คน นั้น อาจจะมีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้บริโภคมากกว่าดาราด้วยซ้ำ และจากนี้ไป บริษัทต่างๆจะหันมาให้ความสนใจกับกลุ่ม Micro Influencer มากขึ้น

และอีกหนึ่งช่องทางสำคัญก็คือ chatbot ที่จะมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ

 

#1

พยุงศักดิ์ ชาญด้วยวิทย์

ปิดท้ายงานด้วย พยุงศักดิ์ ชาญด้วยวิทย์ Marketing Director ของทาง Voice TV ที่กล่าวถึงการเอาตัวรอดในโลกยุคดิจิทัล ว่าผู้ประกอบการ จำเป็นจะต้องมีเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างชัดเจน (Purpose) 3 ข้อ คือ

  • ผู้คนภายในองค์กรจะต้องเห็นพ้องกัน
  • สิ่งนั้นเกิดประโยชน์แก่ลูกค้า
  • และสิ่งนั้นให้ประโยชน์ต่อสังคม

ส่วนในเรื่องรูปแบบ Voice เองจากที่เป็นโทรทัศน์เพียงอย่างเดียว ก็ปรับตัวเข้าสู่รูปแบบสื่อออนไลน์มากขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบัน มีคอนเทนท์พิเศษที่เรียกว่า “Voice Agenda”  5 รายการ ที่จะแพร่ภาพควบคู่กันไปทั้งทางโทรทัศน์ และในรูปแบบออนไลน์

 

สำหรับสตาร์ทอัพ และใครที่ต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

Facebook Comments