เผยมูลค่ารวมในหุ้นของ Tesla เสื่อมราคาลงถึงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง อันเป็นผลจากการจับมือเป็นพันธมิตรของคู่แข่งในอุตสาหกรรม EV รวมถึงข่าวในแง่ลบต่อเนื่องของรถยนต์ไร้คนขับ (Autonomous Car) และทรรศนะจากผู้เชี่ยวชาญว่าผู้ผลิตรถ EV ระดับไฮเอนดรายนี้ มีสิทธิ์ล้มละลายภายใน 3-6 เดือนข้างหน้านี้

ในการปิดตลาดหุ้น NASDAQ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พบว่าราคาหุ้นของ Tesla วูบลง 8.2% มาเหลือ 279.22 ดอลลาร์ต่อ 1 หน่วย ซึ่งนับเป็นการเสื่อมราคาครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของบริษัท ถดถอยลงมาอยู่ที่ราว 47,000 ล้านดอลลาร์ หรือหายไปประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์

สำนักข่าวยานยนต์ Electrek ระบุว่า สาเหตุของการเสื่อมมูลค่าใน Tesla มาจาก 3 กรณีด้วยกัน เริ่มต้นจากการที่ Waymo และ Jaguar จับมือเป็นพันธมิตรเพื่อสร้างรถยนต์ไร้คนขับ และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า I-Pace ร่วมกัน ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อบริษัท Tesla ในทางอ้อม และนับเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับบรรดาผู้ใช้โดยตรง

ถัดมาคือการประกาศของ Nvidia ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปรถยนต์ไร้คนขับให้กับค่ายรถหลายเจ้า รวมถึง Tesla ในการหยุดพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นการชั่วคราว อันเป็นผลมาจากอุบัติเหตุรถแท็กซี่ไร้คนขับของ Uber ขับชน Elaine Herzberg หญิงวัย 49 จนเสียชีวิต ที่เมืองเทมพี รัฐแอริโซนา ช่วงสัปดาห์ที่แล้ว

และประการสุดท้าย คือการที่คณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. National Transportation Safety Board – NTSB) ยืนยันการส่งเจ้าหน้าที่ 2 นายเข้าสอบสวนหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุใน Tesla Model X ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 23 มี.ค. อันเป็นเหตุให้ผู้ขับเสียชีวิต

อุบัติเหตุครั้งล่าสุดของ Tesla Model X เกิดขึ้นที่ถนนไฮเวย์ 101 ย่านเมาน์เทน วิว แคลิฟอร์เนีย โดยรถได้พุ่งเข้าชนแท่นปูนกั้นถนนก่อนจะเกิดไฟลุกไหม้ท่วมรถ ทั้งยังถูกชนซ้ำโดยรถคันอื่นอีก 2 คัน ซึ่งผู้ขับ Model X คันดังกล่าวได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลหลังเกิดเหตุ แต่ก็ทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นใจลงไปที่โรงพยาบาล และวานนี้ NTSB เผยว่าพวกเขาจะส่งเจ้าหน้าที่ 2 นายเข้าตรวจสอบหาสาเหตุโดยละเอียด

ทั้ง 3 กรณีถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าหุ้นของ Tesla เสื่อมค่าลง 4 พันล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง ดังกล่าว

 

อุบัติเหตุของ Tesla Model X สัปดาห์ที่แล้ว

 

ขณะเดียวกัน John Thompson หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการลงทุนแห่ง Vilas Capital Management ก็เป็นนักวิเคราะห์รายล่าสุด ที่แสดงทรรศนะว่า Tesla กำลังจะล้มละลายภายในเพียง 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องมาจากการบริหารการเงินที่ผิดพลาด ไม่สามารถทำกำไรได้เป็นเวลานาน

แม้ในช่วงสัปดาห์ที่แล้ว Elon Musk จะมีการทำสัญญากับบรรดาผู้ถือหุ้นโดยโฆษณาว่าบริษัทของเขาสามารถทำเงินได้ถึงกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ภายในทศวรรษถัดไป แต่ข้อเท็จจริง ณ ปัจจุบัน คือ Tesla ขาดทุนสะสมมาอย่างต่อเนื่องนานปี และผลประกอบการในไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 พบว่าขาดทุนกว่า 675 ล้านดอลลาร์

“ไม่ต้องสงสัยเลยว่า Tesla อยู่ในความเสี่ยงของการล้มละลาย” Thompson เขียนจดหมายข่าวอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้ลงทุน “ผมคิดว่า Tesla จะล้มภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากการไร้ความสามารถในการผลิตและส่งมอบ Model 3, ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงสำหรับ Model S และ Model X, จากสภาวะทางการเงินที่น่ากลัวของพวกเขา ซึ่งต้องการการระดมทุนอย่างมาก”

“พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้แน่ถ้าใน 12 เดือนข้างหน้าไม่มีการร่วมทุนจาก Wall Street Bank หรือนักลงทุนรายอื่น”

Thompson ประเมินว่า Tesla ต้องการเงินทุนราว 8 พันล้านดอลลาร์ภายใน 18 เดือน เพื่อต่ออายุบริษัท “การจากตรวจสอบ Tesla มีมูลค่าเป็นสองเท่าของ Ford แต่ Ford สามารถผลิตรถยนต์ 6 ล้านคันในปีที่แล้วและทำกำไร 7.6 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่ Tesla ผลิตรถได้เพียง 1 แสนคัน และขาดทุน 2 พันล้านดอลลาร์”

“นอกจากนี้ Ford ยังมีเงินสดสำหรับรองรับสถานการณ์เลวร้ายอยู่ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่ Tesla จะไม่มีเงินให้ใช้ภายใน 3 เดือนข้างหน้า ผมไม่เคยเห็นอะไรที่บ้าคลั่งแบบนี้ในอาชีพของผมมาก่อนเลย”

Thompson ยังกล่าวเสริมกับ MarketWatch ว่า “บริษัทใดใดก็ตามจำเป็นต้องสร้างผลกำไร ซึ่งผมไม่เคยเห็นว่าสิ่งนี้จะเคยเกิดขึ้นกับพวกเขาเลย นี่คือหนึ่งในบัญชีรายรับที่แย่ที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมา และระหว่างเรื่องเล่าต่างๆ นานากับเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องของเงินจะเป็นฝ่ายชนะเสมอ”

ทั้งนี้ Tesla ปฏิเสธจะให้ความเห็นใดใดต่อคำกล่าวของ Thompson

 

อ่านเพิ่มเติม

กูรูแนะนักขับรีบซื้อ Tesla ก่อนบริษัทล้ม

One Day with CEO #1: Elon Musk

YOU ARE WHAT YOU READ#10: Elon Musk

เมื่อ Elon Musk แตกหักกับผู้ก่อตั้ง Tesla

 

AHEAD TAKEAWAY

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Tesla ประสบปัญหาวิกฤตการเงินอย่างหนัก เพราะย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 บริษัทก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ จน Musk ต้องเข้ามากอบกู้สถานการณ์ ด้วยเม็ดเงินส่วนตัวกว่า 55 ล้านดอลลาร์ (หรือราวๆ 1 ใน 3 ของเงินที่ได้จากการขาย PayPal) และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง CEO ต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่คนในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทำนายว่า Tesla จะประสบปัญหาล้มละลาย โดยเฉพาะ Bob Lutz อดีตรองประธาน General Motors ซึ่งเขียนบทความเรื่องนี้ ไว้เมื่อปี 2015 ในช่วงที่ Model S เพิ่งวางตลาดใหม่ๆ และยังให้สัมภาษณ์ย้ำอีกครั้ง เมื่อปีก่อน ว่าทุกคนควรจะซื้อ Model S เก็บไว้ ก่อนจะกลายเป็นของหายาก เมื่อบริษัทล้มละลาย

ขณะที่เหตุผลซึ่งรองรับความเห็นของ Thompson ก็ไม่ต่างจาก Lutz มากนัก เป็นการตอกย้ำว่า Tesla นั้นมีปัญหาจริง

เพียงแต่กุญแจสำคัญในเรื่องนี้ อาจขึ้นอยู่กับ Musk มากกว่าเรื่องอื่น

ในมุมของ Musk นั้น Tesla ไม่ได้จำกัดตัวเองไว้เพียงแค่ในธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว เหมือนมุมมองของ Lutz และ Thompson แต่เป็นพลังงานสะอาด และแบตเตอรี่มากกว่า

นั่นคือเหตุผลที่เขาก่อตั้ง Solar City และ Giga Factory ขึ้น เพื่อขยายแนวคิดพลังงานสะอาดออกไปให้ไกลกว่าแค่ EV

ยังไม่นับเรื่องธุรกิจ Ride-Sharing และ Ride-Hailing ที่ในอนาคตนั้น มีโอกาสสูงที่คนขับจะถูกแทนที่โดย Autonomous Car อย่างที่ Uber, Lyft และ Waymo กำลังพยายามพัฒนาอยู่

หมายความว่า Tesla อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเพื่อเน้นผลกำไรเป็นหลักก็เป็นได้ ตราบใดที่ Musk ยังหาเงินจากธุรกิจอื่นมาหมุนเวียนเพื่อป้อนให้เครื่องจักรนี้ยังเดินหน้าได้อยู่

และในอนาคต เมื่อ ecosystem ทุกอย่างพร้อม ก็อาจถึงเวลาที่บริษัทจะกลับมาทำกำไร เหมือน Amazon ที่หว่านพืชหวังผลรอมานานเกือบยี่สิบปีก็ได้

 

AHEADER’S THOUGHT

โอกาส “ล้ม” ของ Tesla ดูจะไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนแปลกใจนัก ความเห็นของผู้อ่านหลายคนที่รู้จักประวัติการเป็นผู้ประกอบการของ Musk ต่างก็รู้ดีว่า กว่าจะมีวันนี้ หนุ่มแอฟริกาใต้นั้น “ล้ม” มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังลุกขึ้นมาได้ตลอด


ขณะเดียวกัน การที่เจียนอยู่เจียนไปมาหลายรอบของ Tesla ก็ทำให้หลายคนยังมั่นใจว่าท้ายที่สุด เขาจะเข็นบริษัท EV รายนี้รอดพ้นวิกฤตไปได้อีกครั้ง

เรียบเรียงจาก
Tesla (TSLA) stock loses over $4 billion in value in one day over a series of bad news
Tesla assists in removing partially destroyed battery pack after tragic fatal crash resulted in a fire
“Tesla, without any doubt, is on the verge of bankruptcy.”

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน