แม้ไม่มีรายงานชัดเจนว่าเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังดีล ระหว่าง Uber กับ Grab ในแถบอาเซียนหรือไม่ แต่ในเมื่อ Masayoshi Son คือหนึ่งในผู้ลงทุนรายใหญ่ของทั้งสองบริษัท คงเป็นเรื่องเป็นไปได้ยากมากกว่า หากจะบอกว่าเจ้าตัวไม่มีส่วนรู้เห็นกับเรื่องนี้

 

สำหรับ Masayoshi Son ผู้ก่อตั้ง Softbank Group และ Vision Fund ซึ่งมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล และยอมลงทุนกับทั้ง Yahoo! และ Alibaba สมัยยังตั้งไข่ เพียงเพราะเห็นศักยภาพของผู้ก่อตั้ง แม้จะยังไม่เห็นอนาคตที่ชัดเจนก็ตาม

Son หรือชื่อเดิมคือ Masayoshi Yasumoto เป็นลูกหลานผู้อพยพเชื้อสายเกาหลีใต้บนเกาะคิวชูในญี่ปุ่น

 

ชีวิตของเจ้าตัวเต็มไปด้วยความหวือหวาตั้งแต่อายุยังน้อย การเป็นคนที่มีจินตนาการมากมายในหัว ทำให้เจ้าตัวพกสมุดโน้ตติดตัว เพื่อบันทึกความคิดต่างๆที่แล่นเข้ามาตลอดเวลา

ไอดอลในวัยเด็กของ Yasumoto คือ Den Fujita ผู้ก่อตั้ง McDonald’s Japan จนเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเลือกเรียนภาษาอังกฤษ และคอมพิวเตอร์เป็นหลัก (ซึ่งภายหลังจากประสบความสำเร็จแล้ว Yasumoto ยังติดต่อไปหา Fujita เพื่อเชิญมารับตำแหน่งกรรมการในบอร์ดของ SoftBank ด้วย)

 

เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น Yasumoto มีโอกาสเดินทางไปเรียนต่อระดับมัธยมปลายที่สหรัฐ และจบภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ก่อนเข้าศึกษาต่อทันที ในระดับปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์ และ computer sceince ด้วยความเชื่อที่ว่า คอมพิวเตอร์จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมมนุษย์ในอนาคตอันใกล้

ในช่วงนั้นเองที่ Yasumoto ฉายแววถึงความเป็นนักธุรกิจ ด้วยการสร้างอุปกรณ์ช่วยในการแปลภาษา และขายให้กับบริษัท Sharp เป็นเงิน 450,000 ดอลลาร์

เขาไม่ได้พอใจกับเงินก้อนดังกล่าว ตรงกันข้าม ยังนำเงินเหล่านั้นไปต่อยอด ด้วยการนำเข้าตู้เกม Space Invaders จากญี่ปุ่น มาเปิดให้เช่าที่มหาวิทยาลัย เพื่อหารายได้เพิ่มจากเดิม

 

หลังเรียนจบ และเดินทางกลับญี่ปุ่น Yasumoto ก็ประกาศเปลี่ยนไปใช้นามสกุลของบรรพบุรุษ คือ Son ด้วยความเชื่อที่ว่าจะสามารถเป็นแบบอย่างให้คนเชื้อสายเกาหลีใต้ที่อาศัยในญี่ปุ่นได้

แต่แทนที่จะเริ่มทำงานเพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว Yasumoto หรือ Son กลับไม่ได้เข้าทำงานที่ไหนเลย

ตรงกันข้าม เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเข้าห้องสมุดและค้นคว้าสิ่งต่างๆ จนคนในครอบครัวไม่พอใจเพราะรู้สึกว่าเขาทำตัวเหลวไหลพึ่งพาไม่ได้ กระทั่งเมื่อผ่านไป 18 เดือน Son ก็ก่อตั้งบริษัทของตัวเอง คือ SoftBank ด้วยเงินทุน 80,000 ดอลลาร์

 

แตใช่ว่าจะประสบความสำเร็จทันที โปรเจกต์แรกของ Son กับ SoftBank นั้น แม้จะเรียกความสนใจจากผู้คนได้มาก แต่นับว่าล้มเหลวในเชิงธุรกิจ

เขาตัดสินใจเช่าบูธขนาดใหญ่ในงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ต่างๆนำสินค้าของตนมาแสดงได้ฟรี

ผลตอบรับคือมีผู้ผลิตซอฟต์แวร์มากมายเดินทางมาร่วม แต่เกือบทั้งหมดก็ข้ามขั้นตอนไปเจรจากับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์โดยตรง แทนที่จะคุยผ่าน SoftBank จนทำให้ Son ได้ทุนคืนกลับมาเพียง 5% ของทั้งหมดที่ลงทุนไป

 

แต่โชคเข้าข้าง เมื่อ Son ที่เกือบสิ้นเนื้อประดาตัวในครั้งนั้น ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจาก Joshin Denki บริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ให้ช่วยหาซอฟต์แวร์สำหรับคอมพิวเตอร์ที่กำลังจะวางจำหน่าย

บทเรียนจากงานแสดงสินค้าหนนั้น ทำให้ Son ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมืออีก เขาหาวิธีซื้อซอฟต์แวร์จากบุคคลที่สาม เพื่อนำไปดีลกับ Joshin Denki ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยน ช่วยให้รายรับต่อเดือนของ SoftBank เพิ่มขึ้นจาก 10,000 ดอลลาร์ เป็น 2.3 ล้านดอลลาร์ ในเวลาปีเดียว และก้าวไปครองตลาดคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ในญี่ปุ่น ถึง 50% ในปี 1984

 

Son ไม่ได้หยุดความทะเยอทะยานของตนไว้แค่นี้ เขายังลงทุนแบบกล้าได้กล้าเสียครั้งแล้วคร้งเล่า เริ่มจากการซื้อกิจการ Vodafone Group ที่ขาดทุนอย่างหนักในญี่ปุ่น มาปั้นจนพลิกกลับมามีกำไรจนได้

จากนั้น เมื่อเข้าสู่ยุคฟองสบู่ดอทคอม ก็เคยลงทุนไปกับบริษัทต่างๆกว่า 800 แห่ง ชนิดที่ว่ากันว่า ในยุครุ่งเรืองถึงขีดสุดนั้น มูลค่าทรัพย์สินที่เจ้าตัวมี สูงเกือบเทียบเท่า Bill Gates เลยทีเดียว

ในทางกลับกัน เมื่อฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000 Son ที่เกือบจะเป็นคนรวยที่สุดในโลกอยู่แล้ว ต้องสูญเงินเกือบ 70,000 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียว จนแทบสิ้นเนื้อประดาตัวเช่นกัน

เป็นอีกครั้งที่โชคยังเข้าข้างเขา เมื่อยังมีหุ้นของ Yahoo! และ Alibaba ในมือ จนมีส่วนช่วยพลิกให้สถานการณ์ของเจ้าตัวกับ SoftBank ดีขึ้นในเวลาต่อมา

 

ในหนังสืออัตชีวประวัติ Aiming High Son เล่าว่าเขาตัดสินใจซื้อหุ้น Yahoo! ยุคบุกเบิกแทบจะในทันที หลังได้คุยกับ Jerry Yang และ David Filo แค่ครั้งเดียว

และก็ใช้เวลาแค่ 6 นาที จ่ายเงิน 20 ล้านดอลลาร์ ซื้อหุ้น 37% ของ Alibaba ยุคตั้งไข่ จาก Jack Ma เพียงเพราะเห็นแววตาของอีกฝ่ายที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น

ที่จริง หาก Son เก็บหุ้นเหล่านี้ไว้ในมือ โดยไม่ได้ขายคืนให้ Ma ตามที่อีกฝ่ายขอร้องเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบัน หุ้นจำนวนนั้นจะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 4,500 เท่าที่เจ้าตัวลงทุนไปในครั้งแรก

แต่ Son ย้ำเสมอว่าเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด สิ่งที่เขาต้องการ คือการเป็นที่จดจำของผู้คนในฐานะ ‘คนบ้าที่กล้าเดิมพันเพื่ออนาคต’ (a crazy guy who bet on the future) มากกว่า

เพราะเขาเชื่อว่า ชีวิตคนเรานั้น สั้นเกินกว่าจะทำแค่สิ่งเล็กๆที่ไม่มีความหมาย

เหมือนที่เขาตั้ง Vision Fund กองทุนสายเทคโนโลยีที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่านับแสนล้านดอลลาร์ และยังไม่หยุดเดิมพันกับดีลต่างๆ รวมถึงหนล่าสุดที่ทำให้ Grab กลายเป็นบิ๊กเพลย์เยอร์รายเดียวในอุตสาหกรรม ride hailing ของอาเซียนด้วย

 

Better be AHEAD
#AHEADASIA

 

เรียบเรียงจาก
SoftBank’s Son Chases Boyhood Dreams With $100 Billion Fund

How Jerry Yang Made The Most Lucrative Bet In Silicon Valley History

The ‘crazy’ Japanese billionaire who met Donald Trump has a 300-year plan

Masayoshi Son: The CEO who lost $70bn in a day before conquering the world

 

ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ ที่เพจ AHEAD ASIA

หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน