ในที่สุด Oculus Go แว่น VR ในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ รุ่นล่าสุดของ Facebook ที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน หรือคอมพิวเตอร์ ก็ได้รับการยืนยันจาก Mark Zuckerberg ในงาน F8 แล้ว ว่าจะวางตลาดภายในปีนี้

ถือเป็นการสิ้นสุดการรอคอย หลังใช้เวลาพัฒนานานหลายปี นับแต่บริษัทถูกเทกโอเวอร์โดย Facebook เมื่อเดือนพฤษภาคม 2014 และมีการเปลี่ยนแปลงภายในเกิดขึ้นหลายครั้ง

รวมถึงการอำลาของผู้ก่อตั้งอย่าง Palmer Luckey ที่ใช้เวลาแค่ปีเศษๆ ปั้นบริษัทจากสตาร์ทอัพเล็กๆ จนมีมูลค่านับพันล้านดอลลาร์ด้วย

 

Geek VR ตัวพ่อ

 

 

พูดได้เต็มปากในที่นี้ว่า Oculus นั้นเกิดจากความคลั่งใน VR ของ Luckey ในระดับเข้าเส้น

เพราะในช่วงวัยรุ่น เจ้าตัวมีแว่น VR รุ่นต่างๆในความครอบครองกว่า 50 แบบ คิดเป็นมูลค่ากว่า 36,000 ดอลลาร์ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากน้ำพักน้ำแรง ในการทำงานพิเศษหารายได้ด้วยช่องทางต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมและขาย iPhone มือสอง ทำงานพาร์ทไทม์เป็นคนดูแลสนามหญ้า สอนเด็กๆเล่นกระดานโต้คลื่น และซ่อมคอมพิวเตอร์

แต่ทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่มีเฮดเซตตัวไหนที่ทำให้ Luckey พอใจแม้แต่รุ่นเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสิทธิภาพ หรือราคา จนเกิดเป็น pain point ให้อยากจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ

จนเป็นที่มาของ PR1 แว่นรุ่นต้นแบบที่เขาสร้างขึ้นเองในโรงรถของที่บ้าน ขณะอายุเพียงแค่ 17 ปี

Luckey โพสต์อัพเดทการพัฒนาแว่น VR ของตัวเอง ในฟอรัม MTS3D ชุมชนของนักพัฒนาและผู้สนใจ VR อยู่ตลอด และเตรียมวางขายแว่นรุ่นที่ 6 ซึ่งใช้ชื่อว่า RIFT ผ่านการระดมทุนใน Kickstarter 

พร้อมตั้งสตาร์ทอัพของตัวเองในชื่อ Oculus VR หลังตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพื่อมุ่งมั่นในด้านนี้อย่างเต็มตัว

 

โตไวใน18เดือน

 

 

แม้แว่นรุ่นต้นแบบฝีมือ Luckey จะมีสภาพเหมือน “แผ่นเซอร์กิตบอร์ดที่มีสายระโยงระยางเชื่อมกันด้วยเทปและกาวร้อน” มากกว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จที่วางขายได้

แต่ประสิทธิภาพของมัน ก็มากพอจะทำให้ Brendan Iribe ซึ่งคลุกคลีในอุตสาหกรรมเกมมานาน ยอมสนับสนุนเงินในโครงการหลายพันดอลลาร์ พร้อมเข้ารับตำแหน่ง CEO ของบริษัทในเวลาต่อมา

โครงการของ Luckey ยังได้รับความสนใจจาก Gabe Newell กรรมการผู้จัดการของ Valve ด้วย จนสามารถระดมทุนได้ถึง 2.4 ล้านดอลลาร์

หรือคิดเป็น 974% ของที่ Luckey ตั้งใจไว้

จากที่เริ่มต้นในแบบ “มือสมัครเล่น” บริษัทก็โตขึ้นแบบพรวดพราดทันทีทันใด

เพราะไม่ถึงปีหลังการระดมทุนใน Kickstarer บริษัทก็หาทุนเพิ่มได้ถึง 16 ล้านดอลลาร์จากนักลงทุน venture capital และพุ่งไปถึงหลัก 75 ล้านดอลลาร์ ด้วยการสนับสนุนจาก Marc Andreessen ในเดือนธันวาคม 2013

กระทั่งถูกซื้อโดย Facebook ด้วยวงเงินกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ในเดือนมีนาคม 2014

รวมระยะเวลาจากการระดมทุนครั้งแรก ในเดือนสิงหาคม 2012 จนถึงการซื้อขายครั้งนี้ เพียงแค่ 18 เดือนเท่านั้น

แม้จะไม่มีการเปิดเผยจำนวนหุ้นที่ Luckey ถือไว้ แต่มีการประเมินว่าการเทกโอเวอร์ที่เกิดขึ้น ทำให้หนุ่มสติเฟื่องรายนี้ น่าจะมีทรัพย์สินแตะหลัก 700 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

 

AHEAD TAKEAWAY

 

 

หลังการเทกโอเวอร์ Luckey ยังคงทำงานในบริษัทต่อ ในฐานะพนักงานของ Facebook ก่อนจะแยกตัวออกไป เมื่อเดือนมีนาคม 2017

ท่ามกลางข่าวลือที่คลุมเครือว่าการแยกทางครั้งนี้เป็นการตัดสินใจของเจ้าตัวเอง หรือเชิญออกกันแน่

แต่ไม่ว่าอย่างไร Luckey ก็กลายเป็นวัยรุ่นพันล้านไปเรียบร้อย จากการเทกโอเวอร์ครั้งนี้

คำถามที่ตามมา คือผู้ประกอบการคนอื่นๆ สามารถเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง

  • สิ่งแรกคือ “พลังของ Crowdfunding” เพราะไม่เพียงจะช่วยให้ Luckey ได้เงินมาพัฒนาระบบ VR ตามที่ต้องการแล้ว มันยังเป็นการเผยแพร่การรับรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์/บริการออกไปสู่วงกว้างด้วย
    แต่การจะบรรลุเป้าหมายที่ว่ามานี้ได้ ก็ขึ้นกับการหากลุ่มเป้าหมายได้ถูกต้องด้วย
  • ถัดมา คือ “The User Interface Moment” หรือชั่วขณะที่เทคโนโลยีนั้นๆ ถูกทำให้จับต้องได้สำหรับคนทั่วไป เพราะก่อนหน้าที่ Rift จะถูกผลิตขึ้นนั้น การรับรู้เกี่ยวกับแว่น VR มีน้อยถึงน้อยมาก และที่มีอยู่นั้น ก็ล้วนแต่ใช้งานยากการที่ Luckey สามารถพัฒนาให้ User Interface ของมันเข้าใจได้ง่ายสำหรับคนทั่วไป ก็คล้ายกับตอนที่ Marc Andreessen พัฒนาให้เบราเซอร์ Mosaic เป็นเรื่องง่ายๆสำหรับผู้คนในยุคบุกเบิกของอินเตอร์เน็ต หรือ Steve Jobs ทำให้สมาร์ทโฟนแบบจอสัมผัสกลายเป็น “เรื่องเบสิค” ของพวกเรานั่นเอง
  • ความเป็น “องค์กรที่สร้างการพัฒนาแบบก้าวกระโดด” หรือ “Exponential Organizations” ความสำเร็จของ Luckey ก็คล้ายๆกับสตาร์ทอัพดังๆอื่นๆ อย่าง Instagram, Airbnb หรือ Whatsapp ที่เกิดจากคนจำนวนไม่มาก แต่นำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาสำหรับผู้คนในวงกว้าง และค่อยๆเติบโตผ่านคอมมูนิตี้ ก่อนขยายไปสู่ระดับมหาชนในที่สุด
  • “แพสชั่นอยู่เหนือทุกสิ่ง” หลายๆสตาร์ทอัพถูกตั้งขึ้นโดยที่ผู้ก่อตั้งไม่ “อิน” กับสิ่งที่ทำหรือเป้าหมายอย่างจริงจัง ขณะที่ Luckey นั้นหงุดหงิดกับแว่น VR ที่เคยวางในท้องตลาด และจุดเริ่มต้นของการอยากเล่นเกม VR ดีๆ จนตัดสินใจทุ่มสุดตัวเพื่อให้ถึงเป้าหมาย ก็จุดประกายให้เกิดเรื่องอื่นๆตามมา

 

และนั่นทำให้ชื่อของเจ้าตัวกลายเป็นสัญลักษณ์ของแว่น Virtual Reality ยุคใหม่โดยปริยาย แม้จะไม่ได้มีส่วนร่วมกับบริษัทอีกแล้วก็ตาม

 

เรียบเรียงจาก

From $2M to $2B in 18 Months

Finally, VR for Everyone

 

 สำหรับเพื่อนๆที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรม และธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน