ในการทำธุรกิจ การปรับมุมทางธุรกิจใหม่ (pivot) ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด

เพราะในความเป็นจริง ต่อให้เราเริ่มต้นจากไอเดียที่คิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อนำแนวคิดนั้นไปทดสอบในตลาด อาจจะพบว่ามันไม่ใช่ก็ได้

และหนึ่งในทางออก เมื่อพบว่ามันไม่ใช่คือการพลิกมุมมอง เปลี่ยนวิธีการ เพื่อหาแนวทางใหม่ที่ดีกว่าเดิม ด้วยประสบการณ์ที่ได้จากการทดลองใช้งานในสนามจริงนั่นเอง

มีตัวอย่างของสตาร์ทอัพที่ pivot ตัวเองจากจุดเริ่มต้น จนกลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจอยู่มากมาย

อาทิ YouTube ที่ไอเดียตั้งต้นมาจากเว็บไซต์หาคู่ หรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ถูกเขียนขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับกล้องดิจิทัล

อีกหนึ่งตัวอย่างที่เปลี่ยนจนได้ดีอย่างในปัจจุบัน คือแอพพลิเคชั่นที่หลายคนคุ้นเคยกันดีอย่าง Instagram

 

Instagram หรือ IG เป็นผลงานตั้งต้นของ Kevin Systrom กับ Mike Krieger อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพราะต้องการมีกิจการของตัวเอง

ทั้งคู่ใช้เวลานานถึงเก้าเดือน กว่าจะพัฒนา Burbn แอพพลิเคชั่นสำหรับเช็คอินตามสถานที่ต่างๆ (คล้าย Foursquare) แต่ผู้ใช้งานสามารถโพสต์ภาพถ่ายลงไปด้วยได้

Burbn ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง จนสามารถระดมทุนได้ราว 5 แสนดอลลาร์ แต่เมื่อผ่านไปได้ซักระยะ ทั้งคู่ก็พบว่าตัวแอพพลิเคชั่นยังไม่ ‘ตอบโจทย์’ สำหรับทั้งคู่และผู้ใช้งาน

Systrom ย้อนกลับไปดูสถิติและพบว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่ เลือกใช้ Burbn เพื่อการถ่ายรูปเป็นหลัก

แม้แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่าทุกครั้งที่ใช้งานแอพ สิ่งที่ดึงดูดเขามากกว่าคือการนั่งดูรูปเหล่านั้น มากกว่าจะสนใจตำแหน่งที่ถูกเช็คอิน

สุดท้าย การถ่ายรูปที่เดิมเป็นฟีเจอร์รองของ Burbn จึงถูกพัฒนาต่อมาจากกลายเป็นฟีเจอร์หลักของ Instagram ที่มาพร้อมกับฟิลเตอร์หลากหลาย เพื่อให้ได้อารมณ์ใกล้เคียงกับภาพถ่ายจากกล้องยุคเก่า อย่าง Polaroid หรือ Lomo

 

Instagram ถูกปล่อยให้ดาวน์โหลดเพื่อใช้งานเป็นครั้งแรก หลังเที่ยงคืนของวันที่ 6 ตุลาคม 2010 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีผู้โหลดไปใช้งานนับหมื่นคนในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

‘เป้าหมายของเรา ไม่ได้เป็นแค่แอพแชร์รูป แต่อยากให้มันเป็นวิถีในการแชร์ประสบการณ์ชีวิตของคุณ ในทุกที่ที่คุณไป” Systrom ให้สัมภาษณ์หลังได้ทุนสนับสนุน 7 ล้านดอลลาร์จาก Benchmark Capital ในวันที่ทั้งบริษัทมีพนักงานแค่ 4 คน และมีผู้เปิดบัญชีใช้งานแอพ 4 ล้านคน

และเพียงแค่สองปีหลังจากนั้น Instagram ก็ถูกซื้อกิจการโดย Facebook ในราคาถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อเดือนเมษายน 2012 โดยที่ทั้ง Systrom และ Krieger ยังมีอิสระในการบริหารจัดการตามเดิม

 

ทุกวันนี้ Instagram กลายเป็นแอพถ่ายและแชร์รูปภาพยอดนิยมลำดับต้นๆของโลก ด้วยยอดผู้ลงทะเบียนกว่า 700 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่า 80% อาศัยอยู่นอกสหรัฐ

และกว่า 400 ล้านคน คลิกเข้ามาเพื่อกดไลค์ หรือมี engagement ใดๆบนแพลทฟอร์ม พร้อมตัวเลขสถิติที่น่าสนใจไม่น้อย สำหรับสายมาร์เก็ตติ้ง และโฆษณา

นั่นคือ 32% (หรือเกือบ 1 ใน 3)ของผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตทั่วโลก เคยใช้งาน IG และ 17% ของกลุ่มวัยรุ่นระบุว่านี่คือโซเชียลมีเดียที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกตน (เพิ่มขึ้นจาก 12% เมื่อปี 2012)

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม ในปี 2016 แบรนด์ต่างๆทั่วโลกกว่า 48.8% หันมาใช้ Instagram เป็นช่องทางในการสื่อสารกับผู้บริโภค และคาดว่าจะสูงขึ้นถึง 70.7% เมื่อสิ้นปี 2017

แม้จะไม่มีการเก็บค่าบริการใดๆจากผู้ใช้งานทั่วไป แต่ Instagram ก็มีรายได้จากโฆษณาราว 1,500 ล้านดอลลาร์ เฉพาะในปี 2017 และคาดว่าจะสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ ในปีหน้า

 

Systrom อธิบายว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ตนและทีมงานต้องลองผิดลองถูกหลายครั้ง และปรับปรุงแอพตามที่ผู้ใช้งานต้องการอย่างสม่ำเสมอ

“หลายๆบริษัทอาจจะเจอปัญหาเรื่องความเป็นตัวตนระหว่างดำเนินงาน แต่สุดท้ายพวกเขาก็จะค้นพบตัวเองเมื่อเวลาผ่านไป”

“สิ่งสำคัญที่สุดในความคิดผมคือเลือกเก็บสิ่งที่ใช่ ส่วนอะไรที่ไม่ใช่ก็ทิ้งไป”

 

เรียบเรียงจาก

Entrepreneurial Lessons From Instagram Co-Founder Kevin Systrom

Instagram co-founder: ‘you have to be willing to disrupt yourself’

Mike Krieger: Instagram co-founder says secret to startup success is to grow mindfully and be careful who you hire

Instagram by the Numbers: Stats, Demographics & Fun Facts

 

ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ ที่เพจ AHEAD ASIA

หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน