ทุกวันนี้ การฝากและแชร์ไฟล์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลาง ไปยังคอมพิวเตอร์หรือดีไวซ์อื่นๆนั้น ถือเป็นเรื่องปกติ

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบปีที่แล้ว เรื่องนี้อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ หาก ดรูว์ ฮุสตัน นักศึกษาจาก MIT ไม่ลืมพกแฟลชไดรฟ์ที่เก็บข้อมูลสำคัญก่อนออกจากบ้าน

จนเป็นที่มาของการพยายามแก้ pain point ดังกล่าว กระทั่งออกมาเป็น Dropbox ผู้ให้บริการฝากไฟล์บนคลาวด์ ซึ่งมีผู้ใช้งานกว่า 500 ล้านคนทั่วโลกในปัจจุบัน

พ่อของ ดรูว์ เป็นศิษย์เก่าฮาร์วาร์ด และมีส่วนสนับสนุนให้เจ้าตัวหัดเขียนโปรแกรมในภาษาเบสิคตั้งแต่อายุ 5 ขวบ ก่อนเริ่มคลุกคลีในแวดวงสตาร์ทอัพ ตั้งแต่อายุ 14

ในช่วงก่อนเรียนจบ MIT เจ้าตัวตัดสินใจนำไอเดียตั้งโรงเรียนกวดวิชา เพื่อเตรียมสอบ SAT (Scholastic Assessment Tests) ไปเสนอกับ Y Combinator อินคิวเบเตอร์ชั้นนำในซิลิคอน วัลลีย์ด้วย แต่ถูกปฏิเสธกลับมา

จนวันหนึ่ง ระหว่างนั่งรถบัสเดินทางจากบอสตันไปนิวยอร์ค เจ้าตัวนึกได้ว่าลืมแฟลชไดรฟ์เก็บข้อมูลสำคัญไว้ที่บ้าน ซึ่งก็สายเกินกว่าจะวกกลับไปเอาแล้ว

ความหงุดหงิดที่เกิดขึ้น นำไปสู่ความรู้สึกว่าไดรฟ์เก็บข้อมูลแบบพกพายังไม่สะดวกพอ และต้องพยายามหาทางแก้ไข

ดรูว์ ตัดสินใจเขียนโค้ดต้นแบบคร่าวๆสำหรับโครงการที่จะเป็น Dropbox พร้อมทำวิดีโอสาธิตการใช้งานเพื่อไปโพสต์ลงอินเตอร์เน็ต

ผลปรากฎว่าแนวคิดนี้ไปเข้าตา พอล เกรแฮม จาก Y Combinator ที่ลงทุนส่งอีเมลตรงถึง ดรูว์ ด้วยตัวเอง และแนะนำว่าควรหาผู้ร่วมก่อตั้ง เพื่อแบ่งเบาภาระในการทำงานด้วย

นอกจาก เกรแฮม แล้ว อีกรายที่รีบติดต่อหา ดรูว์ ทันที ที่เห็นวิดีโอดังกล่าว คือ อาราช เฟอร์โดวซี ซึ่งกลายมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง และ CTO ของบริษัทในเวลาต่อมา

จนเมื่อพร้อมเดินหน้าเต็มตัวในฐานะสตาร์ทอัพ เกรแฮม ก็ชักชวนให้ ดรูว์ และ อาราช ได้รู้จักกับ ไมเคิล มอริทซ์ แห่ง Sequoia Capital เป็นที่มาของเงินทุน 1.2 ล้านดอลลาร์ ให้ทั้งคู่นำเงินไปพัฒนาโครงการของตัวเองต่อ

Dropbox ใช้เวลากว่าหนึ่งปีในการเตรียมงาน หลังระดมทุนก้อนแรกได้สำเร็จ ก่อนจะเปิดตัวต่อสาธารณชน ในเดือนกันยายน 2008

ดรูว์ อธิบายว่าความล่าช้าที่เกิดขึ้น เป็นเพราะต้องการทดสอบให้แน่ใจที่สุดว่าไฟล์ซึ่งผู้ใช้บริการอัพโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์กลาง จะไม่เกิดปัญหาใดๆ เมื่อระบบทุกอย่างพร้อม ทั้ง ดรูว์ และ อาราช ต้องเริ่มคิดหาวิธีในการดึงดูดคนมาใช้บริการของตน

หนึ่งในวิธีที่ได้ผลที่สุด คือการให้คนกลุ่มแรกชักชวนกัน เพื่อแลกกับการใช้พื้นที่ส่วนหนี่งแบบฟรีๆ เป็นการจูงใจ

นอกจากวิธีดังกล่าว Dropbox ยังพิสูจน์ตัวเองผ่านประสบการณ์ของผู้ใช้ ด้วยคุณภาพในเรื่องการใช้งานง่าย จนมีการบอกต่อแบบปากต่อปาก

จนแม้แต่ สตีฟ จ๊อบส์ แห่ง Apple ยังเชิญ ดรูว์ ไปพบที่สำนักงานใหญ่ในคูเปอร์ติโน พร้อมคำถามที่ว่าสนใจจะขายกิจการหรือไม่ คำตอบคือไม่ เพราะยังต้องการปั้นให้บริษัทเติบโตด้วยมือตัวเอง

ขณะที่ จ๊อบส์ ซึ่งถูกปฏิเสธ ก็ตอบกลับแบบทีเล่นทีจริงเช่นกันว่า ‘ฉันจะฆ่านาย!” แต่สุดท้าย ดรูว์ ก็ยังมีชีวิตอยู่หลังผ่านมา 10 ปีเต็ม เช่นเดียวกับ Dropbox ที่เติบโตจนทำ IPO เข้าสู่ตลาดหุ้นได้สำเร็จ

จากบริการฝากไฟล์บนคลาวด์ที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ

ทุกวันนี้ บริษัทที่เริ่มต้นด้วย ดรูว์ และ อาราช แค่สองคน เติบโตจนมีพนักงานกว่า 1 พันคน ทำรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ และเคยถูกประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ ในปี 2014

ดรูว์ ยอมรับว่าเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ คือการตัดสินใจเริ่มต้นเร็ว ในช่วงเวลาที่ตลาดยังไม่เป็น red ocean เพราะในยุคนั้น บริษัทยักษ์ใหญ่มักมองข้ามไม่คิดว่าสตาร์ทอัพเป็นคู่แข่ง

ขณะที่ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ก็เปิดโอกาสให้เขามีเวลามากพอที่จะค่อยๆเรียนรู้ทักษะการบริหาร ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เรียนมาโดยตรง เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่จะพัฒนาตัวเองได้ ก็คือการฝึกฝนในสถานการณ์จริงนั่นเอง 

เรียบเรียงจาก

Dropbox founder reveals how he built a $10 billion company in his 20s — even though Steve Jobs told him Apple would destroy it

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า