หน่วยงานรัฐในหลายประเทศทั่วโลก เตรียมเดินหน้าสอบสวน กรณี Uber Technologies Inc แถลงยอมรับว่าข้อมูลผู้ขับรถและผู้โดยสารทั่วโลก กว่า 57 ล้านรายถูกแฮ็กในปี 2016 ก่อนที่ผู้บริหารในเวลานั้น จะเลือกตกลงจ่ายค่าไถ่ให้แฮ็กเกอร์รายดังกล่าวลบข้อมูลทิ้ง โดยไม่ยอมแจ้งความ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว โดยแฮ็กเกอร์รายดังกล่าวเจาะเข้าถึงฐานข้อมูลของ Uber ได้สำเร็จ พร้อมขโมย ชื่อ อีเมล ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ ของพาร์ทเนอร์และผู้ใช้บริการทั่วโลก รวมแล้วกว่า 57 ล้านราย

แต่ข้อมูลในระดับสำคัญกว่า อย่าง Social Security Number, ข้อมูลบัตรเครดิต, ข้อมูลที่หมายปลายทาง ยังถูกรักษาไว้ได้

หลังเกิดเหตุ ผู้บริหารในช่วงเวลาดังกล่าวได้ตัดสินใจเจรจากับแฮ็คเกอร์รายนั้น และจ่ายค่าไถ่เป็นเงิน 100,000 ดอลลาร์ แลกกับการไม่นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ และลบข้อมูลเหล่านั้นทิ้ง ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายความปลอดภัยด้านไซเบอร์ ที่ระบุว่าหากมีการโจรกรรมข้อมูลเกิดขึ้น บริษัทฯจะต้องแจ้งเรื่องต่อหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ รวมถึงบรรดาเจ้าของข้อมูลที่ถูกขโมย

 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อ Dara Khosrowshani CEO คนใหม่ของ Uber ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายนรับทราบเรื่องนี้ จึงตัดสินใจแจ้งต่อกรรมาธิการการค้าแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ FTC และออกแถลงการณ์ต่อสาธารณชน ในบล็อกของ Khosrwshani เมื่อ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา

และภายหลังรายงานดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป อัยการใน 4 รัฐคือ คอนเนคติกัต, อิลลินอยส์, แมสซาชูเซตต์ส และ นิวยอร์ค ก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเตรียมการสอบสวนในเรื่องนี้แล้ว

ส่วนสมาชิกวุฒิสภา Richard Blumenthal ก็ทวีตข้อความตำหนิการกระทำของ Uber พร้อมย้ำว่า FTC จะต้องมีบทลงโทษที่เหมาะสมในเรื่องนี้ตามมา

นอกจากหน่วยงานต่างๆในสหรัฐแล้ว ก็มีความเคลื่อนไหวจากภาครัฐของประเทศต่างๆ อาทิ สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย และ ฟิลิปปินส์ ที่เริ่มต้นการสืบสวนในเรื่องนี้เช่นกัน

ด้าน Uber ปฏิเสธที่จะระบุชื่อของแฮ็กเกอร์รายดังกล่าว แต่ได้จัดการปลด Joe Sullivan จากตำแหน่ง Chief Security Officer และ Craig Clark จากตำแหน่งผู้ช่วยแล้ว

ขณะที่ Travis Kalanick ผู้ก่อตั้งซึ่งดำรงตำแหน่ง CEO ในช่วงดังกล่าวก็ปฏิเสธจะให้ความเห็นใดๆในเรื่องนี้

 

เรียบเรียงจาก
Uber breach, cover-up trigger government probes around the glob
Uber concealed huge data breach

 

สำหรับสตาร์ทอัพ และใครที่ต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

Facebook Comments