ผู้สร้างคอนเทนท์ในโลกออนไลน์ เตรียมโดนดาบสองจากยักษ์ใหญ่ที่ครองพื้นที่สื่อในมือ เมื่อ Google สำหรับการปรับลดโอกาสการเข้าถึงลงอีก ในกรณีที่เว็บไซต์นั้นๆ มีการโหลดข้อมูลหน้าเว็บที่ถูกวัดว่าช้าเกินไป ก็จะถูกถอยอันดับในการค้นหาผ่านเสิร์ชเอ็นจินของ Google ลงต่ำกว่าเดิม

สัปดาห์ที่่ผ่านมา เกิดแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในวงการสื่อออนไลน์ เมื่อ Mark Zuckerberg CEO และผู้ก่อตั้ง Facebook โพสต์ยืนยันการจำกัดจำนวนการเข้าถึงเพจของผู้ผลิตสื่อและธุรกิจบริการสินค้า เพื่อเน้นให้ความสำคัญกับเพื่อนและครอบครัวมากกว่าเดิม

ล่าสุด Google ก็เปิดเผยผ่านบล็อกทางการของตนเช่นกัน ว่าเว็บไซต์ใดก็ตามที่ไม่อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ก็จะโดนลดอันดับในการค้นหาผ่านหน้า Google ลงไป โดยจะมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่เดือน ก.ค. นี้เป็นต้นไป

“การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบกับเว็บไซต์ที่นำเสนอประสบการณ์อันเชื่องช้าแก่ผู้เข้าชม และจะมีผลต่อการค้นหาเพียงเล็กน้อย มาตรฐานจะเป็นไปอย่างเท่าเทียมกันในทุกเว็บ ไม่ว่าเว็บนั้นๆ จะใช้เทคโนโลยีการสร้างแบบใดก็ตาม”

มาตรการปรับอัลกอริทึมนี้ จะเน้นใช้ไปกับการค้นหาผ่านทางโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก ภายหลังพบปัญหาของการโหลดหน้าเว็บต่างๆ ที่ใช้เวลานานเกินไป แม้อาจเกิดจาก bandwidth อินเทอร์เน็ตที่จำกัดของผู้ใช้ด้วยก็ตาม

การขยับตัวครั้งนี้ของ Google จะส่งผลถึงบรรดาธุรกิจและผู้สร้างเนื้อหารายต่างๆ ที่อาจต้องปรับเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ให้เข้าถึงง่ายและรวดเร็วกว่าเดิม ไปจนถึงการลดทอนขนาดข้อมูลเพื่อให้ผู้ใช้สามารถโหลดได้เร็วขึ้นด้วย

 

เรียบเรียงจาก

Google’s warning to mobile publishers: Slow-loading pages will see reduced rank

Google Slow Sites Penalty- Google Hates & Penalize Slow Websites

 

AHEAD TAKEAWAY

ทั้งกรณีของ Facebook และ Google นั้น จะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อผู้ใช้บริการทั่วไป แต่สำหรับคนทำคอนเทนท์ในโลกออนไลน์แล้ว ทั้งสองเรื่องนับเป็นตัวแปรสำคัญที่แต่ละสื่อจะต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ในฐานะตัวกำหนดทิศทางการทำงานต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากเทียบนโยบายของทั้งสองรายแล้ว จะเห็นว่า Google นั้นประนีประนอมกับคนทำคอนเทนท์ออนไลน์มากกว่าอย่างชัดเจน ทั้งเรื่องการประกาศล่วงหน้าว่านโยบายจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคม เพื่อเปิดทางให้นักพัฒนาทั้งหลายมีเวลามากพอที่จะแก้ไขเว็บไซต์ของตนให้โหลดได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ยังระบุว่ามาตรฐานนี้จะมีผลอย่างเท่าเทียมกันทุกเว็บ ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมใดๆสร้าง หลังจากก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า Google พยายามต้อนผู้ใช้งานและนักพัฒนาให้หันมาใช้งาน Chrome เป็นหลัก และบล็อกไม่ให้เบราเซอร์บางตัวใช้งานฟีเจอร์ต่างๆในเว็บของตนได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย