เป็นหนึ่งในสโมสรที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับแฟนฟุตบอลทั่วโลก ด้วยผลงานประวัติศาสตร์เตะ 38 นัดไม่ประสบความปราชัยแม้แต่เกมเดียว ผงาดครองแชมป์พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2003/04 อย่างไร้คู่ต่อกร

จากวันนั้นจนวันนี้ ผ่านมาเป็นปีที่ 14 อาร์เซน่อล ไม่สามารถผลิตซ้ำความสำเร็จแบบนั้นได้อีกเลย ภาพจำสำคัญคือการวนเวียนจบเพียงอันดับ 4 ของลีก, ต้องจำยอมปล่อยนักเตะคนสำคัญให้คู่แข่งรายรอบอยู่เสมอ, ตกรอบฟุตบอลสโมสรยุโรป UEFA Champions League ในรูปแบบซ้ำๆ และมี New Low กับช่วงหลังที่หลุดไปเล่นถ้วยรอง UEFA Europa League แล้ว

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความตกต่ำในเชิงฟุตบอลของอาร์เซน่อล หากตรวจดูสภาพคล่องทางการเงินของพวกเขา จะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน

และในการเปิดประตูสู่สกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency) เป็นสโมสรแรกของโลก ก็น่าตั้งคำถามว่าสิ่งนี้จะสร้างประโยชน์ให้พวกเขาอย่างไร เช่นเดียวกับอนาคตหลังจากนี้ ความแข็งแกร่งทางการเงินที่เป็นจะส่งผลให้ภาพในสนามเป็นไปแบบไหน

14 ปีที่ผ่านไปอย่างไม่ไหลย้อนคืน มีโอกาสไหมที่จะสิ้นสุดการรอคอยในเวลาอันใกล้…

 

ปืนใหญ่กับ CashBet Coin

การเปิดตัวเป็นพาร์ทเนอร์กับ CashBet เมื่อปลายเดือนมกราคม

 

ปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา อาร์เซน่อล ประกาศการทำสัญญากับ CashBet ธุรกิจ iGaming จากโอ๊คแลนด์, แคลิฟอร์เนีย, สหรัฐอเมริกา เพื่อรับการลงโฆษณา CashBet Coin สกุลเงินดิจิทัลของบริษัทที่สนาม Emirates stadium ในทุกเกมเหย้า และให้เป็น Cryptocurrency Partner ประจำสโมสร

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่มีสโมสรฟุตบอลระดับโลกทำการจับมือกับสกุลเงินดิจิทัล และแน่นอนว่าในพรีเมียร์ลีก อาร์เซน่อล คือทีมที่ฉับไวกว่าใครในเรื่องนี้ สนองการเติบโตของสกุลเงินดิจิทัลที่กำลังบูมในโลกธุรกิจ

ภายใต้สัญญาที่ไม่มีการเปิดเผยระยะหรือค่าตอบแทน อาร์เซน่อล แถลงว่าการเป็นพันธมิตรครั้งนี้ “จะช่วยให้ CashBet Coin เป็นที่จดจำในฐานะแบรนด์ระดับโลก ผ่านทางสื่อดิจิทัลและโซเชียลที่แพร่หลายของเรา และผ่านการสร้างเนื้อหาที่จะเป็นที่พูดถึง ด้วยกลุ่มผู้เล่นของสโมสรเรา”

ขณะที่ CashBet ซึ่งอยู่ในการผลักดันของซีอีโอและผู้ก่อตั้งอย่าง Mike Reaves อดีตผู้บริหารของ United States Digital Gaming, CyberArts และ MondoBox นั้น ไม่ปิดบังว่าพวกเขาเข้ามาจับมือกับอาร์เซน่อลก็เพื่อโปรโมตกิจกรรมการระดมทุนเหรียญ (Initial Coin Offering – ICO) ที่ชื่อว่า CashBet Coin (CBC) ของตัวเองให้เป็นที่รู้จัก ภายหลังริเริ่มการใช้เงินดิจิทัลในระบบพนันออนไลน์เป็นเจ้าแรกของวงการ

การ ICO ของ CashBet จะรับแลกสกุลเงินดิจิทัลรายต่างๆ เช่น Bitcoin, Ethereum หรือ Litecoin ซึ่งเมื่อได้ CashBet Coin มาแล้วก็สามารถใช้แทนจำนวนหุ้นในบริษัท หรือจะใช้เป็น voucher เพื่อการเล่นเกมในระบบของพวกเขาก็ได้

CashBet ตั้งเป้าว่าจะได้ทุนจากการ ICO ที่ 40-70 ล้านดอลลาร์ฯ โดยมีการขายรอบ Pre-Sale (หน่วยละ 50 เซนต์, บังคับซื้อขั้นต่ำ 25,000 ดอลลาร์ฯ) ในระหว่างวันที่ 24 ม.ค. – 20 ก.พ. จากนั้นจะเปิด Public-Sale ระหว่าง 20 มี.ค. – 27 เม.ย.

หลังการทำสัญญา ในทุกเกมเหย้าที่ Emirates stadium จะปรากฏโฆษณาของ CashBet ในหลายจุด โดยเฉพาะป้ายโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์บริเวณขอบสนาม ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั้งจากมุมมองของแฟนบอลร่วม 6 หมื่นคนในสนาม และอีกนับล้านๆ คนจากการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก

ขณะที่ CashBet ก็จะได้สิทธิ์ในการใช้โลโก้สโมสรและภาพของนักเตะในสังกัดปืนใหญ่ ลงในเว็บไซต์ของพวกเขา เช่นที่ตอนนี้เปิดเข้าไปก็จะเจอทั้ง Alexandre Lacazette, Aaron Ramsey และ Laurent Koscielny ยืนเป็นนายแบบโปรโมตการเป็นพาร์ทเนอร์ของทั้งสอง

อนึ่ง ถัดจาก อาร์เซน่อล ที่เปิดรับ Cryptocurrency เป็นเจ้าแรกแล้ว ก็ยังมี ฮารุนุสตาปอร์ (Harunustaspor) ทีมในลีกสมัครเล่น Sakarya First Division ของตุรกี ใช้งาน Bitcoin เป็นส่วนหนึ่งของการคว้านักฟุตบอลเข้าร่วมสังกัด โดยจ่าย 0.0524 BTC (คิดเป็น 386 ปอนด์) บวกกับเงินสดอีก 467 ปอนด์ อันทำให้ดีลนี้มีมูลค่ารวม 850 ปอนด์ ให้กับ โอเมอร์ ฟารุค คิโรกลู (Omer Faruk Kiroglu) นักเตะวัย 22 เพื่อให้เซ็นสัญญากับพวกเขา และดีลนี้ก็ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลที่มีเงินดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

เจาะคลังหลังบ้านปืน

 

อาร์เซน่อลเป็นอันดับ 6 ใน Deloitte Football Money League 2018 โดยทำรายได้จากปี 2017 ที่ 487.6 ล้านยูโร แบ่งเป็นเงินจากค่าโฆษณา 136.5 ล้านยูโร

 

การจับมือเป็นพาร์ทเนอร์กัน จะช่วยให้ CashBet ซึ่งก่อตั้งบริษัทในปี 2012 สามารถสร้างการรับรู้ผ่านสื่อทั่วโลก โดยจากข้อมูลของ The Express ระบุว่าเวลานี้พวกเขามีเกมถึง 450 ชนิดบนแอพพลิเคชั่นของตัวเอง, เติบโตทางรายได้กว่า 515 เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้นกว่า 770 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี 2015 ซึ่งการจับมือกับทีมชั้นนำอย่าง อาร์เซน่อล ก็จะช่วยให้ตัวเลขเหล่านี้ขยับขึ้นได้อีก

แต่ถ้าถามถึงทางฝั่งของ อาร์เซน่อล บ้างล่ะว่าพวกเขาได้อะไรจากดีลนี้ ก็คงมีอยู่หลักๆ 2 ข้อ

คือ 1) ประชาสัมพันธ์ชื่อของสโมสรให้กว้างขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากแม้จะเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลระดับโลก แต่ความนิยมในตลาดโลกของพวกเขาก็ยังคงเป็นรองเพื่อนร่วมลีกอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ ลิเวอร์พูล อยู่ การจับมือเป็นพันธมิตรกับ CashBet จะช่วยให้กลุ่มผู้เล่น iGaming เข้าใกล้กับพวกเขามากขึ้น เช่นเดียวกับการได้พื้นที่สื่อด้านธุรกิจ จากสถานะของการเป็น ‘ทีมแรกในโลก’ ที่เปิดประตูรับการเข้ามาของสกุลเงินดิจิทัล

และแน่นอนว่า 2) ก็คือทำรายได้เข้าสโมสร โดยแม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเงินที่ได้รับจาก CashBet แต่ก็สามารถเชื่อได้ว่าจะไม่ใช่น้อยๆ อย่างแน่นอน

จากการเปิดเผยในรายงาน Deloitte Football Money League ประจำปี 2018 รายรับเรื่องโฆษณาของ อาร์เซน่อล จากตลอดทั้งฤดูกาล 2016/17 อยู่ที่ 136.5 ล้านยูโร ซึ่งเป็นช่วงก่อนการเข้ามาของ CashBet

ส่วนในปัจจุบัน พันธมิตรคู่ค้าที่สร้างรายได้ให้กับ อาร์เซน่อล มีอยู่ถึง 27 แบรนด์ด้วยกัน
Lead Partners: Emirates, Puma
Official Partners: Cooper Tire Europe, Cover-More, Gatorade, Vitality, WorldRemit
Regional Partners: 12Bet, Bank Muamalat, Betfair, BNN Technology, CashBet Coin, BT Sport, Cavallaro Napoli, Dashen Brewery, Hyde Park Developments, India On Track, Irena, Konami, MBNA, MTN, Octopus Energy, Santa Rita, SportPesa, STAR, TempoBet, Universal Pictures

จากการสำรวจของ Deloitte ตัวเลข 136.5 ล้านยูโรนั้น เป็นรายได้จากการขายโฆษณา คิดเป็น 28% ของรายรับตลอดซีซั่น 2016/17 ขณะที่เงินจากการถ่ายทอดสดอยู่ที่ 234.7 ล้านยูโร (48%) และเงินจากแง่ของฟุตบอล (Matchday – ค่าตั๋วเข้าชม, ขายสินค้า, อาหารเครื่องดื่ม) อยู่ที่ 116.4 ล้านยูโร (24%) ซึ่งเมื่อรวมทั้ง 3 ส่วนเข้าด้วยกันแล้ว ก็เท่ากับ อาร์เซน่อล มีรายรับจากซีซั่นที่แล้วจำนวน 487.6 ล้านยูโร (419 ล้านปอนด์)

รายรับ 487.6 ล้านยูโรดังกล่าว ยังทำให้ อาร์เซน่อล ยืนอยู่ในอันดับ 6 ของ Deloitte Football Money League ชาร์ตรวมรายได้สโมสรฟุตบอลของโลก ชิ้นล่าสุด

ท็อป 10 Deloitte Football Money League 2018
(หน่วยเป็นล้านยูโร)
1) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 676.3
2) เรอัล มาดริด 674.6
3) บาร์เซโลน่า 648.3
4) บาเยิร์น มิวนิค 587.8
5) แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 527.7
6) อาร์เซน่อล 487.6
7) ปารีส แซงต์-แชร์กแมง 486.2
8) เชลซี 428.0
9) ลิเวอร์พูล 424.2
10) ยูเวนตุส 405.7

ส่วนการตรวจสอบชาร์ต Deloitte Football Money League ย้อนหลังไปทั้งสิ้น 10 ปี จะพบว่า อาร์เซน่อล เกาะอยู่ในอันดับ 5-8 ของโลก มาตลอด
2016/17 อันดับ 7 รายรับ 487.6 ล้านยูโร
2015/16 อันดับ 7 รายรับ 468.5
2014/15 อันดับ 7 รายรับ 435.5
2013/14 อันดับ 8 รายรับ 359.3
2012/13 อันดับ 8 รายรับ 284.3
2011/12 อันดับ 6 รายรับ 290.3
2010/11 อันดับ 5 รายรับ 251.1
2009/10 อันดับ 5 รายรับ 274.1
2008/09 อันดับ 5 รายรับ 263
2007/08 อันดับ 6 รายรับ 264

รายรับดีงามมาอย่างต่อเนื่อง โดยต้องไม่ลืมว่า ‘ความสำเร็จ’ ของพวกเขาเป็นไปอย่างจำกัด ไม่มีแชมป์พรีเมียร์ลีก ไม่มีแชมป์รายการยุโรป แชมป์รายการใหญ่ในรอบสิบปีหลังสุด มีเพียงแชมป์ เอฟเอ คัพ รายการชิงแชมป์บอลถ้วยของอังกฤษ 3 ครั้งเท่านั้น (หรือ 4 ครั้ง ถัดจากแชมป์พรีเมียร์ลีกหนล่าสุด 2003/04)

ส่วนจากการเปิดเผยของ Forbes ปี 2017 อาร์เซน่อล มีมูลค่าสโมสรอยู่ที่ 1.93 พันล้านดอลลาร์ฯ (1.5 พันล้านปอนด์) นับเป็นอันดับ 6 ของโลก

และสำหรับการขยับตัวในตลาดนักเตะ ทั้ง 2 ครั้งประจำฤดูกาล 2017/18 นี้ อาร์เซน่อล แม้จะสร้างความฮือฮาด้วยการจ่ายหนัก 2 หน ซื้อตัว Alexandre Lacazette และ Pierre-Emerick Aubameyang เข้ามาเป็นสถิติสโมสรหลักใหม่ 46.5 และ 56 ล้านปอนด์ ตามลำดับ เช่นเดียวกับการได้ตัว Henrikh Mkhitaryan

ก็ยังปรากฏว่า อาร์เซน่อล สามารถ ‘ทำกำไร’ ได้ด้วยเมื่อหักลบกับการขายนักเตะออกจากทีม อาทิ Alex Oxlade-Chamberlain, Theo Walcott, Alexis Sanchez, Olivier Giroud คิดออกมาเป็นกำไรที่จำนวน 7.6 ล้านปอนด์

The Mirror ลงตัวเลขไว้ว่า อาร์เซน่อล ทุ่มเงินซื้อนักเตะใหม่ที่ 106.7 ล้านปอนด์ ขณะที่ขายออกได้ค่าตัวรวม 114.2 ล้านปอนด์ หักลบกันแล้วคือกำไร 7.6 ล้านปอนด์ ซึ่งในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ มีเพียง 5 ทีมเท่านั้นที่ทำกำไรได้จากการซื้อขายโยกย้ายตัวผู้เล่น อันเป็นตรงกันข้ามกับว่าที่แชมป์ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ติดลบ 191.7 ล้านปอนด์ หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ติดลบ 127 ล้านปอนด์

ทั้งหมดทั้งมวลคือความแข็งแกร่งทางการเงินของอาร์เซน่อล จากการบริหารสโมสรของ Stan Kroenke เจ้าของทีมชาวอเมริกัน (ถือหุ้นสโมสร 67.09%) และการจัดการทีมของ Arsene Wenger ผู้จัดการทีมชาวฝรั่งเศส

ถ้าว่ากันเรื่องการเงินแล้ว ประสบความสำเร็จอย่างสวยหรู ด้วยนโยบายที่สามารถคุมสมดุลได้อย่างดีเยี่ยมในหลายภาคส่วน

อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญที่ต้องถามกันต่อก็คือ ความสำเร็จทางการเงินเหล่านี้ สามารถสร้างความ ‘พึงพอใจ’ ให้กับแฟนบอลได้มากน้อยขนาดไหน

เมื่อสิ่งที่แฟนๆ ต้องการคือความสำเร็จในสนาม แชมป์พรีเมียร์ลีกที่ห่างหายมาสิบกว่าปี

และวาสนาอันน้อยนิด ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์ยุโรปรายการใดเลยทั้งสิ้นในตลอดช่วงเวลา 2 ทศวรรษที่ Arsene Wenger เข้ามาสู่สโมสร

 

และหลังจากนี้

Arsene Wenger ทำทีมประสบความสำเร็จด้านการเงิน แต่ในแง่ของฟุตบอลแล้ว จัดว่าน่าผิดหวัง

 

เป็นเรื่องเข้าใจได้อยู่ว่าทำไม อาร์เซน่อล ถึงวางนโยบาย ‘รัดเข็มขัด’ นำหน้าในช่วงตอนหนึ่ง ไม่มีการใช้จ่ายเงินเกินตัว ไม่พยายามทุ่มเงินลงตลาดนักเตะแข่งกับมหาอำนาจรายอื่น เช่นเดียวกับคุมเพดานค่าเหนื่อย (Salary Cap) ในสโมสรให้มีมาตรฐานชัดเจน (เพิ่งจะมีราย Mesut Ozil ที่กระโดดไป 3 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ จากการต่อสัญญาใหม่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

นั่นเพราะการสร้างรังเหย้าแห่งใหม่ Emirates Stadium สนามสไตล์โมเดิร์นขนาดความจุ 60,432 คน บนเนื้อที่ 17 เอเคอร์ (43 ไร่) มาทดแทนสนามเก่า Highbury เมื่อปี 2006 อันมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 390 ล้านปอนด์นั่นเอง

แม้จะได้สายการบิน Emirates เข้ามาร่วมทุนด้วยการซื้อสิทธิ์ตั้งชื่อสนาม (Naming Rights) ในสัญญางวดแรกมูลค่า 100 ล้านปอนด์ กับงวดที่สองมูลค่า 150 ล้านปอนด์ (เพื่อต่อสัญญาจนถึงปี 2028) แต่เมื่อบวกลบคูณหารกันแล้วก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ อาร์เซน่อล สามารถใช้จ่ายเงินอย่างมือเติบเช่นสโมสรอื่นๆ ได้

และที่สำคัญคือ Arsene Wenger ก็เห็นดีเห็นงามไปกับนโยบายนี้ ไม่เคยร้องขอให้สโมสรอัดงบประมาณเสริมทัพให้เขาเป็นพิเศษ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเขาพยายามยึดหลัก ‘ปั้นดินเป็นดาว’ อยู่เสมอ หลังจากเคยประสบความสำเร็จมาแล้วในเจเนอเรชั่นของพวก Thierry Henry, Patrick Vieira, Robert Pires และ Freddie Ljungberg ซึ่งร่วมกันนำแชมป์เพียบรายการมาให้กับ Wenger ในช่วง 10 ปีแรกของการคุมทีม

แต่ก็เพราะใดใดในโลกล้วนแต่มี 2 ด้าน ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการร้างแชมป์พรีเมียร์ลีกตลอด 14 ปีของอาร์เซน่อล ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากทั้งนโยบายรัดเข็มขัดและปั้นดินเป็นดาว ซึ่งไม่ได้เข้าเป้าเหมือนยุคเก่า

หลักฐานสำคัญของการ ‘ยอมจำนนให้กับพลังเงิน’ ก็คือการที่นักเตะคนสำคัญจำนวนมากของพวกเขาตัดสินใจย้ายขึ้นเหนือ ไปร่วมงานกับ 2 สโมสรแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ที่สามารถตอบสนองทั้งเรื่องการเงินและความสำเร็จเป็นรูปธรรมให้กับแต่ละคนได้มากกว่า ไม่ว่าจะ Samir Nasri, Emmanuel Adebayor, Bacary Sagna, Kolo Toure, Robin Van Persie และล่าสุดกับ Alexis Sanchez

หรือกระทั่งนักเตะผู้ซึ่งเป็นตำนานของทีมอย่าง Thierry Henry ถึงจุดหนึ่งก็เลือกจะย้ายออกไปไขว่คว้าหาความสำเร็จในระดับที่สูงกว่ากับ บาร์เซโลน่า ที่สเปน

อาร์เซน่อล ต้องยื่นหอกให้กับศัตรูครั้งแล้วครั้งเล่า แม้การกระทำเหล่านี้จะสร้างความมั่งคั่งมั่นคงทางรายได้เข้าสู่สโมสรในทางตรง แต่ก็กระทบถึงสภาพความแข็งแกร่งในขุมกำลังที่หดหายไปโดยตรงเช่นกัน แถมประเด็นคือ ความแข็งแกร่งที่มาจากคุณของในตัวนักเตะฝีเท้าดีนั้น กลายเป็นไปเพิ่มให้กับคู่แข่งของทีมปืนใหญ่ในคราวเดียวกัน

หนึ่งคือใช้เงินไม่ได้มาก สองคือปั้นเด็กไม่สำเร็จ สามคือเสียนักเตะให้คู่แข่ง สี่คือการซื้อตัวใหม่ที่ไม่ตอบโจทย์ คุณภาพทดแทนคนเก่าๆ ไม่ได้ เมื่อบวกรวมกันแล้วก็ได้เท่ากับการจบฤดูกาลด้วยอันดับ 2-3-4 มาตลอดตั้งแต่ 2004/05 จนถึงปัจจุบัน พร้อมกับตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย UEFA Champions League ติดต่อกัน 7 ปี จนกลายเป็นตลกร้ายว่าฤดูกาลนี้สบายใจได้ ไม่ต้องกังวลว่าจะตกรอบนั้นอีก …เพราะหลุดลงไปเล่นถ้วยหมายเลขสอง UEFA Europa League แล้วจากการจบอันดับ 5 ปีก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นยัง ‘ทำร้าย’ แฟนบอลของพวกเขามากขึ้นไปอีกเมื่อพบว่า อาร์เซน่อล คือสโมสรที่ตั้งราคาตั๋วเข้าชมเอาไว้แพงที่สุดในประเทศ และแพงที่สุดในทวีปยุโรป เฉลี่ยใบละ 74.09 ปอนด์ สูงกว่าทั้ง เชลซี (68.71), เรอัล มาดริด (55.91), ลิเวอร์พูล (55.68), บาเยิร์น มิวนิค (54.92), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (53.41) และ บาร์เซโลน่า (51.59) แต่ปรากฎว่าผลงานเป็นไปอย่างน่าถอนใจเสมอมา

สิบปีหลังของอาร์เซน่อล รายรับเข้ามาถึงมือไม่ต่ำกว่า 200 ล้านปอนด์ในแต่ละปี พร้อมทั้งขยับขึ้นเป็น 400 กว่าล้านปอนด์ในช่วง 3 ปีล่าสุด แต่ชัดเจนว่านั่นไม่ใช่จุดที่สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับแฟนบอลได้ การตั้งม็อบ Anti-Wenger จากแฟนบอลกลุ่มใหญ่เพื่อประท้วงสโมสรและเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวผู้จัดการทีม (เพื่อปรับโครงสร้างทางฟุตบอลเสียใหม่) จึงเกิดขึ้นมาตลอดในช่วง 2-3 ปีหลัง

แต่อยากประท้วงก็ประท้วงไป บอร์ดบริหารอาร์เซน่อลยังคงไว้เนื้อเชื่อใจในตัวกุนซือชาวฝรั่งเศสวัย 68 อย่างเต็มที่ จนจับขยายสัญญาเพิ่มไปอีก 2 ปีหลังจากจบฤดูกาลที่แล้ว โดยไม่สนว่าสโมสรจะเจอ New Low ด้วยการหลุดมาเป็นที่ 5 ของลีก แต่อย่างใด

ขณะนี้ พรีเมียร์ลีก 2017/18 ผ่านไปแล้ว 26 นัด หรือคิดเป็นเกือบๆ 70 เปอร์เซ็นต์ของฤดูกาล อาร์เซน่อล ก็ยังสุ่มเสี่ยงจะเจอปีที่น่าผิดหวังอยู่เหมือนเคย กำลังรั้งอันดับ 6 ภายใต้ฟอร์มการเล่นลุ่มๆ ดอนๆ เสียประตูมากที่สุด (35 ลูก) ในกลุ่มท็อป 8 ของตาราง และตามหลังอันดับ 4 เชลซี โควต้าสุดท้ายของการตีตั๋วเข้าร่วมเล่น UEFA Champions League อยู่ 5 คะแนน

แม้การขยับตัวในตลาดนักเตะหน้าหนาว จะแสดงถึงสัญญาณที่ดีจากผลการแข่งขันนัดล่าสุดที่ไล่ต้อนเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 5-1 วันเสาร์ที่ผ่านมา แต่ก็ยังเป็นคำถามในระยะยาวถึงความสม่ำเสมอ ทั้งยังมีจุดสำคัญอยู่ที่ชัยชนะนัดล่าสุดเกิดขึ้นใน Emirates Stadium ของตัวเอง สนามที่พวกเขาคุ้นชินและสร้างมาตรฐานไว้ดีเป็นเกณฑ์อยู่แล้ว

แต่หากต้องออกไปเล่นเป็นทีมเยือนเมื่อไหร่ก็มักไปไม่เป็นเมื่อนั้น – สถิติฟ้องว่าจากจำนวน 13 นัดเยือนในฤดูกาลนี้ อาร์เซน่อลสามารถเอาชนะได้เพียง 3 นัดเท่านั้นเอง (เสมอ 4 แพ้ 6) นี่คือผลงานที่แย่กว่าทีมระดับกลางอย่าง วัตฟอร์ด, เลสเตอร์ ซิตี้ หรือ เบิร์นลี่ย์ เสียอีก

หากว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นในนัดเยือนได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะต้องหลุดออกจากเวทีเงินเวทีทองอย่าง Champions League (ที่ซึ่งทำเงินให้กับทีมที่เข้ารอบลึกๆ ได้ราว 40-50 ล้านปอนด์ เทียบกับการ ‘เป็นแชมป์’ ถ้วยรอง Europa League ที่ได้แค่ประมาณ 20 ล้านปอนด์เท่านั้น จากผลสำรวจของฤดูกาล 2016/17) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน

ฉะนั้น หลังจากนี้ อาร์เซน่อล ไม่มีทางเลือกว่าต้องเค้นฟอร์มที่ดีที่สุดออกมาให้ได้ สร้างผลการแข่งขันที่มีมาตรฐานสูงเสมอกันทั้งในและนอกบ้าน เพื่อที่จะไม่ให้ทิศทางของฟุตบอล ‘ล้มเหลวไปมากกว่านี้’

เช่นเดียวกัน Arsene Wenger ก็คงต้องพับเก็บนโยบายเก่าๆ ไปได้แล้ว เมื่อโลกฟุตบอลทุกวันนี้หมุนด้วยเม็ดเงิน อาร์เซน่อลก็ต้องเดินตามให้ทัน การจ่ายหนักไปกับค่าตัว Pierre-Emerick Aubameyang และค่าเหนื่อย Mesut Ozil ถือว่ามา ‘ถูกทาง’ แล้ว และควรต้องมีต่อเนื่องเมื่อตลาดหน้าร้อนมาถึง

ตั้งลำให้ได้ในฤดูกาลนี้ พร้อมกับต่อยอดความดีงามไปยังฤดูกาลหน้า เพื่อพยายามทำให้การรอคอยแชมป์พรีเมียร์ลีก 14-15 ปีนั่น ถึงคราวสิ้นสุดลงเสียที

เพราะไม่ว่าคุณจะได้สปอนเซอร์เจ้าไหนเข้ามา จะเปิดประตูสู่เทคโนโลยีเงินดิจิทัลเป็นทีมแรกของโลก จะต้อนรับระบบ AI ล้ำยุคเป็นทีมแรกของจักรวาล หรือจะทำรายรับเข้าสู่สโมสรเป็บกอบเป็นกำเพียงใด

แต่การเป็นผู้ชนะในสนามการเงิน แล้วต้องพ่ายแพ้ในสนามฟุตบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างที่เป็นมาตลอดหลายปี คงไม่มีความหมายใดมากไปกว่าความมั่งคั่งของเจ้าของสโมสรและผู้ถือหุ้น

ส่วนแฟนบอลผู้จงรักภักดี ก็ต้องทำใจดูสโมสรคู่แข่งรายอื่นฉลองรื่นเริงให้กับความสำเร็จ พร้อมบอกตัวเองว่าเจ็บเท่าไหร่ เดี๋ยวก็ชินไปเอง