Timeline : กว่าจะเป็น Mark Zuckerberg

ทุกความสำเร็จล้วนมีจุดเริ่มต้น กว่าจะเป็น Mark Zuckerberg ที่เรารู้จักในวันนี้ กว่าจะเป็น Facebook ที่คนครึ่งค่อนโลกเข้าใช้ จุดเริ่มต้นคือการสร้างเว็บที่ผิดกฎมหาวิทยาลัยเมื่อ 15 ปีก่อน

ในโอกาสที่พี่มาร์คเป่าเค้กฉลองวันเกิดอายุครบ 34 ปี ไปเมื่อ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา เราจึงขอพาทุกท่านขึ้นไทม์แมชีน สัมผัสการเดินทางตั้งแต่จุดเริ่มต้นในหอพักนักศึกษามาจนถึงบัดนี้

 

นับหนึ่งในหอพัก

 

 

ในปี 2003 ณ หอพัก Kirkland House แห่งมหาวิทยาลัย Harvard พี่ Mark เป็นนักศึกษาปี 2 เขาเริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ ‘Facemash’ ขึ้นด้วยการแฮ็กข้อมูลรูปภาพของเพื่อนร่วมชั้นมาจากฐานข้อมูลทะเบียนของโรงเรียน ในชั่วโมงแรกที่เปิดขึ้น มีผู้เข้าชม 450 คน คิดเป็นยอดวิวประมาณ 22,000 ครั้ง ทว่าเพียงไม่กี่วันให้หลัง Harvard ก็สั่งปิดเว็บนี้ลงเนื่องจากชัดเจนว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์และมีข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย

บทสรุปคือเขาถูกลงโทษจากทางมหาวิทยาลัยด้วย แต่ยังได้รับอนุญาตให้เรียนได้ต่อไป

 

Thefacebook

 

 

หลังจาก Facemash ถูกปิดไป หนุ่มน้อยวัย 19 ก็สร้างเว็บไซต์ Thefacebook ขึ้นแทนในวันที่ 4 ก.พ. 2004 โดยมีคำนิยามเว็บว่า “เชื่อมต่อผู้คนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของวิทยาลัย” ซึ่งชัดเจนว่าเปิดขึ้นเพื่อการใช้ในกลุ่มเพื่อนนักศึกษาของเขาเท่านั้น

แต่การเปิด Thefacebook ก็ไม่ได้ราบรื่นอีกเช่นกัน นักศึกษารุ่นพี่อย่าง Cameron Winklevoss, Tyler Winklevoss และ Divya Narendra อ้างว่าเขาตกลงกันไว้ก่อนแล้วว่าให้สร้างเว็บ HarvardConnection.com ขึ้น แต่ปรากฏว่ารุ่นน้องตัวแสบไม่ทำตามที่รับปาก แอบไปงุบงิบเปิด Thefacebook ด้วยไอเดียที่ได้จาก 3 รุ่นพี่

ทั้งสามถึงกับยื่นฟ้องเป็นจริงเป็นจังในปี 2008 ซึ่งเรื่องไปจบตรง Facebook ตัดสินใจมอบหุ้นของบริษัทให้เป็นจำนวน 1.2 ล้านหน่วย… คิดเป็นมูลค่าถึงกว่า 300 ล้านดอลลาร์เมื่อพวกเขาเปิดขาย IPO

 

เติบโตอย่างรวดเร็ว

 

 

ภายในเพียงเดือนเดียว Thefacebook เติบโตอย่างก้าวกระโดด นักศึกษาของ Harvard ครึ่งมหาวิทยาลัย สมัครเข้าใช้งานเว็บนี้ ซึ่งเมื่อมองเห็นทิศทางของการเติบโต Mark จึงขยายขอบเขตการใช้งานไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ เช่น Yale, Columbia และ Stanford ในเดือน มี.ค. 2004

เขายังแต่งตั้งเพื่อนๆ อย่าง Dustin Moskovitz, Eduardo Saverin, Andrew McCollum และ Chris Hughes ให้เป็น ‘ผู้ร่วมก่อตั้ง’ มีหน้าที่ช่วยจัดการกับความเติบโตของเว็บ และทำให้กลายเป็นธุรกิจเต็มตัว

 

พบเจอคนสำคัญ

 

 

แม้ของเขตการใช้เว็บจะอยู่ในวงไม่กว้างนักอย่างบรรดานักเรียนนักศึกษา ฟีเจอร์ก็ยังมีไม่มาก แต่ไม่กี่เดือนหลังเปิดเว็บ พวกเขาก็สามารถขายโฆษณาได้แล้ว

แม้จะเป็นผู้ก่อตั้ง แต่ Mark ไม่ได้วางตำแหน่งให้ตัวเองเป็นประธาน ช่วงกลางปี 2004 เขาดึง Sean Parker ผู้ร่วมสร้าง Napster เข้ามาเป็นประธานคนแรก

ในปีเดียวกันนั้น Zuckerberg ลาออกจาก Harvard เพื่อปั้นกิจการเต็มตัว ทั้งยังได้พบกับเพื่อนนักเรียนสาวเชื้อสายจีนเวียดนาม Priscilla Chan ในงานปาร์ตี้แห่งหนึ่ง และได้รดน้ำพรวนดินปลูกต้นรักด้วยกันในเวลาต่อมา “ในเดตแรกของเรา เขาบอกว่าเขาเลือกจะออกมาเที่ยวกับฉัน มากกว่าจะอยู่บ้านเพื่อทำการบ้านกลางภาค” เธอกล่าว

 

ออฟฟิศแห่งแรก

 

 

พร้อมๆ กับการเป็นสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีที่ซีเรียสในการทำงาน ออฟฟิศของ Facebook ซึ่งหาที่เช่าแห่งแรกได้ในใจกลางเมืองปาโต อัลโต, แคลิฟอร์เนีย ยังจัดเป็น ‘party hub’ ที่แฮงก์เอาต์ของกลุ่มเพื่อนในแทบทุกเย็น

กระนั้น ที่นั่นก็ไม่ใช่บริษัทใหญ่โตอะไร เป็นเพียงโฮมออฟฟิศลักษณะตึกแถว ขนาดไม่กี่ห้องเท่านั้น

และภาพที่เห็นจนชินตาคือ Zuckerberg ใส่เสื้อยืดกางเกงขาสั้น เดินเท้าเปล่าไปมา…แถมมือยังถือแก้วเบียร์อีกต่างหาก

 

Peter Thiel กับ Elon Musk

 

 

หลังจากย้ายเข้าสู่ออฟฟิศแรกได้ไม่กี่วัน Facebook ก็สามารถระดมทุนก้อนแรกได้จากนักลงทุนภายนอก เป็นจำนวน 500,000 ดอลลาร์ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน Peter Thiel กับ Elon Musk ที่เวลานั้นอยู่ในฐานะสองผู้ก่อตั้ง PayPal นั่นเอง

 

เปิดตัว News Feed

 

 

พ.ค. 2005 Facebook สามารถระดมทุนได้เพิ่มอีกที่ 13.7 ล้านดอลลาร์ และในอีกปีถัดมา พวกเขาก็เปิดตัวฟีเจอร์ News Feed อัพเดตกิจกรรมของเพื่อนแบบรีลไทม์ และกลายเป็นฟีเจอร์ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของพวกเขามาจนถึงวันนี้

ปลายปี 2007 Mark ได้พบกับ Sheryl Sandberg ในงานคริสต์มาสปาร์ตี้ แม้หลังจากนั้นจะไม่ใช่นิยายรัก แต่คงถือว่าเป็นอีกหนึ่งหลักหมุดสำคัญในการเติบโตของโซเชียลมีเดียเจ้านี้

เวลานั้น Sandberg กำลังจะรับตำแหน่งใหม่กับทาง Washington Post แต่เธอก็เปลี่ยนใจเข้ารับงานกับ Facebook แทน ภายหลังการพูดคุยกับ CEO ของบริษัท ซึ่งต้องการให้สาวรุ่นพี่มาทำหน้าที่ประธานฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และนับเป็นสมาชิกหญิงคนแรกในบอร์ดบริหารด้วย

พัฒนาการของ Facebook เมื่อมี Sandberg ร่วมงาน เป็นไปอย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อได้แรงส่งอย่างการเติบโตของสมาร์ทโฟน ยิ่งทำให้มีผู้ใช้งาน Facebook เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

 

สร้างอิทธิพลในเวทีโลก

 

 

ในปี 2009 Facebook เติบโตขึ้นจนไม่สามารถปักหลักอยู่ในโฮมออฟฟิศที่ปาโต อัลโต ได้อีกต่อไป พวกเขาตัดสินใจย้ายไปบ้านใหม่ที่ใหญ่โตกว้างขวางและเพียบพร้อมกว่ากันมาก ที่ Stanford Research Park กระนั้นในอีก 2 ปีถัดมา ก็ถึงคราวย้ายบ้านเสียอีกรอบ ไปยังออฟฟิศเก่าของ Sun Microsystems

ขณะที่ความนิยมที่มีต่อ Facebook ขยายจากรั้วมหาวิทยาลัยสู่เมือง จากเมืองสู่ประเทศ และจากประเทศสู่นานาประเทศ จนพบว่าช่วงปลายปี 2010 มียอดวิวถึงหลักล้านล้านครั้งต่อเดือน

ก.พ. 2011 Facebook กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งกับการเมืองในประเทศอียิปต์ ขณะที่ตัวของ Zuckerberg ก็ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้าง ถูกรับเชิญขึ้นกล่าวในงานสัมมนาหลายแห่ง รวมถึงนิตยสาร Time ยกให้เขาเป็น ‘บุคคลแห่งปี’ ประจำปี 2010 ด้วย

 

เปิดขายหุ้น IPO

 

 

พ.ค. 2012 Facebook ก้าวเข้าสู่การเป็นบริษัทมหาชน ด้วยการเปิดขายหุ้น IPO ครั้งประวัติศาสตร์ ทำเงินได้ถึงกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ และทำให้ Zuckerberg กลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกลำดับที่ 29 ทันที

ปีเดียวกันนั้น เขาจัดทำหนังสือ ‘Little Red Book’ แจกเป็นการภายในแก่พนักงานในบริษัทของตน แม้จะมีถ้อยคำหลายประโยคออกไปในเชิงโฆษณาชวนเชื่อ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาประกาศชัดในหนังสือคือการจะปักหลักกับเว็บไซต์เดิมอย่าง facebook.com ไปตลอดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ไม่นับรวมการเพิ่มแอพพลิเคชันในเครือลักษณะอื่น) ไม่ว่าบริษัทจะเติบโตไปขนาดไหนก็ตาม

และหนึ่งวันให้หลังจากการขาย IPO Zuckerberg ก็กลายเป็น ‘เจ้าบ่าวคนใหม่’ ด้วยการเข้าพิธีวิวาห์กับแฟนสาว Priscilla Chan

 

ฮุบ Instagram, Oculus, WhatsApp

 

ด้วยทุนมหาศาลที่ได้จากการขายหุ้น Facebook จึงไม่หยุดการทำธุรกิจเอาไว้เพียงแพลตฟอร์มเดียว ปี 2012 พวกเขาทุ่มทุน 1,000 ล้านดอลลาร์เข้าเทคโอเวอร์แอพพลิเคชันแชร์ภาพถ่าย Instagram มาเป็นเจ้าของ

การฮุบกิจการในครั้งนี้ ยังเป็นการสื่อความถึงว่าตลาดโซเชียลมีเดียโลก จะมี Facebook เป็นเบอร์ 1 เพียงเจ้าเดียวเท่านั้น

มี.ค. 2014 Zuckerberg ยังนำพาบริษัทเข้าสู่สายงานเทคโนโลยีใหม่ ด้วยการเทคโอเวอร์ Oculus ผู้ผลิตเฮดเซ็ตภาพเสมือนจริง virtual-reality (VR) ในวงเงิน 2,000 ล้านดอลลาร์

อีกทั้งก็ยังมีการทุ่มทุนครั้งใหญ่อีก 19,000 ล้านดอลลาร์ เข้าฮุบกิจการแอพโซเชียลด้านการสนทนา WhatsApp ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงในทวีปอเมริกา มาครอง พร้อมกับได้ตัว Jan Koum ผู้ร่วมก่อตั้ง WhatsApp มานั่งเก้าอี้บอร์ดบริหาร Facebook อีกคน

มีเพียง Snapchat เท่านั้นที่บอกปัดเงินจำนวน 3,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ยอมให้ Facebook เข้าถือครองกิจการ

 

รวยอย่างเดียวไม่พอ

 

 

เมื่อครั้งที่ Facebook ครบรอบ 1 ทศวรรษในปี 2014 มีการเผยข้อมูลยอดผู้ใช้ทั่วโลกว่ามากถึงหลัก 1,230 ล้านคนต่อเดือน การเติบโตของตัวเองพร้อมๆ กันกับการคว้าแอพทั้ง 3 เข้ามาบริหาร ทำให้พวกเขาต้องการพื้นที่ออฟฟิศใหม่อีกครั้งเพื่อรองรับพนักงานกว่า 2,800 คน และไปลงตัวที่ เมนโล พาร์ค, แคลิฟอร์เนีย

ความใหญ่โตของ Facebook นำมาซึ่งความใหญ่โตของกระเป๋าสตางค์ Zuckerberg เช่นเดียวกัน แต่นอกจากรวยแล้วก็ยังใจบุญด้วย – เขากับภรรยาร่วมกันก่อตั้งองค์กรการกุศล Chan Zuckerberg Initiative (CZI) ขึ้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้เงินทุนไปกับ ‘โลกที่ดีกว่า’ เช่นโครงการป้องกัน 4 โรคร้าย หรือปลุกปั้นวิศวกรและโปรแกรมเมอร์

ครั้งที่ภรรยาคลอดลูกคนแรกของทั้งคู่ (ชื่อว่า Max) Zuckerberg ตัดสินใจรับขวัญลูกสาวด้วยการบริจาคหุ้น Facebook ที่ตัวเองถืออยู่ 99% เข้าสู่ CZI คิดเป็นเงินถึงกว่า 45,000 ล้านดอลลาร์

“เช่นเดียวกับพ่อแม่คนอื่นๆ เราต้องการให้ลูกเติบโตขึ้นมาในโลกที่ดีกว่าของเราในวันนี้”

อย่างไรก็ดี แม้จะบริจาคหุ้น 99% ไปแล้ว แต่อำนาจบริหาร Facebook ก็ยังคงเป็นของพี่มาร์คอยู่อย่างเบ็ดเสร็จ

 

เจ้าของบ้าน 5 หลัง

 

 

ในชีวิตประจำวัน Zuckerberg ใช้รถบ้านราคาประหยัดอย่าง Volkswagen GTI ราคา 3 หมื่นดอลลาร์เท่านั้น แต่ก็มีรายงานว่าเขาแอบทุ่ม 1.3 ล้านดอลลาร์ คว้าเอาซูเปอร์คาร์สัญชาติอิตาเลียน Pagani Huayra มาเป็นเจ้าของด้วยเหมือนกัน

ส่วนกับที่พัก นอกจากการซื้อคฤหาสน์ราคา 7 ล้านดอลลาร์ในย่านปาโต อัลโต มาเป็นเรือนหอเมื่อปี 2011 แล้ว เขายังเทอีก 45 ล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ ‘บ้านอีก 4 หลังรอบๆ’ ด้วย

…เพื่อความเป็นส่วนตัว

 

เผชิญพายุลูกใหญ่

 

 

นับว่า 2017 ต่อ 2018 ถือเป็น ‘วิกฤตการณ์’ ครั้งใหญ่สุดนับตั้งแต่ Facebook ก่อตั้งขึ้นเป็นเวลา 14 ปี โดยเฉพาะกรณี Cambridge Analytica ที่มีการลักลอบใช้ข้อมูลผู้ใช้งานกว่า 87 ล้านรายในแคมเปญหาเสียงของประธานาธิบดี Donald Trump จนนำมาซึ่งการต้องเข้าให้การต่อสภาคองเกรส และกระแส #DeleteFacebook ในทวิตเตอร์ ที่มีคนดังอย่าง Elon Musk, Brian Acton, Will Ferrell, Cher, Jim Carrey, Steve Wozniak เข้าร่วมด้วยการลบบัญชี Facebook ส่วนตัว

มีการประเมินจาก New York Times ว่า Facebook สูญเสียมูลค่าหลักทรัพย์ไปถึง 100,000 ล้านดอลลาร์ จากความเสียหายเหล่านี้

 

AHEAD TAKEAWAY

ไม่ว่าอย่างไร การเติบโตของ Facebook ก็ยังคงเป็นไปโดยไม่หวั่นกระแสแง่ลบ รายงาน Global Digital ระบุว่า ยอดผู้ใช้ทั่วโลกประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 อยู่ที่ 2,234 ล้านคน ซึ่งถือว่าขยับขึ้นจากผลสำรวจเมื่อเดือน ม.ค. ราว 100 ล้านคนด้วยกัน

Facebook ยังคงเป็นและจะเป็น ‘โซเชียลมีเดียเบอร์ 1 โลก’ ไปอีกนาน ด้วยจำนวนผู้ใช้ระดับนี้ ที่ฉีกระยะจากผู้ตามอย่าง YouTube (1.5 พันล้าน) หรือ WeChat (1 พันล้าน) อยู่ห่างไกล

ขณะเดียวกัน ต้นเดือนที่ผ่านมา Zuckerberg ยังขึ้นประกาศในงาน F8 ถึงการพัฒนาในหลายจุดของทั้ง Facebook และแอพในเครือ เช่นการเตรียมสร้างฟีเจอร์หาคู่, ยืนยันการวางตลาดแว่น VR และการเพิ่มฟีเจอร์ให้ Messenger, WhatsApp หรือ Instagram

ผู้ใช้สองพันกว่าล้าน, มีแอพในความดูแล 4-5 ราย, Zuckerberg กลายเป็นมหาเศรษฐีและผู้ทรงอิทธิพล, Facebook ยังคงพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง, ฯลฯ และ ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ ล้วนเกิดขึ้นจากการก้มหน้าสร้าง Facemash ในห้องพักเล็กๆ เมื่อ 15 ปีที่แล้ว

 

เรียบเรียงจาก
CEO of Facebook just turned 34 years old. Here are 33 photos of Facebook’s rise from a Harvard dorm room to world domination
A look at the life, career, and controversies surrounding one of the richest people in the world

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Comments

comment

Shut Waroonkupt

Shut Waroonkupt

อดีตผู้สื่อข่าวและบรรณาธิการนิตยสารฟุตบอล เจ้าของเพจ Soccer Fever Magazine นาทีนี้กำลังก้าวเข้าสู่โลกใหม่ของตัวเองที่ Ahead Asia
Shut Waroonkupt