Edward Snowden อดีตเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง CIA และอดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคประจำสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NSA) ร่วมทวีตโจมตีโซเชียลมีเดีย ว่าไม่ต่างอะไรกับธุรกิจลวงโลก (deception) ที่หากินกับข้อมูลของผู้คน ขณะที่ Brian Acton หนึ่งในผู้ก่อตั้ง WhatsApp เรียกร้องให้ทุกคนเลิกใช้ Facebook ภายหลังเกิดประเด็นร้อน ที่มีการแชร์ข้อมูลผู้ใช้กว่า 50 ล้านราย ร่วมกับ Cambridge Analytica ในแคมเปญหาเสียงของ Donald Trump ระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ

 

ข้อมูลบัญชีรั่วกว่า50ล้าน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Facebook ได้ทำระงับบัญชีของ Cambridge Analytica บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเมือง และบริษัทแม่ คือ Strategic Communication Laboratories หรือ SCL หลังพบว่ามีการละเมิดเงื่อนไขในการให้บริการ ด้วยการแชร์ข้อมูลผู้ใช้ราว 50 ล้านรายโดยที่ผู้ใช้มิได้ยินยอม ระหว่างแคมเปญหาเสียงของประธานาธิบดี Donald Trump เมื่อปี 2016

ต้นตอของเรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปในปี 2015 เมื่อ Dr. Aleksandr Kogan อาจารย์ด้านจิตวิทยาของ University of Cambridge ลอบฝ่าฝืนนโยบายข้อตกลงในการใช้งาน Facebook ด้วยการสร้างแอพทดสอบทางจิตวิทยา thisisyourdigitallife สำหรับ Facebook โดยผู้ใช้งานต้องล็อกอินผ่านแอคเคาท์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ทาง Facebook มาตรวจสอบพบในภายหลังว่า Kogan นำข้อมูลที่ได้จากผู้ใช้แอพราว 270,000 คน เช่น ที่อยู่, สิ่งที่กดไลค์ หรือ ข้อมูลเกี่ยวกับเพื่อน ส่งต่อให้กับ SCL/Cambridge Analytica  จึงสั่งลบแอพดังกล่าวจากแพลตฟอร์ม และขอให้ Kogan รวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ลบข้อมูลทั้งหมดที่ได้ไป โดยส่งเอกสารรับรองการลบข้อมูลมาเพื่อยืนยัน

อย่างไรก็ตาม ทาง Facebook เพิ่งพบว่าเอกสารรับรองที่ได้รับไม่ตรงกับข้อมูลจริง โดยมีการคาดว่าข้อมูลที่ถูกดึงไปนั้น อาจมีจำนวนมากสุดถึง 50 ล้านบัญชี

และมีการตั้งแง่ว่าข้อมูลเหล่านี้ อาจถูกนำไปทำเป็นแคมเปญโฆษณาหาเสียงของประธานาธิบดี Trump ช่วงปี 2016 เนื่องจากในขณะนั้น Facebook เปิด API ให้ใช้สำหรับดึงข้อมูลของเพื่อนด้วย จนเป็นที่มาของการสั่งระงับทั้งสามบัญชีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึงการพิจารณาเตรียมใช้กระบวนการทางกฎหมายต่อไป

 

กระแส#DeleteFacebook

กรณีนี้สร้างความเสียหายแก่ภาพลักษณ์ของ Facebook อย่างหนัก โดย Bloomberg รายงานว่าบริษัทของ Mark Zuckerberg สูญเสียมูลค่าทรัพย์สินรวมไปถึงกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 15 ดอลลาร์ต่อหุ้น 1 หน่วย และยังเกิดแคมเปญ #DeleteFacebook ขึ้นในทวิตเตอร์ ไปจนถึงมีการแนะนำวิธีปิดบัญชีการใช้งาน Facebook ตามเว็บไซต์ต่างๆด้วย

ล่าสุด Brian Acton หนึ่งในผู้ก่อตั้ง WhatsApp ก็ประกาศตัวเข้าร่วมแคมเปญ #DeleteFacebook ด้วย แม้เขาจะกลายเป็นมหาเศรษฐีได้จากการขายต่อกิจการ WhatsApp ให้กับ Facebook เมื่อปี 2014 ในราคา 19,000 ล้านดอลลาร์ และเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา 

“ถึงเวลาแล้ว” Acton ทวีตวานนี้พร้อมกับติดแฮชแท็ก #deletefacebook เอาไว้ ซึ่งได้รับการรีทวีตออกไปแล้วร่วม 3,000 ครั้ง แต่เจ้าตัวก็ไม่ได้ให้ความเห็นใดๆเพิ่มเติม เช่นเดียวกับทาง WhatsApp ที่ก็ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์ด้วย

 


Acton ยังไม่ใช่คนดังเพียงคนเดียวที่ประกาศตัวเลิกใช้งาน Facebook โดยมีทั้ง Kumail Nanjiani นักแสดงในซีรี่ส์เรื่อง Silicon Valley ที่ทวีตว่า “ผมไม่รู้ว่าทุกคนจะยังคงใช้ Facebook ต่อไปได้อย่างไร”

Rob May ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ระบุว่า “ผมเลิกใช้งานมันมานานหลายปีแล้ว และตอนนี้ก็รู้สึกโล่งใจมากที่ไม่ได้กลับไปใช้มันอีก #DeleteFacebook และยังมีผู้ใช้หลายรายที่นำภาพการปิดบัญชี Deactivated Facebook มาแสดงเป็นหลักฐาน

 

Snowden “ธุรกิจลวงโลก”

 

 

ด้าน Edward Snowden อดีตเจ้าหน้าที่เทคนิคของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (NSA) ผู้เปิดโปงโครงการการสอดส่องดูแลมวลชนลับสุดยอดของรัฐบาลสหรัฐและอังกฤษหลายโครงการแก่สื่อ ก็ร่วมทวีตในกรณีนี้ว่าโซเชียลมีเดีย ไม่ต่างอะไรกับธุรกิจที่นำข้อมูลส่วนตัวของบุคคลอื่นไปขาย และเรียกตัวเองใหม่ว่า “โซเชียล มีเดีย” เนื่องจากมีการตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลอาจถือว่ารั่วจากฝั่งของ Facebook เองหรือไม่ เนื่องจากระบบไม่ได้ถูกเจาะ รหัสผ่านหรือข้อมูลอื่นๆ ก็ไม่ได้ถุกขโมยแต่อย่างใด

 

 

AHEAD TAKEAWAY

น่าจะนับเป็นช่วงวิกฤตใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ Mark Zuckerberg และ Facebook ก็ว่าได้ ชนิดที่เสียงวิจารณ์เรื่องการปรับ News Feed หรือกรณีอื่นๆในช่วงต้นปี 2018 กลายเป็นเรื่องเล็กน้อยโดยปริยาย

กรณีข้อมูลรั่วไหลจาก Cambridge Analytica นั้นส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ของ Facebook อย่างเห็นได้ชัด จนแม้แต่ Alex Stamos ผู้บริหารฝ่ายความปลอดภัยของ Facebook ก็ตกเป็นข่าวว่าเตรียมลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบในกรณีนี้ด้วย

เพราะในทุกๆธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเรื่องข้อมูลส่วนตัวนั้น ความเชื่อมั่นเป็นเรื่องสำคัญ เหมือนที่ Uber เสียศูนย์ไปไม่น้อย ในความพยายามที่จะซ่อนความผิดไว้ใต้พรม ด้วยการปิดปากแฮ็็กเกอร์เรื่องการถูกโจรกรรมข้อมูล แต่กลายเป็นผลเสียมากกว่าเมื่อเรื่องแดงขึ้นมา

และจนถึงปัจจุบัน Zuckerberg ก็ยังไม่ได้โพสต์ข้อความใดๆ เพื่ออธิบายในเรื่องนี้อีกเลย โดยโพสต์สุดท้ายของเจ้าตัวจนถึงปัจจุบัน ต้องย้อนกลับไปเมื่อ 2 มีนาคมเลยทีเดียว (*นับจนถึงเวลา 16.00 น. ของวันที่ 21 มีนาคม ตามเวลาประเทศไทย)

ทั้งที่กรณีของ Facebook นั้น อาจรุนแรงถึงขนาดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างก็ได้ เหมือนในทวีตของ Amy Klobuchar วุฒิสมาชิกจากรัฐมินนิโซตา ที่โจมตีว่าแพลตฟอร์มต่างๆนั้น “ดูแลตัวเองไม่ได้” พร้อมขอให้ผู้บริหารระดับสูงมารายงานตัวต่อหน้าคณะกรรมการพิจารณาคดีของวุฒิสภาด้วย

 


หรือ Mark Warner วุฒิสมาชิกที่เคยมีบทบาทในการสอบสวนกรณีที่รัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดี เมื่อปี 2016 ก็ทวีตเรียกร้องให้รัฐเข้ามากำกับดูแลแพลตฟอร์มต่างๆมากกว่านี้ รวมถึงการผลักดันกฎหมาย Honest Ads Act เพื่อให้เกิดความโปร่งใสด้านการโฆษณาออนไลน์มากกว่าที่เป็นอยู่

 

ทั้งหมดนี้ หากเกิดขึ้นจริง โฉมหน้าของโซเชียลมีเดียที่เราคุ้นเคยอาจพลิกโฉมจากหน้ามือเป็นหลังมือก็เป็นได้

 

เรียบเรียงจาก

WhatsApp co-founder tells everyone to delete Facebook
WhatsApp co-founder joins call to #DeleteFacebook as fallout intensifies
‘Delete Facebook’ hashtag trends as social users fume

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน