ผลสำรวจจากมหาวิทยาลัย Northeastern University แห่งบอสตัน สหรัฐอเมริกา ระบุบริการรถยนต์ร่วมโดยสาร หรือ Ride-Hailing ส่งผลให้สภาพการจราจรติดขัดหนักกว่าเดิม เมื่อทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคโน้มเอียงไปในทางหลีกเลี่ยงการใช้ระบบโดยสารสาธารณะ, การใช้จักรยานและเดินด้วยตัวเอง ซึ่งเท่ากับเพิ่มจำนวนรถยนต์บนท้องถนนขึ้นโดยตรงนั่นเอง

การมีส่วนช่วยลดความแออัดของการจราจรบนท้องถนนลง เพิ่มความสะดวกด้วยการเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับระบบขนส่งสาธารณะต่างๆ คือจุดขายที่ผู้ให้บริการ Ride-Hailing อย่าง Uber หรือ Grab หยิบยกมาพูดถึง นอกจากความสะดวกสบายในการเรียกรถ ดังที่ Travis Kalanick ผู้ก่อตั้ง Uber เคยกล่าวไว้ว่า “เรากำลังมองถึงการที่บอสตันจะปราศจากปัญหารถติดภายในห้าปี”

อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยล่าสุดกลับได้ผลในทางตรงกันข้าม เนื่องจากมีตัวเลขสถิติบ่งชี้ว่าบริการลักษณะนี้ต่างหากที่มีส่วนทำให้การจราจรติดขัดมากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้คนไม่ได้ใช้ Ride-Hailing ไปกับการเชื่อมต่อการเดินทางสู่สถานีรถโดยสารหรือรถไฟใต้ดิน แต่ใช้เป็นระบบการเดินทางหลัก

“ผลสรุปเป็นเอกฉันท์ว่าบริการรถยนต์ร่วมโดยสาร พิ่มระดับความแออัดบนท้องถนนมากขึ้น” ศาสตราจารย์ Christo Wilson จาก Northeastern University กล่าว ภายหลังทำการสำรวจจากผู้ใช้บริการ Ride-Hailing ในบอสตัน จำนวน 944 คนเป็นระยะ 4 สัปดาห์ ซึ่งจำนวนเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ระบุว่าพวกเขาจะใช้รถโดยสารสาธารณะ, ใช้จักรยาน, เดิน หรือกระทั่งยกเลิกการเดินทาง หากว่าตัวเลือกแรกอย่าง Ride-Hailing ไม่พร้อมให้บริการ

ผลวิจัยที่มีการเปิดเผยในเดือน ธ.ค. 2017 ยังพบว่าจำนวนรถ Ride-Hailing และแท็กซี่ปกติ ส่งผลทำให้การจราจรในย่านธุรกิจของแมนฮัตตันติดขัดมากขึ้น เช่นเดียวกับที่่ซาน ฟรานซิสโก ก็มีผลสำรวจเมื่อกลางปีก่อนว่าในวันธรรมดาของแต่ละสัปดาห์ จะมีการใช้บริการ Ride-Hailing ถึงกว่า 170,000 เที่ยว มากกว่าการใช้แท็กซี่ถึง 12 เท่า ยังผลให้รถติดขึ้นเช่นกัน

สำหรับเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้คนเลือกใช้ Ride-Hailing ในการสำรวจครั้งนี้ คือความสะดวกรวดเร็วในการไปถึงจุดหมาย แม้ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นก็ตาม

 

อ่านเพิ่มเติม

ผลสำรวจพบ Ride Sharing ทำสนามบินสูญรายได้

Sony พัฒนา AI หวังรุกตลาด ride hailing

สมรภูมิ Ride-hailing ในไทย: วันที่ Line ขอร่วมวง

 

AHEAD TAKEAWAY

ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้ บริการ Ride-Hailing กลายเป็นวิถีในชีวิตประจำวันของคนเมืองทั่วโลกไปแล้ว ไม่ว่าจะใช้เพราะเบื่อหน่ายแท็กซี่แบบเดิมๆ ต้องการความสะดวก หรือเชื่อว่าผลพลอยได้ของมัน จะช่วยลดสภาพการจราจรให้เบาบางลงก็ตาม

แม้ว่าสุดท้ายจะตอบโจทย์สองข้อแรกได้ แต่เรื่องสุดท้ายนั้น Travis Kalanick และผุู้ก่อตั้ง Ride-Hailing รายอื่นๆอาจจจะคาดไม่ถึง เพราะในเมื่อธุรกิจนี้สามารถทำเป็นอาชีพหลักได้ ผู้ขับหลายๆรายก็มักเลือกดำเนินงานแบบมืออาชีพ นั่นคือการดักรอผู้โดยสารตามจุดสำคัญๆ เช่นสนามบิน หรือสถานที่ๆมักมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก จนเป็นต้นเหตุให้เกิดการกระจุกตัวของรถยนต์ในย่านนั้นๆแทน

แม้จะเผยผลวิจัยว่า Ride-Hailing ทำให้รถติดเพิ่มขึ้น แต่ศาสตราจารย์ Christo Wilson ยังยอมรับว่า Ride-Hailing มีข้อดีในตัวเอง “คุณจะขึ้นรถบัสไปเบียดกับคน 50 คนทำไม เมื่อคุณสามารถขึ้นนั่งบนรถเก๋งได้สบายๆ และถ้าคุณโชคดี คุณก็อาจเป็นผู้โดยสารเพียงคนเดียวบนรถ”

ที่สำคัญคือความสบายที่ต่างกันนั้น เกิดขึ้นโดยที่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับการใช้ระบบขนส่งสาธารณะเดิมๆ

ฉะนั้น เราคงพอบอกได้ว่า Ride-Hailing ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะช่วยให้รถหายติด การจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้ คือทำยังไงให้คนเชื่อว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะมันดีกว่าต่างหาก

 

AHEADERS’ THOUGHT

การแก้ปัญหารถติด อาจต้องแก้ที่เรื่องพื้นฐานจริงๆ นั่นคือระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ไม่ว่าจะที่ไหนบนโลกก็ตาม ขณะที่บริการแท็กซี่หรือแม้แต่ ride hailing service นั้น ถือเป็นเรื่องฟุ่มเฟือย สำหรับกลุ่มผู้มีกำลังซื้อมากกว่า

 

เรียบเรียงจาก

Studies are increasingly clear: Uber, Lyft congest cities
Uber, Lyft worsen city traffic, studies show: report

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน