จากมุมมองของ David Roberts ที่ว่า ‘ไม่มีใครจะหนีพ้นการ Disruption ได้’

Salim Ismail อดีตรองประธาน Yahoo! และผู้แต่งหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ Exponential Organizations ซึ่งขึ้นเวทีในฐานะสปีกเกอร์ ในวันที่สามของงาน Singularity University Global Summit 

มองไกลถึงผลกระทบในวงกว้างของการ Disruption ทางเทคโนโลยี ว่าไม่ได้ถูกจำกัดเพียงแค่เรื่องธุรกิจ

แต่เหมารวมถึงสถาบันทางสังคมของมนุษย์เราด้วย

 

เร็วจนผู้เชี่ยวชาญตามไม่ทัน

Ismail เริ่มต้นด้วยประเด็นเทคโนโลยีในปัจจุบันที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในช่วงเวลาสั้นๆ

อาทิ Lidar อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการรับส่งสัญญาณของรถยนต์ไร้คนขับ ที่เคยมีราคาสูงถึง 75,000 ดอลลาร์ต่อชุด ในปี 2012 แต่กลับลดลงเหลือเพียง 50 ดอลลาร์ ณ ปัจจุบัน

และน่าจะเหลือเพียง 10 ดอลลาร์ ภายใน 3 ปีนับจากนี้

หรือราคาของแผงเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Module) ที่ลดลงจาก 16 ดอลลาร์/วัตต์ ในปี 1980 เหลือเพียง 1 ดอลลาร์/วัตต์ ในปี 2012

ประเด็นที่ Ismail ต้องการสื่อคือความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องยากจนแม้แต่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชียวชาญยังคาดเดาไม่ถูก

ในปี 2013 ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เชื่อว่าราคาของ Solar Module จะไม่ลดลงไปจาก 1 ดอลลาร์ ต่อวัตต์แล้ว

แต่กลายเป็นว่าภายในปีเดียว ราคากลับตกมาอยู่ที่ 50 เซนต์เท่านั้น

นั่นแปลว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ มันรวดเร็วจนแม้แต่คนที่คลุกคลีกับเรื่องเหล่านี้โดยตรงยังคาดเดาไม่ถูก

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่สถาบันต่างๆในสังคม จะประสบปัญหาจากการไล่ตามไม่ทันเช่นกัน

 

Institutional Disruption

Ismail ชี้ว่าโครงสร้างสถาบันต่างๆ ทั้งทางสังคม การปกครอง ฯลฯ ของมนุษย์นั้น ถูกสร้างขึ้นมานานนับร้อยปี

การเกิดขึั้นของสิ่งใหม่ที่จะมา Disrupt นั้นจึงส่งผลกระทบในวงกว้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เช่นในสถาบันครอบครัว (Marriage) ที่เพศชายเคยเป็นใหญ่ การเปลี่ยนแปลงด้านสถานะทางสังคมของเพศหญิง ก็ส่งผลให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น

ในด้านการปกครอง (Democracy) การทะลักล้นของข้อมูลทำให้ประชาชนมีความรู้มากขึ้น นั่นทำให้การปกครองแบบเดิมๆของผู้มีอำนาจกลุ่มเดิมๆทำได้ยากขึ้น เช่นกรณีของ Edward Snowden

ในด้านทุนนิยม (Capitalism) เงินจำนวนมากที่เคยอยู่ในระบบเดิม ก็ไหลออกไปสู่สิ่งใหม่ๆ เช่นในอุตสาหกรรมดนตรี ที่ยอดขายซีดีแทบไม่มีความหมายอีกต่อไป เมื่อถูกแทนที่ด้วย music streaming

ในทางการศึกษา (Education) สิ่งที่เราเคยเรียนกันมาอาจใช้ไม่ได้ จนเริ่มมีการพูดกันว่าเด็กอาจต้องเรียนทักษะที่จะใช้ในการทำงานตั้งแต่เล็กๆ

และสุดท้ายในด้านศาสนา (Religions) ความรู้และมุมมองที่เปลี่ยนไปจากผลของวิทยาการ ก็ส่งผลหรืออาจจะเรียกว่าสั่นคลอนความเชื่อเดิมๆไปด้วย

 

รับมือความเปลี่ยนแปลง

ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

Ismail มองว่าสิ่งหนึ่งที่เริ่มมีบทบาทชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คือลักษณะพฤติกรรมของเพศหญิง (female archetypes)

เช่น cooperative (ความร่วมมือ), nurturing (ดูแลเอาใจใส่), teamwork (การทำงานเป็นทีม), network (เครือข่าย) ฯลฯ

จะเห็นได้ว่าสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะ Uber หรือ Airbnb ก็ล้วนแต่มีคุณสมบัติที่ว่ามานี้ ถึงสามารถประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้

ซึ่งหมายถึงเพศชายที่เป็นผู้นำในโลกแบบเดิม ด้วยคุณสมบัติอย่าง competitive (แข่งขัน), risk taking (กล้าได้กล้าเสีย), self-assertive (ยึดมั่นในความคิดตน) ฯลฯ ก็จำเป็นต้องปรับตัว และนำ female archetypes มาใช้ให้มากขึ้นด้วย

เพราะท้ายที่สุดแล้ว หากเราไม่พยายาม disrupt ตัวเราเอง สุดท้าย เราก็จะถูก disrupt ตามที่ Ismail เขียนไว้ในหนังสือ Exponential Organizations ว่า;

“Today, if you’re not disrupting yourself, someone else is; your fate is to be either the disrupter or the disrupted. There is no middle ground.” 

 

สำหรับสตาร์ทอัพ และใครที่ต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

Facebook Comments
บทความก่อนหน้านี้เมื่อ Blockbuster เมิน Netflix
บทความถัดไปBrian Eno และ The Microsoft Sound
Chatree Tansathawerat
อดีตบรรณาธิการข่าวกีฬา และนักเขียนในนิตยสารดนตรี ที่สนใจเรื่องราวใหม่ๆรอบตัว เพื่อไล่ตามโลกที่กำลังหมุนไปอย่างรวดเร็วให้ทัน Former football correspondent & music contributor who wants to keep up with fast-paced world.