ในการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ของ Tesla ณ เมืองฮอว์ธอร์น รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

แม้ไฮไลท์ส่วนใหญ่ จะโฟกัสไปที่ Tesla Roadster รุ่นที่ 2 ซึ่ง Elon Musk คุยว่านี่จะเป็นรถจากโรงงานที่เร็วที่สุดในโลก (เร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 1.9 วินาที ความเร็วสูงสุดกว่า 400 กม./ชม.)

แต่รถอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน และน่าจะส่งผลในวงกว้างยิ่งกว่า คือหัวรถบรรทุกที่ใช้พลังงานไฟฟ้า 100% ‘Tesla Semi’ ซึ่งมาพร้อมกับสเปคที่เหนือกว่ารถดีเซล จนน่าจะพลิกโฉมการขนส่งในอนาคตชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ

 

 

Tesla Semi สามารถเร่งจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ใน 5 วินาที (แบบไม่ลากตู้สินค้าใดๆ) และใน 20 วินาที (ขณะบรรทุุกน้ำหนักสูงสุด 80,000 ปอนด์ หรือ 36.2 ตัน) เช่นเดียวกับการออกแบบที่ช่วยให้รถมีแอโรไดนามิคดีกว่ารถสปอร์ตบางรุ่นในท้องตลาดปัจจุบัน

ส่วนในการชาร์จหนึ่งครั้ง Tesla Semi สามารถทำระยะได้ถึง 500 ไมล์ (804 กม.) บนความเร็วสูงสุดตามกฎหมายสำหรับรถบรรทุก (truck speed limits) คือราว 55 ไมล์/ชม. (88.5 กม./ชม.)

อีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของ Tesla Semi คือการไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เพื่อส่งถ่ายกำลังเครื่องอีกต่อไป (ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับรถยนต์ EV อื่นๆ) ซึ่งจะช่วยถนอมเบรคให้มีอายุการใช้งานยาวนาน (ในระดับที่ Musk ใช้คำว่า infinite เลยทีเดียว)

 

 

นอกจากสมรรถนะที่เหนือกว่ารถบรรทุกทั่วไปแล้ว ภายในของ Tesla Semi ยังได้รับการปรับแต่งเพืือให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ขับและผู้โดยสารมากกว่า (อะไหล่บางส่วนในคอนโซลรถนั้นใช้ร่วมกับ Model 3 ด้วย)

และยังมาพร้อมกับจอทัชสกรีน ทั้งฝั่งซ้ายและขวาของคนขับ เพื่อให้ข้อมูลต่างๆที่จำเป็น เช่นการบอกเส้นทาง การแจ้งเตือนมุมอับสายตาผ่านกล้องที่ติดตามจุดต่างๆรอบคัน หรือข้อมูลต่างๆในการเดินทาง ฯลฯ

ระบบออโต้ไพล็อตที่สามารถสั่งเบรคได้ในกรณีฉุกเฉิน ควบคุมรถให้อยู่ในเลนถนน และการเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเลนถนน

เปรียบเทียบในแง่การใช้งาน Tesla Semi ยังเป็นรองรถบรรทุกดีเซลอยู่ในเรื่องระยะทาง เพราะรถดีเซลสามารถวิ่งได้เกือบ 900 ไมล์ในกรณีเติมเต็มถัง หรือเกือบๆเท่าตัวของ Tesla Semi ที่ชาร์จเต็ม

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของระยะเวลาในการชาร์จที่ไม่ว่าอย่างไร การเติมน้ำมันก็ยังใช้เวลาน้อยกว่า แต่ปัจจุบัน ก็มีการพัฒนา Megachargers ที่ชาร์จพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งช่วยให้รถวิ่งได้ถึง 400 ไมล์ (643 กม.) จากการชาร์จ 30 นาที ซึ่งหากบริหารจัดการเวลาได้ดี ก็สามารถใช้เวลาดังกล่าวในการเปลี่ยนถ่ายรถพ่วง หรือสินค้าได้

แต่หากมองระยะยาวในแง่มลภาวะและค่าใช้จ่ายแล้ว รถบรรทุกพลังงานไฟฟ้ายังน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าในอนาคตทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทั้งเรื่องเชื้อเพลิง ค่าบำรุงรักษา หรืออะไหล่ ฯลฯ

เรื่องที่น่าจะเป็นปัญหาหลักของ Tesla มากกว่า ก็คือจะต้องทำยังไงจึงสามารถสเกลอัพสายการผลิต Semi ให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้งานจริง ซึ่งเป็นปัญหาค้างคามาตั้งแต่ Model 3

และนั่นอาจเป็นงานยากกว่าการคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกมาสร้างความฮือฮาในการเปิดตัวแต่ละครั้งด้วยซ้ำ

 

เรียบเรียงจาก

This is Tesla’s big new all-electric truck – the Tesla Semi

Everything we learned from the Tesla Semi and Roadster event

THIS IS THE TESLA SEMI TRUCK

 

อ่านเพิ่มเติม

เมื่อ Elon Musk แตกหักกับผู้ก่อตั้ง Tesla

โลกเปลี่ยน เมื่อจีนขยับ: วันที่รถยนต์พลังไฟฟ้าเปลี่ยนขั้ว

สรณัญช์ ชูฉัตร: เปลี่ยนโลกด้วยพลังงานสะอาด

เมื่อรถไฟฟ้าเลือดมังกรรุกคืบตลาด EV

 

ชมวิดีโอการเปิดตัว Tesla Semi ได้ที่

 

สำหรับสตาร์ทอัพ และใครที่ต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน