ปลายปีที่แล้ว มีรายงานจาก Nikkei Asian Review ว่า Toshiba มีแผนขายธุรกิจพีซีทิ้งโดย มี Asustek จากไต้หวัน และ Lenovo จากจีน ให้ความสนใจ

แม้ Toshiba จะปฏิเสธในภายหลัง แต่จะเรียกว่าเป็นตลกร้ายสำหรับอุตสาหกรรมนี้ก็ไม่ผิด
เพราะครั้งหนึ่ง Toshiba คือผู้บุกเบิกคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่ได้รับการยกย่องในเรื่องคุณภาพไปทั่วโลก

ขณะที่ Asus และ Lenovo ซึ่งถือกำเนิดในภายหลัง เคยถูกมองว่าเป็นเพียงผู้ตาม และไม่ได้คิดค้นอะไรใหม่ๆด้วยซ้ำ
นวัตกรรมกับ Toshiba แทบจะเป็นของคู่กันตั้งแต่ยุคแรกเริ่ม

เพราะ Tokyo Electric Company คือผู้ออกแบบและผลิตหลอดไฟแบบ double-coiled เป็นรายแรกของโลก ก่อนจะควบรวมเข้ากับ Shibaura Engineering Works และเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบัน ในปี 1939

จากนั้น บริษัทยังมีส่วนร่วมในการพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับสินค้าต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเล่นและบันทึกวิดีโอเทป โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ ฯลฯ
ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นในด้านต่างๆ ทั้งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เงินช่วยเหลือพิเศษ และรูปแบบการช่วยเหลือต่างๆ เพื่อให้แข่งขันกับคู่แข่งจากต่างประเทศได้

แต่ผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ Toshiba แจ้งเกิดในระดับโลกสำเร็จ ในปี 1985 คือ T1100 คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปรุ่นแรกของโลก ที่สามารถทำงานร่วมกับเครื่องพีซีของ IBM ยักษ์ใหญ่ของวงการในยุคนั้นได้

ความสำเร็จดังกล่าว ส่งผลให้ Toshiba ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของวงการพีซีต่อเนื่องกว่าสองทศวรรษ โดยในปี 2007 มีการบันทึกว่าบริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดของคอมพิวเตอร์ในสหรัฐ มากถึง 17.8%

จนเมื่อเข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ตบูม หลังปี 2000 คนทั่วไปเริ่มต้องการใช้งานคอมพิวเตอร์มากขึ้น

เปิดโอกาสให้บริษัทขนาดรองลงไปจากไต้หวัน อย่าง Asus และ Acer ผลิตทั้งเดสค์ท็อปและแล็ปท็อปในราคาที่จับต้องได้ป้อนสู่ตลาด

ยิ่งเมื่อ Lenovo และแบรนด์อื่นๆจากจีนเข้ามาตีตลาด ทำให้คอมพิวเตอร์ไม่ต่างอะไรจากเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆในบ้าน นั่นหมายถึงบริษัทไหนที่ตั้งราคาขายได้ต่ำกว่า ย่อมได้เปรียบในตลาด

Toshiba ซึ่งปรับตัวตามการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วไม่ทัน คือหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

มีรายงานว่ายอดขายแผนกคอมพิวเตอร์ของ Toshiba ที่เคยสูงถึง 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2007 เหลือเพียง 5 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2015 ผลที่ตามมาคือบริษัทต้องเริ่มลดค่าใช้จ่ายลง โดยหันไปจ้างบริษัทอื่นดูแลการผลิตโทรทัศน์ ในปี 2010 และถอนตัวจากตลาดนอกประเทศในอีก 5 ปีถัดมา

ซ้ำร้ายกว่านั้น คือผู้บริหารองค์กร นำโดยซีอีโอ Atsutoshi Nishida ยังทำลายความน่าเชื่อถือของบริษัท ด้วยการรายงานผลกำไรเกินจริง ราว 1.2 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงปี 2008-2015 ก่อนถูกตรวจพบในภายหลัง

เสริมด้วยการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด ด้วยการเข้าซื้อธุรกิจโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ Westinghouse ในราคา 5.4 พันล้านดอลลาร์ เมื่อปี 2006 และกลายเป็นธุรกิจที่ตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ภายหลังเกิดเหตุสึนามิจนเกิดวิกฤตการณ์โรงงานไฟฟ้าที่ฟุคุชิมะ ในปี 2011

ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ ทำให้การเงินของ Toshiba อยู่ในภาวะง่อนแง่น จนต้องประกาศขายธุรกิจหน่วยความจำ ซึ่งเป็นแผนกเดียวของบริษัทที่ยังมีผลกำไร ให้กับ Bain Capital ในราคา 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ เมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

และเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว บริษัทก็เพิ่งขายธุรกิจทีวีไปให้กับ Hisense Electric จากจีน ด้วยมูลค่าเพียง 113 ล้านดอลลาร์

Toshiba ไม่ใช่บริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นรายเดียวที่ประสบปัญหาตกต่ำ
เพราะก่อนหน้านี้ Sharp ก็ถูก Foxconn จากไต้หวัน ซื้อกิจการไปแล้ว ในราคา 4.4 พันล้านดอลลาร์

หรือแม้แต่ Sony ก็ต้องถอนตัวจากธุรกิจพีซี ส่วนแผนกโทรศัพท์มือถือก็ประสบปัญหาขาดทุนหนัก

William Saito ที่ปรึกษากระทรวงพาณิชย์ของญี่ปุ่นให้คำจำกัดความว่าบริษัทเหล่านี้ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

เมื่อต้องตกอยู่ตรงกลางระหว่างบริษัทของสหรัฐที่เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมในปัจจุบัน และผู้ผลิตจากไต้หวันหรือจีนที่สามารถกดราคาลงได้เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาด และปัญหาที่รุมเร้า Toshiba รวมถึงบริษัทเหล่านี้ ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับตัวใหม่ให้ทันความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

นั่นเป็นเพราะ “สิ่งที่เคยพาเรามาอยู่ตรงนี้ ไม่สามารถพาเราไปไกลกว่านี้ได้อีกแล้ว” Saito สรุป

 

เรียบเรียงจาก

It took Toshiba 70 years to reach its peak—and just a decade to fall into an abyss

Toshiba to Spin Off 4 Operations

Toshiba inks deal to sell chip unit to Bain-Apple group for $18 billion

Toshiba sells TV unit to Chinese group for $114m

 

ติดตาม #Breakfast4Brain ได้ทุกเช้าตรู่วันจันทร์ถึงศุกร์ที่เพจ AHEAD ASIA หากถูกใจอย่าลืมกดแชร์ กดไลค์ คอมเมนท์ แนะนำติชม กดติดดาว หรืออะไรที่สบายใจเพื่อให้กำลังใจทีมงาน AHEAD.ASIA หาเรื่องราวดีๆมาให้คุณรู้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน

Facebook Comments