ในโลกของอุตสาหกรรมรถยนต์ปัจจุบัน น้อยคนนักจะไม่เคยได้ยินชื่อ Carlos Ghosn (คาร์ลอส กอส์น)
Ghosn คือประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของกลุ่มพันธมิตร Renault-Nissan Alliance หนึ่งในกลุ่มยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีพนักงานรวมกันกว่า 450,000 คน ยอดขายรวมกันกว่า 9.96 ล้านคัน ในปี 2016
หรือราว 1 ใน 9 ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก

ผลงานโดดเด่นที่สุดของ Ghosn ที่ผู้คนยังจดจำทุกวันนี้ คือ การฟื้นฟู Nissan ที่นำบริษัทพ้นวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990

สมัยนั้น Nissan เป็นหนี้สินกว่า 22,900 ล้านดอลลาร์ แต่ Ghosn ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีนำบริษัทฟื้นตัว จนกลับมาทำกำไรได้ในปี 2000 จนเป็นที่มาของหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์ SHIFT: Inside Nissan’s Historic Revival 

นับแต่นั้นมา Ghosn ก็กลายเป็นวีรบุรุษสำหรับชาวญี่ปุ่น ถึงขนาดที่เรื่องราวชีวิตของเจ้าตัว เคยถูกนำไปเขียนเป็นมังงะในชื่อ The True Story of Carlos Ghosn ด้วย

 

คนเหล็กแห่งโลกยานยนต์

 

 

ครั้งหนึ่ง นิตยสาร Forbes เคยนิยาม Ghosn ว่าเป็น “ชายผู้ทำงานหนักที่สุดในธุรกิจรถยนต์” เพราะความสำเร็จทีเกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการทำงานอย่างหนักตลอดเวลา

ความมุ่งมั่นในการทำงานของ Ghosn นี่เอง ที่ชนะใจชาวญี่ปุ่น จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “7-11” ซึ่งหมายถึงทำงานหนักตั้งแต่เช้าตรู่จนดึกดื่นนั่นเอง 

ยกตัวอย่างเฉพาะในช่วงปี 2006 ที่เจ้าตัวรับบทบาทเป็น CEO ของทั้ง Renault และ Nissan ควบคู่กันนั้น Ghosn ต้องเดินทางไปทั่วโลก ทั้ง ปารีส โตเกียว รวมถึงตลาดอื่นๆที่บริษัทดำเนินงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ บราซิล จีน หรือ ตะวันออกกลาง รวมเป็นระยะทางกว่า 150,000 ไมล์ ภายในปีเดียว

 

ไม่มีวันไหนที่เหมือนกัน

ในการให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asian Review เมื่อปีที่แล้ว Ghosn เล่าว่าในแต่ละวันนั้น งานที่เขาต้องทำไม่เคยมีเรื่องไหนที่ซ้ำกัน

“คนมักถามว่าผมทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เรื่องนี้มันตอบยากมาก เพราะมันขึ้นกับว่าตอนนั้นผมอยู่ตรงส่วนไหนบนโลก และผมต้องตัดสินใจเรื่องอะไรบ้าง แต่ในความต่าง มันก็มีบางอย่างที่เหมือนกัน คือผมต้องโฟกัสกับผลงานและความสำเร็จในธุรกิจที่ดูแลอยู่”

 

เช้ายันค่ำลากยาวถึงสุดสัปดาห์

ไม่ว่าจะอยู่ที่ปารีสหรือโตเกียว Ghosn จะเดินทางไปถึงออฟฟิศ ระหว่าง 7.30 ถึง 8.00 น. เป็นอย่างช้า เพื่อเริ่มประชุมในหัวข้อต่างๆตลอดทั้งวัน ซึ่งหลายครั้งก็กินเวลานานจนถึงสองทุ่มหรือเกินกว่านั้น

และในหลายๆโอกาส หลังเสร็จธุระที่โตเกียว เจ้าตัวก็ต้องออกเดินทางต่อทันที เพราะมีนัดหารือกับผู้บริหารของบริษัทอื่นๆในช่วงสุดสัปดาห์ ก่อนจะบินต่อไปเริ่มงานที่ปารีสในสัปดาห์ถัดไป

“โชคดีที่ผมนอนหลับได้สนิทบนเครื่อง ไลฟ์สไตล์แบบนี้ส่งถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิตมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่ผมต้องพร้อมรับมือ และผมก็รู้ว่าไม่ได้มีผมคนเดียวที่ต้องอยู่ในสภาพนี้ ในยุคที่ผู้บริหารกับธุรกิจทั่วโลกถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน”

 

ต่างวัฒนธรรม เป้าหมายเดียว

 

 

นอกจากเรื่องการเดินทางข้ามทวีปแล้ว อีกสิ่งที่ Ghosn ต้องเจอเสมอ ก็คือความต่างด้านวัฒนธรรม ระหว่างยุโรป (Renault) และ เอเชีย (Nissan) ขณะที่เจ้าตัวก็เป็นคนเชื้อสายอิสราเอล ที่เกิดในบราซิล

แต่ Ghosn ก็สามารถหลอมรวมความแตกต่างเหล่านี้เข้าด้วยกัน จนสามารถพาทั้งสองบริษัทผ่านอุปสรรคมาได้

“ทั้งสองบริษัทต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน การเป็นพันธมิตรร่วมระหว่างสององค์กรคือตัวอย่างว่าต่อให้มีความต่าง ทั้งภาษา ถิ่นที่ตั้ง หรือวัฒนธรรม ทั้งสองบริษ้ัทก็สามารถร่วมงานกันได้”

“ปู่ผมเป็นชาวอิสราเอลที่อพยพมาที่บราซิล ผมเกิดที่นั่น แต่ย้ายไปเรียนหนังสือที่เลบานอน และต่อระดับมหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ผมยังเคยใช้ชีวิตที่สหรัฐหลายปี และลูกๆผมก็ใช้ชีวิตที่นั่น”

“เมื่อยี่สิบปีก่อน การทำงานในบ้านเกิดเป็นเรื่องปกติ แต่จากนี้ไป ผมมองว่ามันจะเปลี่ยนไป โอกาสจะเปิดกว้างมากขึ้น ให้คุณได้เดินทางไปทำงานในสถานที่ ที่ต่างออกไป เพื่อพบและเอาชนะความท้าทายใหม่ๆที่เกิดขึ้น”

“ตลอดชีวิต ผมก็ต้องเสียสละอะไรไปหลายอย่าง แต่ในทางกลับกัน โลกาภิวัฒน์ก็ช่วยให้โลกเราขยายออกไปไกลขึ้น ทำให้ผู้คนได้เรียนรู้ถึงศักยภาพใหม่ๆในตัว เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ”

 

เรียบเรียงจาก

Carlos Ghosn: 30 hours with Nissan’s superman CEO

Up in the air on New Year’s

 

อ่านเพิ่มเติม
Shift: พลิกฟื้นธุรกิจแบบ Carlos Ghosn

 

ติดตาม One Day with CEO ตอนก่อนๆได้ที่

Elon Musk

Bill Gates

Jeff Bezos

Mark Zuckerberg

Sundar Pichai

Masayoshi Son

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรม และธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน