Advertisement

ทีวี ธันเดอร์ คือหนึ่งในผู้ผลิตรายการโทรทัศน์แถวหน้าของไทย ที่อยู่ในวงการมานานกว่าสองทศวรรษ และเติบโตจากจุดเริ่มต้นที่มีเพียง 4 รายการ จนเป็นบริษัทมหาชน และมีสตูดิโอใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของอาเซียน TVT Green Park Studio

จาก ‘มาสเตอร์คีย์’ ที่เป็นหนึ่งในเกมโชว์ที่อายุยาวนานลำดับต้นๆของประเทศ ทางบริษัทยังผลิตรายการที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน หนึ่งในนั้นคือ ‘เทค มี เอ้าท์ ไทยแลนด์’ จากแรงผลักดันของ ณฐกฤต วรรณภิญโญ ทายาทรุ่นที่สอง ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร สายพัฒนาธุรกิจ บริษัท ทีวี ธันเดอร์ จำกัด มหาชน

ในยุคที่สื่อทั่วโลกถูกมองว่ากำลังถูก disrupt ด้วยเทคโนโลยี แต่ ทีวี ธันเดอร์ กลับยังยืนหยัดในวงการได้อย่างเหนียวแน่น ทีมงาน AHEAD.ASIA มีโอกาสได้พูดคุยกับ ‘คุณจ๊อบ’ เพื่อขอมุมมองจากผู้บริหารรุ่นใหม่ ถึงความเป็นไปในวงการสื่อที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนหลายคนอาจตามไม่ทัน…

 

วันที่สื่อไม่เหมือนเดิม

เทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทุกวงการ แม้แต่สื่อมวลชนที่เคยอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆไม่กี่กลุ่ม ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

ทุกวันนี้ อินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย เป็นประตูที่เปิดกว้างให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการสื่อสารมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์จำนวนมากทยอยปิดตัว เพราะทุกอย่างหาอ่านได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ

แม้แต่วงการโทรทัศน์ก็ได้รับผลกระทบ จากการมาของ OTT (Over-the-top) หรือบริการสื่อสารและแพร่ภาพและเสียงผ่านอินเทอร์เน็ต จนผู้ให้บริการดิจิทัลหลายรายเข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลังจากลงทุนไปมหาศาล แต่ผลตอบแทนที่ได้กลับไม่คุ้มค่า

ในทรรศนะของ ‘คุณจ๊อบ’ ที่อยู่ในวงการนี้มานาน ก็ยอมรับว่าช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านนี้ เกิดขึ้นรวดเร็ว และส่งผลในวงกว้าง ไม่ใช่เพียงแค่คนทำสื่อกลุ่มเดิมเท่านั้น

“ที่เห็นชัดๆเลย คือมันเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว คือมันมีรูปแบบที่อิสระมาก มันไม่ใช่แค่วิทยุ ทีวีอีกต่อไป กระทั่งคนที่เป็นสื่อมวลชน ก็ไม่จำเป็นต้องมีอาชีพนักข่าวอีกต่อไป คนทั่วไปก็สามารถเป็นสื่อได้ ถ้าเค้ามีเครื่องมือ มันเป็นความอิสระที่ทุกคนทำได้”

 

มาเร็วไปเร็ว

 

 

นอกจากปริมาณของข้อมูลและผู้ผลิตคอนเทนท์ที่เพิ่มขึ้น อีกสิ่งหนึ่งที่ ‘คุณจ๊อบ’ สังเกตเห็นได้ก็คืออายุขัยของแต่ละรายการที่หดสั้นลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับในอดีต

“ผมสังเกตมานานแล้วว่าอายุขัยของรายการมันสั้นลง รายการที่เคยได้รับความนิยม แค่ไม่นานก็อาจจะไม่ได้รับความนิยมอีก เทียบกับสมัยก่อน รายการทีวีที่ฮิตๆกันอยู่ได้เป็นสิบปี แต่เดี๋ยวนี้ ประมาณ 3-4 ปี ความนิยมก็จะลดลง คนทำคอนเทนท์ก็ต้องหาอะไรใหม่ๆตลอดเวลา”

เหตุผลหลักๆที่ทำให้อายุขัยของคอนเทนท์ในปัจจุบันสั้นลง ในมุมมองของ‘คุณจ๊อบ’ ก็คือ supply ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเกิดขึ้นทุกทางรอบตัวเรา

“ผมมองว่าน่าจะเป็นเพราะว่าคนดูมีทางเลือกค่อนข้างเยอะมาก คนดูก็จะสวิทช์ไปเรื่อยๆ วันนึงเค้าชอบเรื่องราวแบบนี้ วันนึงเค้าอาจจะชอบเรื่องราวอีกแบบก็ได้ คือผมรู้สึกว่าทางเลือกเค้าเยอะมาก ทั้งทางทีวี ทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ”

 

เสียงจากผู้บริโภค

แม้จะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบ แต่ ‘คุณจ๊อบ’ ยังมองเห็นแง่บวกในความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยเฉพาะ ‘ฟีดแบ็ก’ จากผู้บริโภคที่สามารถรวบรวมได้ง่ายขึ้น และเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถนำกลับมาใช้พัฒนารายการของ ทีวี ธันเดอร์ ให้ดีและทันสมัยขึ้น

“ผมมองว่ามีข้อดีอย่างนึง คือแพลทฟอร์มต่างๆ จะมีข้อมูลที่ส่งจากคนดูกลับมาถึงเรามากขึ้น เทียบกับแต่ก่อนที่คนดูเป็น Passive กว่านี้ ไม่สามารถเลือกได้มากนัก”

“สมมติรายการที่เค้าชอบอยู่ตอนบ่ายสามโมง เค้าก็จะไม่สามารถดูรายการนั้นในเวลาอื่นได้ แต่ด้วยแพลทฟอร์มต่างๆ เดี๋ยวนี้ก็สามารถเลือกดูได้ตามเวลาที่เราต้องการ และพอเค้าเข้ามาดู เราก็จะได้ฟีดแบ็กในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนท์ของเรากลับมาด้วย เราก็จะเก็บข้อมูลตรงนี้กลับมาใช้กับคอนเทนท์ที่เราสร้างขึ้นมา ตรงนี้ผมมองว่ามันเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตคอนเทนท์”

 

ดารา 4.0 – อาหารจานใหม่รับยุคสตาร์ทอัพ

 

 

การสรรหาอะไรใหม่ๆ เพื่อมาป้อนผู้บริโภค จึงเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตคอนเทนท์ต้องพยายามทำเสมอ

และคอนเทนท์รูปแบบล่าสุดที่ ทีวี ธันเดอร์ ทำคือรายการเรียลลิตี้ โชว์ สไตล์ Edutainment ‘Startup Star ดารา 4.0’ ผ่านความร่วมมือกับ ไรส์ (RISE) สถาบันเร่งสปีดนวัตกรรมองค์กรและสตาร์ทอัพชั้นนำของประเทศ และแพร่ภาพแบบ exclusive ทาง LINE TV เท่านั้น ซึ่ง ‘คุณจ๊อบ’ ก็คาดหวังว่านี่จะเป็นบันไดก้าวแรก สู่การผลิตแฟรนไชส์รายการ สำหรับตีตลาดต่างประเทศในอนาคต

“Startup Star ดารา 4.0 เกิดจากการพูดคุยระหว่าง ทีวี ธันเดอร์ กับ ไรส์ ที่เชี่ยวชาญการทำคลาสอบรม เป็นคอมมูนิตี้ของสตาร์ทอัพ ส่วนเราก็ถนัดทำรายการที่เป็นเอนเตอร์เทนเมนต์ ลำพังคนใดคนหนึ่งคงทำงานนี้ไม่ได้ ก็มาคุยกันว่าทำยังไงถึงจะเอาเรื่องที่เราเก่งมาบวกกันให้ได้”

“ทีนี้เราก็ไปค้นพบว่าดาราหลายคนที่อยู่ในวงการ เค้าเริ่มทำธุรกิจมากขึ้น แต่ pain point ที่เกิดคือวนใหญ่จะไม่ค่อยมีเวลา พอทำไปเรื่อยๆก็ต้องหยุดทำ ทั้งที่บางครั้งเค้ามีไอเดียธุรกิจที่ดี เราก็รู้สึกว่าน่าจะเอาดาราที่ทำธุรกิจพวกนี้มาขัดเกลา เราก็ไปดึงความถนัดของ ไรส์ มาสร้างเป็นตัวคลาส ชวนดาราที่มีธุรกิจมาร่วม แล้ว  ทีวี ธันเดอร์ ก็ทำสิ่งที่เราถนัด คือเก็บภาพและทำคอนเทนท์ที่เป็นวิดีโอ”

“ความสนุกของรายการคือคนเหล่านี้จะได้เคยทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ และก็เรียนรู้ บางทีคำศัพท์บางคำที่สอนไป คนเหล่านี้อาจจะไม่เข้าใจด้วยซ้ำ มันมี conflict กัน เพราะจู่ๆโลกที่เค้าคุ้นเคยก็เปลี่ยนไป ผมว่ามันก็จะมีความสนุกที่เกิดขึ้น ก็เลยเป็นที่มาที่ไป”

การทำรายการรูปแบบใหม่ที่ฉีกไปจากเดิม ก็มีความเสี่ยงเช่นกันที่ผู้บริโภคจะมองข้าม แต่ ‘คุณจ๊อบ’ ก็ยังเชื่อว่า ‘Startup Star ดารา 4.0’ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับรายการใหม่ๆที่มีทั้งสาระและความสนุกอยู่ในตัว

“เอาจริงๆคือกล้าๆกลัวๆครับ เพราะเรารู้ว่าธรรมชาติของคนที่เสพคอนเทนท์ มักจะเน้นความตลกสนุก ดราม่าเยอะๆ แต่โจทย์คือรายการนี้มันมีองค์ประกอบแบบนั้นมากน้อยแค่ไหน เราก็ต้องพยายามหา เพื่อดึงดูดให้คนมาดู หวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการทำเรียลลิตี้ธุรกิจดารา และก็หวังว่าจะนำวิธีเดียวกันนี้ไปใช้กับคนอื่นๆที่ทำธุรกิจได้”

“ผมเองก็ยังไม่เคยเห็นรายการในลักษณะนี้ ถ้าเราทำให้มันเป็นโครงสร้างขึ้นมาจริงๆ มีฟอร์แมต มีองค์ประกอบที่ชัดเจนได้ ก็อยากจะลองนำไปขายในประเทศอื่นๆที่มีความสนใจรายการลักษณะนี้ หรือว่าไม่เคยทำแล้วอยากลองทำ”

 

ทิศทางของสื่อในอนาคต

 

 

คำถามสุดท้ายในการสนทนา ทีมงาน AHEAD.ASIA ขอความเห็นจาก ‘คุณจ๊อบ’ ถึงทิศทางของสื่อในอนาคต และได้คำตอบที่น่าสนใจว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผู้บริโภคต่างหากคือผู้ที่จะกำหนดความเป็นไปทั้งหมด ไม่ว่าเทคโนโลยีทั้งหลายจะพัฒนาไปในทางใดก็ตาม

“นอกจากทำรายการออกอากาศทางโทรทัศน์แล้ว สิ่งที่เราเริ่มทำในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา คือการบริหารแชนแนลของตัวเอง TV Thunder Official ซึ่งก็มี subscriber ค่อนข้างเยอะพอสมควร (ปัจจุบันอยู่ที่ 1.4 ล้านคน)”

“เนื้อหาคอนเทนท์ที่เราทำทั้งหมดก็จะไปอยู่บนนั้น และก็จะมีคอนเทนท์บน OTT หลายๆเจ้าที่เป็นพาร์ทเนอร์กับเรา” 

“เอาจริงๆนะ ผมว่าคนดูนี่แหละ คือคนกำกับทิศทางหลักของคอนเทนท์ ซึ่งมันก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่วัฒนธรรมของคนไทยก็น่าจะไม่เปลี่ยนไปมาก เช่น ตลก สนุก ของพวกนี้ยังไงก็จะอยู่ในกระแส เพียงแต่เค้ามีทางเข้าถึงที่หลากหลายมากขึ้น ส่วนแพลทฟอร์มไหนที่มีคอนเทนท์โดนๆ ก็จะดึงดูดคนดูเข้าไปเอง”

 

สำหรับสตาร์ทอัพ และใครที่ต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

Facebook Comments