หนึ่งในอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด คงหนีไม่พ้น ride-hailing service ที่มีผู้เล่นอยู่นับสิบราย ทั้งที่ปักหลักในภูมิภาคของตัวเอง และพยายามขยายไปทั่วโลก

ในกลุ่มหลังนั้น ชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีก็คืUber ต้นตำรับจากซานฟรานซิสโก ซึ่งปัจจุบัน ครอบคลุมการให้บริการราว 80 ประเทศทั่วโลก และมีมูลค่าราว 70,000 ล้านดอลลาร์

แต่นั่นไม่ได้แปลว่า Uber จะเป็นผู้ชนะเสมอไป ในหลายแห่งนั้น เมื่อถึงเวลาลงสนาม ต้นตำรับ ride-hailing เองก็ไม่สามารถเจาะกำแพงเหล็กของเจ้าถิ่นได้ เหมือนในกรณีล่าสุดที่ต้องยอมขายกิจการในอาเซียนให้กับ Grab

เช่นเดียวกับในจีน ที่เคยพยายามเข้าไปเปิดตลาดตั้งแต่ปี 2014 แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

เพราะต้องชนกับกระดูกชิ้นโต อย่าง Didi Chuxing ที่แข็งแกร่งไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน

 

เพราะหากว่า Uber คือหมายเลขหนึ่งในสายนี้ Didi Chuxing ก็น่าจะอยู่ในอันดับสอง ด้วยมูลค่าราว 56,000 ล้านดอลลาร์ ภายหลังการระดมทุนครั้งล่าสุด ซึ่งมีชื่อของนักลงทุนอย่าง Softbank จากญี่ปุ่น และ Mubadala จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อยู่ด้วย

ขณะที่รายชื่อของนักลงทุนรายอื่นๆที่ลงเงินไปแล้ว ก็ล้วนแต่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็น Apple หรือสองบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน ทั้ง Alibaba และ Tencent Holdings

นับว่าเป็นเรื่องน่าทึ่งมาก สำหรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ Cheng Wei ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Didi ผู้ผันตัวจากเซลส์ขายโฆษณา มาเป็นนักธุรกิจระดับหมื่นล้านได้ในเวลาไม่ถึงสิบปี

 

สมัยเรียน Cheng ไม่จัดว่าเป็นคนที่โดดเด่นด้านการเรียน เขาจบด้านบริหารธุรกิจจาก Beijing University of Chemical Technology ซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ จากนั้นจึงเริ่มงานในบริษัทหลายแห่ง ก่อนมาเป็นเซลล์ขายโฆษณาให้กับ Alibaba ในปี 2005

และเป็นที่นี่เองที่ Cheng ได้แสดงฝีมือ จนเติบโตเป็นถึงระดับผู้จัดการของ Ant Financial (Alipay) บริษัทลูกของ Alibaba 

ระหว่างนี้ Cheng ต้องเดินทางไปไหนมาไหนบ่อยขึ้น เพื่อประชุมงาน และพบปัญหาคล้ายๆกับที่ Travis Kalanick หรือเจ้าของ ride hailing service คนอื่นๆเคยประสบ

นั่นคือไม่สามารถเรียกแท็กซี่ได้ตามต้องการ โดยเฉพาะในชั่วโมงเร่งด่วน จนเป็นที่มาของไอเดียในการสร้าง Didi Dache ที่หมายถึง Didi Taxi Calling ในปี 2012 นั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก Didi ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรจากผู้ขับแท็กซี่ เพราะเป็นของใหม่เกินไป และปกติก็มีผู้โดยสารเรียกตลอดเวลาอยู่แล้ว

ทางแก้ของ Cheng จึงต้องจ้างผู้โดยสารให้เรียกแท็กซี่ด้วยแอพ เพื่อให้เกิดการรับรู้ในหมู่คนขับว่ามีบริการนี้อยู่

กระทั่งปลายปี 2012 พายุหิมะในจีนทำให้ผู้โดยสารจำนวนมาก หันมาเรียกรถผ่าน Didi มากขึ้น

และเมื่อประสบความสำเร็จถึงระดับหนึ่ง มูลค่าของ Didi ก็ดึงดูดให้ Tencent Holdings ควักเงินร่วมลงทุนด้วยเงินถึง 15 ล้านดอลลาร์ และยังสนับสุนด้วยการใช้ Wechat แพลตฟอร์ม ที่มีผู้ใช้งานเหยียบพันล้านคน ช่วยโปรโมทอย่างหนัก

 

ในช่วงแรกนั้น การชิงความเป็นหนึ่งในธุรกิจ Ride-hailing ของจีน ยังเป็นการขับเคี่ยวกัน ระหว่าง Didi กับ Kuaidi Dache ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก Alibaba

แต่ไม่นาน สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เมื่อ Uber (ซึ่งได้รับทุนจาก Baidu คู่แข่งของ Alibaba และ Tencent) เข้ามารุกตลาดจีน ในปี 2014

 

การแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการเรียกรถก็เริ่มเข้มข้น โดยเฉพาะการให้โบนัสแก่ผู้ขับรวมถึงโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดใจผู้โดยสาร

ทางเลือกของ Didi Dache และ Kuaidi Dache เพื่อเอาชนะศึกนี้ คือการควบรวมเข้าด้วยกัน เป็น Didi Kuaidi ในช่วงต้นปี 2015 และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Didi Chuxing ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน

การขับเคี่ยวระหว่างสองบริษัทเพื่อชิงมาร์เก็ตแชร์ในจีน ทั้งในหมู่คนขับรถและผู้โดยสาร เป็นไปอย่างดุเดือด และกินเวลานานหลายปี ส่งผลกระทบต่อการเงินของทั้งคู่อย่างหนัก

จนสุดท้าย เมื่อ Uber เห็นว่าไม่สามารถเอาชนะในสงครามครั้งนี้ได้ จึงเริ่มต้นเจรจาสงบศึกกัน และขายกิจการ Uber China ให้กับทาง Didi แลกกับหุ้นจำนวนหนึ่งแทน

 

แม้มูลค่าปัจจุบัน Didi จะยังเป็นรอง Uber แต่ในอนาคต สถานการณ์อาจเปลี่ยนไปก็ได้ เพราะที่ผ่านมา Didi ได้กระจายการลงทุนไปยัง Ride-hailing อื่นๆทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ยุโรป ละตินอเมริกา ไปจนถึงแอฟริกา

เช่นเดียวกับการได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก Softbank Group ของ Masayoshi Son นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ผ่านทางกองทุน Vision Fund ซึ่งมักเลือกลงทุนกับสตาร์ทอัพหรือบริษัทเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มจะไปได้ไกลเท่านั้น

 

ขณะที่ความพ่ายแพ้ของ Uber ก็เป็นเพียงหนึ่งในกรณีศึกษาของธุรกิจต่างชาติที่ไม่ประสบความสำเร็จในจีน ซึ่งอาจมาจากหลายๆเหตุผลประกอบกัน

ส่วนในมุมกลับกันนั้น จีน ก็มีเหตุผลของตัวเองที่จะฟูมฟักความพร้อมขององค์กรเอกชนในประเทศ เพื่อรอวันผงาดในเวทีโลกต่อไป

ทีมงาน AHEAD.ASIA เคยมีโอกาสพูดคุยกับผู้บริหารของ Baidu หนึ่งในสามยักษ์ใหญ่ BAT แห่งจีน และได้ข้อมูลว่า ระบบเศรษฐกิจของจีนนั้นมีความพร้อมเรื่องภาษา ในระดับที่สามารถเปลี่ยนมาใช้ภาษาอังกฤษได้แล้ว

แต่เหตุผลที่่ยังเลือกใช้ภาษาจีนตามเดิม เนื่องจากเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้ ภาษาจีนจะยกระดับขึ้นมาเป็นหนึ่งในภาษาสากล เพราะมีประชากรที่ใช้ภาษาจีนได้กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกอยู่แล้ว

เหลือเพียงรอวันให้ทุกอย่างสุกงามที่จะผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งโลกนั่นเอง

 

Better be AHEAD
#AHEADASIA

 

เรียบเรียงจาก

Didi Chuxing, a Chinese Rival to Uber, Raises $4 Billion

Didi’s Cheng Wei Is Forbes Asia’s 2016 Businessman Of The Year

How China’s Ride-Hailing King DiDi Is Taking Over The World

 

ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ ที่เพจ AHEAD ASIA
หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน