ไม่มีใครปฏิเสธความเก่งกาจของ Elon Musk ได้ เช่นเดียวกับที่ไม่อาจบอกปัดความยอดเยี่ยมในเทคโนโลยีชั้นสูงที่รถยนต์ Tesla มี

นับตั้งแต่เข้ามานั่งแท่น CEO ให้กับ Tesla ในปี 2008 Musk พยายามสร้างให้บริษัท ‘ไปไกลกว่า’ การเป็นแค่ค่ายรถยนต์ โดยมุ่งหวังการทำให้เป็นบริษัทเทคโนโลยีและเปลี่ยนแปลงแนวทางการใช้พลังงานของโลก

แนวคิดนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนและผู้บริโภค ที่ตัดสินใจ ‘ซื้อ’ ไอเดียของ Musk

โดยไม่ทันได้ฉุกคิดว่าระหว่างความฝันกับความจริง ก็มีเพียงเส้นบางๆ กั้นอยู่

จนเมื่อเวลาผ่านไป การผลิตรถยนต์รุ่น Model 3 ยังไม่สามารถตอบสนองยอดสั่งจองของลูกค้าได้ทัน และสภาพการเงินของบริษัทก็ติดตัวแดงเรื่อยมา

Musk ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ บริษัทจะทำกำไรได้แน่ ไม่ต้องห่วงฉัน ไม่ต้องห่วงฉัน

แต่ 2018 ที่เพิ่งผ่านไปเพียงไตรมาสเดียว พบว่า Tesla ต้องเผชิญกับ ‘วิบากกรรม’ หลายกรณีจนน่าใจหาย ซึ่งเรารวบรวมเอาไว้ตรงนี้

น่าคิดว่าระหว่างตัว Musk หรือบริษัท Tesla ใครกันแน่ที่มี 2018 เป็น ‘ปีชง’

 

#1

บัญชีใน Amazon Web Services ถูกแฮ็กเป็นเหมืองขุดเงินดิจิทัล

 

 

เมื่อเดือน ก.พ. บัญชีของ Tesla ใน Amazon Web Services ถูกแฮ็กเกอร์สร้างให้เป็นเหมืองขุดเงินดิจิทัล ซึ่งบริษัทด้านความปลอดภัย RedLock พบว่านอกจากการขุดเหมืองแล้ว ข้อมูลสำคัญเช่นระบบแผนที่, ระบบตรวจวัดระยะ และบริการที่มีต่อตัวรถ ได้ถูกเข้าถึงด้วย

เมื่อ RedLock รายงานปัญหาดังกล่าวไปให้ Tesla พวกเขาก็ได้รับเงินรางวัล 3,000 ดอลลาร์เป็นค่าตอบแทนการชี้ช่องโหว่ ตามนโยบาย Bug Bounty Program

โฆษกของ Tesla ชี้แจงว่าไม่มีข้อมูลของลูกค้าคนไหนรั่วไหลไประหว่างที่โดนแฮ็ก “ดูเหมือนว่าผลกระทบจะมีขึ้นเฉพาะกับรถยนต์ที่เอาไว้ใช้ทดสอบด้านวิศวกรรมในบริษัทเท่านั้น และการตรวจสอบของเราไม่พบว่ามีการละเมิดข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า หรือความปลอดภัยของรถยนต์แต่อย่างใด”

 

#2

เรียกคืน Model S ครั้งประวัติศาสตร์

 

 

ปลายเดือน มี.ค. Tesla ออกประกาศเรียกคืนรถยนต์รุ่น Model S เป็นจำนวนถึง 123,000 คัน จากลูกค้าทั่วโลกที่รับรถรุ่นที่ผลิตก่อนเดือน เม.ย. ปี 2016 ไปใช้ เพื่อนำเข้ามาเปลี่ยนชิ้นส่วนน็อตพวงมาลัย หลังพบการผุกร่อนจากการใช้งานในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็น และต้องวิ่งบนถนนที่ถูกโรยด้วยเกลือเพื่อละลายหิมะ อย่างสม่ำเสมอ

นี่คือการเรียกคืนรถล็อตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Tesla

แม้บริษัทจะยืนยันว่าไม่พบอุบัติเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีนี้ ทั้งยังไม่ได้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะต่อให้น็อตพวงมาลัยดังกล่าวเสียหาย ผู้ขับก็ยังจะสามารถควบคุมรถด้วยความเร็วสูงได้ตามปกติ โดยอาจออกอาการเมื่อขับด้วยความเร็วต่ำหรือเข้าจอดขนานเส้นเท่านั้น แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าชิ้นส่วนบางจุดของ Tesla ไม่ได้แข็งแกร่งและทนทานนัก

 

#3

อุบัติเหตุของ Model X

 

 

วันที่ 23 มี.ค. Model X เกิดอุบัติเหตุพุ่งเข้าชนแท่นปูนกั้นถนนก่อนจะเกิดไฟลุกไหม้ท่วมรถ ทั้งยังถูกชนซ้ำโดยรถคันอื่นอีก 2 คัน ที่ถนนไฮเวย์ 101 ย่านเมาน์เทน วิว แคลิฟอร์เนีย จน Walter Huang ผู้ขับเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

การตรวจสอบพบว่าระบบกึ่งขับเคลื่อนอัตโนมัติ Autopilot ได้ถูกเปิดไว้ขณะเกิดเหตุ และภรรยาของผู้เสียชีวิตเผยว่าสามีของเธอเคยร้องเรียนถึงระบบนี้ว่ามีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้น

แม้ Tesla จะแสดงความเสียใจต่ออุบัติเหตุ แต่ก็ระบุว่าเหตุที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของผู้ขับเพียงฝ่ายเดียว “ทางเดียวที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้คือการที่ มร. Huang ไม่ได้ให้ความสนใจกับถนน แม้ว่ารถจะมีคำเตือนชัดเจนว่าให้ทำเช่นนั้น”

สิ่งที่ตามมาคือครอบครัวผู้เสียชีวิตยืนยันว่าจะยื่นฟ้อง Tesla อย่างแน่นอน

Tesla พยายามอ้างสถิติว่าเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับทำให้เกิดอุบัติเหตุน้อยกว่ารถยนต์ปกติกว่า 3 เท่าตัว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมแขนงนี้ในภาพรวม โดยเฉพาะเมื่อคดีของ Model X เกิดขึ้นตามหลังกรณีรถไร้คนขับ Volvo XC90 SUV ของ Uber ชนคนเดินเท้าจนเสียชีวิตในเมืองเทมพี รัฐแอริโซนา เพียง 5 วันเท่านั้น

 

 

หลังเกิดเหตุได้ 4 วัน คณะกรรมการความปลอดภัยการคมนาคมแห่งชาติ (NTSB) ประกาศการเข้าสอบสวนคดีอย่างเป็นทางการ ซึ่ง Tesla

ตกลงเข้าช่วยในการดึงข้อมูลและแปลความหมายจากกล่องบันทึกความเสียหายของตัวรถ กระนั้นก็เกิดข้อขัดแย้งขึ้นเมื่อ Tesla ตัดสินใจจะเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับความผิดพลาดผ่านทางบล็อกของบริษัท

การสอบสวนของ NTSB อาจใช้เวลานานถึง 12-24 เดือนก่อนมีการเปิดเผยรายงาน และพวกเขาไม่ยินดีที่จะให้ใครก็ตามเปิดเผยข้อมูลใดใดที่ไม่ผ่านการพิสูจน์ทราบโดยเจ้าหน้าที่

ด้วยเหตุนี้ Tesla จึงถูกถอดออกจากความเกี่ยวข้องในการสอบสวนคดี แม้จะยังต้องให้ความช่วยเหลือ NTSB ในบางกรณีก็ตาม

 

#4

หนี้สินพอกพูน

 

 

ในเดือน มี.ค. บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง Moody’s ปรับลดเกรดของ Tesla ลงจาก B2 ไปเป็น B3 เนื่องจากปัญหาเรื่องการผลิต Model 3 ที่ไม่ได้จำนวนตามที่คาดหวังไว้ การตัดเกรดนี้กระทบต่อราคาหุ้นของ Tesla โดยตรง และทำให้เกิดการเพ่งเล็งถึงธุรกรรมการเงินที่บริษัทมี ทั้งในแง่ของการใช้จ่ายและระดมทุน และยังมีนักวิเคราะห์บางคนที่ชี้ว่าพวกเขาอาจจะล้มละลายในอีกไม่ช้า

อย่างไรก็ตาม Musk ยังทำใจดีสู้เสือ ยืนยันว่าบริษัทจะทำกำไรได้แน่ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ และไม่จำเป็นต้องเปิดการระดมทุนจากภายนอกด้วย

 

 

เมษาหน้าโง่ April Fools’ Day เมื่อ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา Musk ไม่พลาดจะร่วมสนุกด้วยการทวีตว่า Tesla ล้มละลายแล้ว – ปาโต อัลโต, แคลิฟอร์เนีย, 1 เมษายน 2018, แม้จะพยายามเต็มที่แล้วในการระดมทุน อันรวมถึงยอดขายที่ดีเยี่ยมในวันอีสเตอร์ เราเศร้าใจที่ต้องบอกว่า Tesla ต้องปิดตัวแล้วเนื่องจากล้มละลายอย่างสิ้นเชิง ล้มละลายจริงๆ นะ เชื่อเถอะ”

เขายังโพสต์ภาพที่ตัวเองกำลังล้มพับหมดสติอยู่ข้างรถ พร้อมข้อความ ‘Bankwupt!’ และบรรยายใต้ภาพว่า “พบ Elon หมดสติอยู่ข้าง Tesla Model 3 พร้อมกับขวด Teslaquilla กองเรียงราย มีหยาดน้ำตาที่แห้งเหือดบนแก้มของเขา นี่ไม่ใช่อะไรที่ตระเตรียมเอาไว้ เพราะเห็นได้ชัดว่าประเด็นคืออะไร สวัสดีเดือนใหม่!”

ทวีตเหล่านี้ของ Musk สร้างความขุ่นเคืองให้กับทั้งบรรดานักลงทุนและนักวิเคราะห์ ที่มองว่าทัศนคติของผู้บริหารวัย 46 ไม่ดีนักสำหรับการรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่มีต่อบริษัท

และภายหลังการทวีตนี้ หุ้นของ Tesla ก็เสื่อมราคาลงราว 5.13 เปอร์เซ็นต์

 

#5

เป้าหมายที่ไปไม่ถึง

 

 

Tesla เผยว่าพวกเขาสามารถสร้างรถ Model 3 ได้ทั้งหมดเป็นจำนวน 9,766 คันแล้วจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งนับว่าเป็นพัฒนาการที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน กระนั้น มันก็ยังไม่ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่บริษัทตั้งเอาไว้ว่าจะผลิตรถให้ได้ 2,500 คันต่อสัปดาห์ภายในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยสถิติสูงสุดในสัปดาห์สุดท้ายของเดือน มี.ค. คือ 2,020 คันเท่านั้น

Musk ยืนยันว่าบริษัทตั้งเป้าหมายการผลิต Model 3 ให้ได้ 5,000 คันภายในไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ซึ่งที่จริงนี่คือสิ่งที่ Musk ตั้งไว้ว่าจะทำให้สำเร็จตั้งแต่สิ้นปี 2017

 

 

ไม่นานมานี้ Musk เปิดโรงงานในเฟรมอนต์ แคลิฟอร์เนีย ต้อนรับ Gayle King และทีมงานรายการ This Morning ทางช่อง CBS เข้าถ่ายทำการทัวร์ชมโรงงาน

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ Musk ยอมรับแต่โดยดีว่าการใช้หุ่นยนต์มากเกินไปในสายพานการผลิต Model 3 ก่อนที่ในภายหลังเขาจะทวีตว่า “ระบบอัตโนมัติที่ Tesla คือความผิดพลาด พูดกันให้ชัดคือนี่คือความผิดพลาดของผมเอง มนุษย์ถูกประเมินค่าต่ำไป”

Musk ยังรับกับ King เช่นกันว่าเขาควรใช้แรงงานมนุษย์มากกว่านี้ และระบบอัตโนมัติที่เขาใช้ในหลายจุดคือตัวการสำคัญทำให้การผลิต Model 3 ล่าช้าเกินกำหนด

 

#6

สงครามน้ำลาย

 


เมื่อช่วงต้นเดือน The Information สื่อในซาน ฟรานซิสโก แพร่รายงานเบื้องลึกของ Tesla ว่าเกิดความขัดแย้งรุนแรงบางประการขึ้นในทีมผู้บริหาร โดยระบุว่า Musk ได้เลือกข้างเพื่อผลักดันให้ Doug Fields รองประธานฝ่ายวิศวกรรม เข้าควบคุมกระบวนการผลิต Model 3

เมื่อ Musk ทราบข่าว เขาก็กล่าวตำหนิผู้เขียนอย่าง Amir Efrati ผ่านทวิตเตอร์ว่า “ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณจะเขียนเรื่องอะไรแบบนี้ งานของผมในฐานะซีอีโอคือการโฟกัสว่าอะไรคือสิ่งสำคัญสุด ซึ่งสำหรับเราในตอนนี้มันคือการผลิต Model 3 ส่วน Doug คนที่ผมถือว่าเป็นหนึ่งในผู้บริหารด้านวิศวกรรมที่มีพรสวรรค์ที่สุดในโลก ก็กำลังโฟกัสกับงานของเขาอยู่”

แน่นอนว่าทวีตของ Musk นำมาซึ่งสงครามน้ำลายระหว่างสองฝั่ง

“เราควรนัดสัมภาษณ์กันสักหน่อยไหม คุณจะได้บอกผมได้ว่าผมควรเขียนอะไรบ้าง” Efrati รีทวีต

และ Musk สวนไปว่า “อ่า ฮัลโหล ผมต้องสร้างรถไง”

แม้การปะทะคารมครั้งนี้จะดุเดือดสู้ตอนที่ Musk ซัดกับ Mark Zuckerberg กลางปีที่แล้ว (กรณี AI) ไม่ได้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ‘Musk จะไม่ทน’ ต่อข้อครหาแทบทุกกรณี

 

#7

กรมคุ้มครองแรงงานเปิดฉากสอบ

 

 

สัปดาห์ที่แล้ว หน่วยงานสอบสวนกลาง (Center for Investigative Reporting – CIR) เผยแพร่รายงานที่ว่า Tesla ไม่ยอมรายงานปัญหาบาดเจ็บบางกรณีที่เกิดขึ้นกับพนักงานของตัวเอง รวมถึงไม่ได้ใช้มาตรการด้านความปลอดภัยบางอย่าง ในโรงงานที่เฟรมอนต์ แคลิฟอร์เนีย

Tesla ไม่มีการทำรายงานการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับพนักงาน, หลีกเลี่ยงการติดป้ายเครื่องหมายความปลอดภัยบางส่วน และฝึกอบรมพนักงานไม่เพียงพอสำหรับการทำงานที่เป็นอันตราย นอกจากนั้น กรมคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานในแคลิฟอร์เนียยังพบว่าพวกเขาละเมิดข้อบังคับต่างๆ ถึง 40 รายการนับตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม Tesla ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และชี้ว่าเป็นการใส่ความจากกลุ่มคนที่ต้องการสร้างสถานการณ์โจมตีพวกเขามากกว่า

ด้านกรมคุ้มครองสวัสดิภาพแรงงานแห่งแคลิฟอร์เนีย (Cal-OSHA) ก็ยืนยันว่าพวกเขาจะเข้าตรวจสอบโรงงาน Tesla เพื่อดูว่าพนักงานอยู่ในสภาวะแวดล้อมเหมาะสมหรือไม่

 

ตัวแทนหน่วยงานระบุว่าพวกเขาไม่ได้ทำการสืบสวนแบบเปิด แต่โดยมากมักจะเข้าตรวจสอบบันทึกอิเล็กทรอนิกส์ที่บริษัทต่างๆ ยื่นไว้เพื่อรายงานการบาดเจ็บและความเจ็บป่วยของพนักงานในสถานที่ทำงาน

Cal-OSHA จำเป็นต้องตรวจสอบทุกข้อเรียกร้องที่เกิดขึ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีมูลความจริงหรือไม่ และเราก็พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่” โฆษกของ Tesla เผยผ่านอีเมล “ปีที่แล้ว การสืบสวนของ Cal-OSHA ที่มีต่อรายงานการบาดเจ็บและการบันทึกข้อมูลของ ลุล่วงไปโดยไม่พบความผิดใด และไม่มีการดำเนินการใดใดเพิ่มเติม”

 

#8

สอบตกในมาตรฐาน BBB

 

 

สดๆ ร้อนๆ เมื่อวันจันทร์ Better Business Bureau (BBB) องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคของสหรัฐฯ ตัดเกรด F ให้กับ Tesla อันหมายถึงการสอบตก สำหรับการไม่ดำเนินการตามคำร้องเรียนของผู้บริโภค รวมทั้งยังเพิกเฉยต่อบางคำร้องด้วย

BBB ได้รับคำร้องเรียนจากบรรดาผู้บริโภคที่มีต่อ Tesla ทั้งหมดจำนวน 65 ชิ้น ปรากฏว่ามีเพียง 23 กรณีที่ได้รับการแก้ไขจนเป็นที่พึงพอใจ ส่วนอีก 10 กรณี Tesla ได้ตอบรับแล้วแต่ยังไม่เผยถึงแนวทางแก้ไข และมีถึง 15 คำร้องที่ถูกเพิกเฉยโดยไร้ซึ่งการตอบสนองใดใด

แม้จะไม่มีการเปิดเผยเกรดของผู้ผลิตรถยนต์ค่ายอื่นให้เป็นตัวเปรียบเทียบ แต่ F ตัวเบ้งที่ Tesla ได้มา ก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของพวกเขา “บริษัทที่น่าเชื่อถือและมีเครดิตสูง ไม่ชอบคะแนนที่ไม่ดีจากเราหรอก” Steve McFarland ซีอีโอ BBB ระบุ

 

AHEAD TAKEAWAY

แม้ปีนี้ หลายฝ่ายจะมองว่าปี 2018 เป็นปีวิกฤตของ Facebook และ Mark Zuckerberg 

แต่เมื่อมองไปรอบๆแล้ว จะพบว่า Elon Musk ก็ ‘อ่วมอรทัย’ ไม่แพ้กัน

ที่สำคัญ ในขณะที่ Facebook ยังคงสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่ได้อย่างต่อเนื่องไม่หวั่นกระแสแง่ลบ จนยอดผู้ใช้ทั่วโลกในเดือนนี้ขยับไปเป็น 2,234 ล้านคนแล้ว

ธุรกิจ EV ของ Tesla ดูสาหัสกว่ากันมาก เห็นได้จากตัวเลขการเงินที่ติดตัวแดงมาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาซึ่งการวิเคราะห์จากหลายกูรูว่า Tesla จะไปไม่รอดเข้าสักวัน และอาจล้มในเร็ววันนี้ด้วย

หนึ่งในความเห็นสำคัญมาจาก John Thompson หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการลงทุนแห่ง Vilas Capital Management ที่ชี้ว่า Tesla กำลังจะล้มละลายภายในเพียง 3-6 เดือนข้างหน้านี้เท่านั้น

“ผมคิดว่า Tesla จะล้มภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากการไร้ความสามารถในการผลิตและส่งมอบ Model 3, ความต้องการของผู้บริโภคที่ลดลงสำหรับ Model S และ Model X, จากสภาวะทางการเงินที่น่ากลัวของพวกเขา ซึ่งต้องการการระดมทุนอย่างมาก” Thompson ระบุ “พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้แน่ถ้าใน 12 เดือนข้างหน้าไม่มีการร่วมทุนจากนักลงทุนรายอื่น”

2018 ผ่านมาเพียงไม่ครบ 4 เดือน Tesla ก็เป๋ปัดขนาดนี้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่าก้าวเดินของพวกเขาจะเป็นไปอย่างไร

จะแก้ลำด้วยกลยุทธ์ไหน ปรับหมากด้วยวิธีการใด

หรือในท้ายที่สุด จะโดน ‘ปีชง’ เล่นงานจนไปไม่เป็น กันแน่

 

เรียบเรียงจาก
Tesla’s problems are mounting — here’s everything that has gone wrong so far this year

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน