Startup Nation

ยูเครน: หนึ่งในว่าที่ Startup Nation รายต่อไป

อะไรคือจุดร่วมระหว่างสตาร์ทอัพชั้นนำ อย่าง Whatsapp, Paypal และ Affirm?

คำตอบคือผู้ร่วมก่อตั้งของทั้งสามบริษัท มีเชื้อสายหรือเป็นผู้อพยพจากยูเครน ทั้ง ยาน คุม (Whatsapp) และ แม็กซ์ เลฟชิน (Paypal กับ Affirm)

แม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยศักยภาพและองค์ประกอบในปัจจุบัน Startup Grind สตาร์ทอัพคอมมูนิตี้ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก เชื่อว่ายูเครนก็มีแนวโน้มจะพัฒนาไปสู่การเป็น Startup Nation ได้เช่นเดียวกับที่อิสราเอลเคยทำในอดีต

 

#5
รากฐานการศึกษาที่แข็งแกร่ง

 

ปัจจุบัน มีผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านเทคโนโลยีต่างๆในแต่ละปี กว่า 4 หมื่นคน และรัฐก็ตั้งเป้าที่จะเพิ่มจำนวนให้ถึงหลักแสน ภายในปี 2020

แม้สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันของประเทศจะยังไม่ดีนัก แต่อาชีพสายไอทียังอยู่ในระดับที่มั่นคง และมีฐานเงินเดือนสูงกว่าสายอื่นๆ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีสถิติว่าบุคลากรจากสายอาชีพอื่นเลือกย้ายมาทำงานด้านไอที เพิ่มสูงขึ้นถึง 5 เท่า นับจากปี 2014 เป็นต้นมา

 

#4
แหล่งบ่มเพาะบุคลากร

 

ในช่วง 5 ปีหลังสุด GDP ของยูเครนเติบโตขึ้นจาก 0.06 เป็น 3.3% หรือเกินกว่า 50 เท่า อันเป็นผลจากการเติบโตของอุตสาหกรรมไอที และการที่บุคลากรในสายนี้ กลายเป็นสินค้าออกอันดับหนึ่งของประเทศในปัจจุบัน

มาตรฐานของบุคลากรด้านไอทีในยูเครน ยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ยักษ์ใหญ่ในสายนี้กว่า 100 บริษัท อาทิ Samsung, Boeing, Siemens และ Oracle เลือกตั้งสำนักงานและแผนก R&D ที่นี่

ไม่ใช่เพียงแค่เหตุผลด้านเศรษฐกิจ เพราะประสบการณ์จากการทำงานในบริษัทชั้นนำเหล่านี้ จะทำให้วิสัยทัศน์ของบุคลากรในยูเครนเปิดกว้างขึ้น และพร้อมพัฒนาไปเป็นผู้ประกอบการต่อไป

 

#3
โฟกัสที่ตลาดต่างประเทศ

เทียบกับในสหรัฐที่ตลาดภายในประเทศกว้างพอสำหรับทำธุรกิจ

สตาร์ทอัพในยูเครนอยู่ในสถานการณ์ที่ต่างออกไป เพราะต้องตั้งเป้าไว้ที่การทำธุรกิจในต่างประเทศตั้งแต่วันแรกของการตัดสินใจตั้งบริษัท

ขณะเดียวกัน การทำงานภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดมากๆ ก็มักนำไปสู่มุมมองใหม่ๆในการสร้างนวัตกรรมโดยปริยาย

 

#2
สัญญาณเบื้องต้นจากผู้บุกเบิก

เหมือนที่ อิสราเอล มี ICQ, ลอสแองเจลีส มี Snap หรือนิวยอร์ค มี Doubleclick

ยูเครน ก็เริ่มมีสตาร์ทอัพเด่นๆที่พร้อมพัฒนาไปถึงระดับยูนิคอร์นในอนาคตเช่นกัน นำโดย Grammarly ที่ปัจจุบันระดมทุนไปได้แล้วกว่า 110 ล้านดอลลาร์

หรือสตาร์ทอัพบางรายก็ถูกควบรวมไปเรียบร้อย โดยยักษ์ใหญ่ด้านไอทีของโลก อาทิ Looksery (โดย Snap) Viewdle (โดย Google) หรือ Maxymiser (โดย Oracle)

 

#1
เงินทุนหลั่งไหล

 

สตาร์ทอัพหลายรายที่เลือกไปบุกเบิกในสหรัฐ อย่าง Petcube, Mobalytics หรือ People.ai มีส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นความสนใจจากบรรดา VC จากนอกประเทศ

เห็นได้จากในปัจจุบัน กองทุน VC อย่าง AVentures, TA Ventures, Khosla, Index, Intel Capital และ HP Ventures ก็เริ่มหันมาลงทุนกับผู้ประกอบการจากยูเครนมากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นกัน บรรดา accelerator และ incubator ทั้งหลาย อาทิ 500 Startups, Techstars และ Y Combinator ก็ส่งคนตระเวนไปทั่วประเทศ เพื่อมองหาสตาร์ทอัพใหม่ๆที่มีศักยภาพ และผลักดันให้ได้มีโอกาสสร้างเครือข่ายเพิ่มเติมในสหรัฐ

 

AHEAD TAKEAWAY

ความไม่มี = แรงผลักดันให้มี

เพราะอะไร ชาติที่มีประชากรเพียง 8 ล้านคน ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลทราย และความขัดแย้ง ถึงประสบความสำเร็จได้ จนกลายเป็นแม่แบบของคำว่า Startup Nation?

คำตอบที่น่าจะชัดเจนที่สุด ที่ผลักดันให้ อิสราเอล มาถึงทุกวันนี้ได้

ก็เพราะการต้องเอาตัวรอดให้ได้ ท่ามกลาง “ความไม่มี” ทั้งหลายนั่นเอง

จาก 8 ล้านคน อิสราเอล มีบุคลากรราว 40,000 คน ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งทำรายได้ให้ประเทศกว่า 15% ของ GDP

เมื่อปราศจากทรัพยากรทางธรรมชาติ ทางรอดของอิสราเอลคือการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆขึ้น เพื่อตอบโจทย์ pain point ทั้งหลาย

ซึ่งคำว่า pain point นี้ ก็เป็นสิ่งที่บรรดาสตาร์ทอัพทั่วโลกพยายามมองหา และสร้างโอกาสทางธุรกิจจากมันนั่นเอง

ปัจจุบัน อิสราเอล มีสตาร์ทอัพกว่า 8 พันราย ตั้งแต่ระดับเริ่มต้น ไปจนถึงพวกที่ exit ไปแล้ว และยังเป็นชาติที่มีบริษัทเข้าไปอยู่ในตลาด NASDAQ มากที่สุด เป็นรองเพียง สหรัฐฯ และจีน ที่เหนือกว่าทั้งขนาด จำนวนประชากร และทรัพยากร

แต่การจะมาถึงจุดนี้ได้ จะให้สตาร์ทอัพเหล่านี้พึ่งพาตัวเองอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ นั่นก็ต้องมาพร้อมกับความช่วยเหลือจากบรรดาแอคเซเลอเรเตอร์ต่างๆ รวมถึงภาครัฐและองค์กรขนาดใหญ่นั่นเอง

นั่นทำให้ เทล อาวิฟ เมืองหลวงของประเทศนั้น ถูกจัดให้เป็นเมืองที่มีระบบนิเวศสำหรับสตาร์ทอัพ ดีที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจาก ซิลิคอน วัลลีย์ และ สตอคโฮล์ม เท่านั้น

ความสำเร็จของ อิสราเอล จึงเป็นแม่แบบให้กับชาติที่เต็มไปด้วย “ความไม่มี” เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น เอสโตเนีย ซึ่งถูกยกย่องให้เป็น ซิลิคอน วัลลีย์ แห่งยุโรป รวมถึง ยูเครน ที่พยายามผลักดันตนเองให้เป็น ชาติแห่งสตาร์ทอัพ รายต่อไป

ในบ้านเรา ก็มีความพยายามที่จะผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว เมื่อสตาร์ทอัพกว่า 600 ราย และฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมตัวกันยื่นข้อเสนอ 7 เรื่อง ในชื่อ “THAILAND TOWARDS STARTUP NATION” โดยมีเป้าหมายในการผลักดันประเทศสู่การเป็น Startup Nation ภายในปี 2564 ให้คณะรัฐบาลได้พิจารณา

ส่วนจะไปได้ไกลถึงระดับที่คาดหวังไว้หรือไม่นั้น คงต้องรอดูองค์ประกอบหลายๆด้านว่ามีความพร้อมแค่ไหน

แต่หากพอใจในวิถีเดิมๆ ไม่คิดจะปรับเปลี่ยนเลย ก็คงเป็นไปได้ยาก ที่จะยืนหยัดอยู่ในโลกที่ทุกชาติต่างพยายามผลักดันตัวเองไปข้างหน้าให้ไกลที่สุดอย่างทุกวันนี้

เรียบเรียงจาก

Ukraine: The Next Startup Nation

 

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า

Subscribe to Our Newsletter

Total
0
Shares
Previous Article

'สตุ๊ทการ์ท' เมืองเครียดน้อยสุดในโลก - 'กรุงเทพ' อันดับ 104

Next Article

เมื่อหินใกล้หยุดกลิ้ง

Related Posts