แม้จะเกิดต่างยุคสมัยกัน แต่ทั้ง Nikola Tesla ผู้คิดค้นไฟฟ้ากระแสสลับ และ Elon Musk CEO ของ Tesla Motors และ SpaceX ต่างก็เป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัยของตน

นอกจากอัจฉริยภาพแล้ว มีการตั้งข้อสังเกตว่าทั้งคู่มีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกันด้วย

และนี่คือข้อมูลบางส่วนที่ชวนให้คิดว่าทั้งสองคนนี้มีบางอย่างใกล้เคียง ส่วนจะถอดแบบกันมาหรือไม่นั้น บางทีคุณอาจต้องเป็นผู้ตัดสินใจเอง

 

อัจฉริยะวัยเด็ก

 

 

ทั้ง Tesla และ Musk ต่างก็ฉายแววความเป็นอัจฉริยะออกมาตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะเรื่องการจดจำสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำ ในลักษณะที่เรียกกันว่า “การจำเป็นรูปภาพ” (photographic memory)

ซึ่งทำให้สามารถจำข้อมูลได้มหาศาลแบบไร้ขีดจำกัด จากการทำงานของสมองซีกขวา

Tesla นั้นจดจำสิ่งต่างๆได้ราวกับยังเห็นภาพอยู่ จนครอบครัวเกรงว่าเขาจะมองเห็นภาพหลอน และไม่สามารถแยกสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า กับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำได้

แต่ท้ายที่สุด เขาก็สามารถควบคุมความสามารถที่ว่านี้ได้ และใช้มันในการจำลองสิ่งต่างๆภายในความคิดได้อย่างแม่นยำแทน อย่างที่เคยเขียนไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติ

“ผมไม่ต้องพึ่งพาพวกแบบจำลอง แบบร่าง หรือแม้แต่ทดลองอะไรเลย เพราะผมเห็นภาพทุกอย่างทั้งหมดอยู่ในหัวแล้ว โดยไม่ต้องลงมือสัมผัสอะไรเลย เพราะสิ่งที่ผมคิดขึ้นมานั้นไม่มีข้อผิดพลาดอะไรทั้งสิ้น”

 

 

Musk ก็เช่นกัน เขาสามารถซึมซับข้อมูลในปริมาณมหาศาลได้อย่างรวดเร็ว เป็นเหตุผลว่าทำไม ในวัยเด็ก เขาถึงอ่านเอนไซโคลพีเดียได้เป็นเล่มๆ

ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ก็สามารถทำความเข้าใจ และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อน ได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

“มันเหมือนกับว่าสมองส่วนที่ปกติทำหน้าที่ในการประมวลผลจากสิ่งที่มองเห็นของผม ถูกยึดครองด้วยกระบวนการคิดภายในไปด้วย เมื่อเห็นภาพหรือตัวเลขต่างๆ ผมถึงสามารถแยกแยะความเกี่ยวโยงของกันและกันในสิ่งต่างๆ ทั้งอัตราเร่ง โมเมนตัม พลังงานจลน์ ฯลฯ และเข้าใจได้ว่าเรื่องเหล่านี้จะส่งผลกับวัตถุยังไง”

Kevin Watson วิศวกรของ SpaceX เคยกล่าวถึง Musk ด้วยความชื่นชมว่า “กระบวนการในสมองของเขามันเหลือเชื่อมาก เขาสามารถนั่งคุยกับพวกเราทั้งเรื่องดาวเทียม วงโคจรที่เหมาะสม และการปล่อยยาน Dragon พร้อมกันสามเรื่อง และหาข้อสรุปร่วมกันได้ในคราวเดียว”

 

มุ่งมั่นเพื่อมนุษยชาติ

 

 

แม้จะถูกมองว่าไม่ต่างอะไรกับคนเสียสติในช่วงบั้นปลายชีวิต

แต่ในช่วงเวลาที่เปี่ยมด้วยไฟสร้างสรรค์นั้น Tesla ทุ่มเทแบบสุดตัว โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ด้วยเครื่องจักรและอุปกรณ์นานาชนิด

“เขาต้องการสร้างเครื่องจักรที่จะเข้ามาทำหน้าที่ด้านแรงงานแทนมนุษย์ เพื่อที่ีคนเหล่านั้นจะได้ใช้เวลาในทางสร้างสรรค์มากขึ้น เขามั่นใจว่าเครื่องจักรจะช่วยให้ชีวิตเรามีอิสระมากขึ้น” Marc Siefer เขียนถึง Tesla ในหนังอัตชีวประวัติอีกเล่ม

 

 

Musk ก็เช่นกัน นอกจากรถยนต์ EV แล้ว ใน ecosystem ของธุรกิจต่างๆที่เขาถือครอง ยังมีเรื่องของหลังคาพลังงานแสงอาทิตย์ และกล่องเก็บพลังงาน Powerwall เพื่อให้เกิดระบบพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับคนทั้งโลก

“สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ผมคิดอยู่ตลอดเวลาว่ามีอะไรบ้างที่จะส่งผลดีต่อทุกคนบนโลก ก็จะมี อินเตอร์เน็ต ระบบพลังงานที่ยั่งยืน และการสำรวจอวกาศ หลังทำธุรกิจที่เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตแล้ว ผมถึงหันมาเน้นสองเรื่องหลังมากขึ้น คือออกทุนให้คนอื่นมาช่วยคิดช่วยทำ Tesla กับ Solar City ส่วนการสำรวจอวกาศก็เป็นงานของผม”

 

ความมุ่งมั่นแรงกล้า

 

 

Tesla นั้นเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมาก และพร้อมจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำได้ในสิ่งที่คิดไว้ แม้มักจะถูกมองว่าเป็นพวกเพ้อฝันก็ตาม

หนึ่งในตัวอย่างที่พิสูจน์เรื่องนี้ได้ก็คือ ตอนอายุ 14 เขาเคยเขียนเรียงความว่าจะสร้างกังหันขนาดใหญ่ใต้น้ำตกไนแอการา เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า

จนเมื่ออายุ 40 โรงงานไฟฟ้าด้วยพลังจากน้ำตกไนแอการา ก็เกิดขึ้นจนได้ ผ่านโครงการที่เขาเป็นผู้จดสิทธิบัตรไว้

 

 

ขณะที่ Musk ก็เช่นกัน ความฝันที่จะสร้างจรวดเพื่อบุกเบิกการสำรวจอวกาศ ก็ต้องเผชิญกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่า

ตั้งแต่การถูกรัสเซียปฏิเสธจะขายจรวดให้ จนต้องตัดสินใจสร้างเอง และประสบความล้มเหลวต่อเนื่องหลายครั้ง จน SpaceX เกือบล้มละลาย

แต่สุดท้าย เขาก็ทำสำเร็จ จน Scott Pelley ผู้ประกาศข่าวของ CBS ยังกล่าวถึงความสำเร็จของ SpaceX ว่าในประวัติศาสตร์โลก มีเพียง สหรัฐ รัสเซีย จีน และ Elon Musk เท่านั้น ที่สามารถส่งจรวดขึ้นไปถึงวงโคจร และนำกลับสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้

กระทั่ง Max Levchin หนึ่งใน PayPal Mafia ยังกล่าวถึง Musk ว่า “เขาเป็นคนประเภทที่ถ้าใครบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เขาจะยักไหล่ให้และพูดว่า ‘ผมว่าผมทำได้นะ'”

 

หมกมุ่นกับดาวอังคาร

 

 

หลายคนอาจไม่รู้ว่าสองคนนี้ มีความหลงใหลในดาวอังคารเหมือนกัน

ในรายของ Musk นั้น เราอาจรู้ดีอยู่แล้ว ขณะที่ Tesla ก็เชื่อว่าเขาเคยได้รับการติดต่อจากดาวอังคาร ตามที่บันทึกไว้ เมื่อปี 1921

ระหว่างที่ทดลองใช้งานอุปกรณ์วิทยุสื่อสาร ในห้องแล็บที่โคโลราโด Tesla มั่นใจว่าอุปกรณ์ของเขาสามารถดักจับสัญญาณที่มาจากดาวอังคารได้

“บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ หรือมองว่ามันเป็นเรื่องตลก แต่ผมเชื่อมั่นเต็มที่ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างที่ผมทดลองเปิดเครื่องรับวิทยุที่โคโลราโด สัญญาณที่ผ่านเข้ามานั้น บ่งบอกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมาจากสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น ซึ่งคงไม่ใช่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดาวศุกร จากการศึกษา ผมเชื่อว่าสัญญาณนั้นน่าจะถูกส่งมาจากดาวอังคาร ซึ่งอยู่ใกล้กับโลกของเรา”

ขณะที่ Musk นั้น ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าการก่อตั้ง SpaceX ขึ้น เป็นไปเพื่อการนี้โดยเฉพาะ อย่างที่เจ้าตัวส่งจดหมายถึงพนักงานทุกคนของบริษัท เมื่อปี 2013 ว่า

“การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการไปใช้ชีวิตบนดาวอังคาร คือเป้าหมายสูงสุดของเราเสมอ หากการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ จะส่งผลกระทบต่อเรื่องนี้ เราก็จะไม่ทำอะไรทั้งสิ้น จนกว่าผมจะส่งคนไปดาวอังคารได้สำเร็จ”

 

Tesla หรือ Edison

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่าใครกันแน่ที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในชีวิต Musk กลับมองว่า Thomas Edison นักประดิษฐ์ร่วมยุคกับ Tesla ต่างหากที่มีอิทธิพลต่อตน ตามที่เจ้าตัวเคยให้สัมภาษณ์ไว้ในสารคดี Visionaries on Innovation เมื่อปี 2008

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะทั้งคู่มีพื้นฐานจากการเป็นวิศวกร ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการ จนประสบความสำเร็จทางธุรกิจในเวลาต่อมา

ขณะที่ Tesla แม้จะเป็นอัจฉริยะและคิดค้นสิ่งต่างๆมากมาย แต่กลับล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในเชิงธุรกิจ

และต้องคอยอาศัยเงินสนับสนุนจาก George Westinghouse ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างให้เขาเป็นที่ปรึกษาและพัฒนาระบบไฟฟ้ากระแสสลับแทน

 

AHEAD TAKEAWAYS

ในความเหมือนที่ว่ามานี้ ที่สุดแล้ว ระหว่าง Musk กับ Tesla ก็ยังมีความแตกต่างในหลายเรื่อง เฉพาะอย่างยิ่ง มุมมองในการทำธุรกิจที่ดูแล้ว Tony Stark ในโลกแห่งความเป็นจริง จะโน้มเอียงไปทาง Edison อัจฉริยะร่วมยุคของ Tesla มากกว่า

เพราะแม้แต่ชื่อของบริษัท Tesla Motors นั้น ก็ไม่ได้เกิดจากไอเดียของเจ้าตัว (Musk เริ่มต้นกับที่นี่ในฐานะนักลงทุน ไม่ใช่ผู้ก่อตั้ง)

กระนั้น การจะพิสูจน์ตัวเองในฐานะผู้ประกอบการ มากกว่านักคิดและนักประดิษฐ์

Musk เองก็คงต้องพยายามประคับประคองแบรนด์ EV นี้ให้อยู่รอดในธุรกิจให้ได้ด้วย เพื่อรักษาแนวคิดเรื่องพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนที่ปูรากฐานมาเอาไว้ต่อไป

เพื่อที่ว่าวันหนึ่ง ชื่อของเจ้าตัวจะหยิบยกมาพูดถึง ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งในด้านการสำรวจอวกาศ และพลังงานสะอาดเพื่อคนทั้งโลก แทนที่จะเป็นอัจฉริยะที่ผู้คนมองข้าม เหมือน Nikola Tesla

 

เรียบเรียงจาก

Nikola Tesla versus Elon Musk

Elon Musk: A Bigger Fan Of Thomas Edison Than Nikola Tesla

The two sides of Elon Musk are drawn from Nikola Tesla and Thomas Edison

 

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรม และธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน