เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว ที่ Travis Kalanick ถูกบีบให้ลงจากตำแหน่ง CEO ของ Uber เพื่อเปิดทางให้ Dara Khosrowshahi เข้ารับตำแหน่งแทน

เมื่อสตาร์ทอัพอันดับหนึ่งด้าน ride-hailing ต้องเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากปัญหามากมายที่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารชุดเก่าสร้างทิ้งไว้

นับจากเดือนสิงหาคมปีที่แล้วเป็นต้นมา งานหลักของอดีตผู้บริหาร Expedia มีสองเรื่องหลักๆคือ

หนึ่ง – คอยตามแก้ปัญหาที่ Kalanick และพรรคพวกก่อขึ้น

และสอง – สร้างให้ Uber เติบโตกว่าแค่การเป็นแอพให้บริการเรียกแท็กซี่

Khosrowshahi ทำการผ่าตัดรักษา Uber หลายต่อหลายครั้ง ทั้งการรับข้อเสนอซื้อหุ้นใหญ่จาก SoftBank ของ Masayoshi Son การถอนการให้บริการจากหลายๆส่วนของโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฯลฯ

ขณะเดียวกัน ก็เริ่มวางรากฐานสำหรับก้าวต่อไปของบริษัทไปพร้อมๆกัน หนึ่งในนั้นคือการซื้อกิจการของ Jump สตาร์ทอัพด้วย bike-sharing ด้วยมูลค่า 150-200 ล้านดอลลาร์ เมื่อเร็วๆนี้

รวมถึงการจับมือกับบริการรถโดยสารสาธารณะอื่นๆ โดยเฉพาะการแชร์ข้อมูลการจราจร เพื่อพา Uber ก้าวไปสู่การเป็น “พันธมิตรในการเดินทางสำหรับคนเมืองในระยะยาว” รวมถึงโปรเจกต์ในอนาคต อย่าง “แท็กซี่บิน” Uber Elevate ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

เกิดอะไรขึ้นเมื่อสตาร์ทอัพด้าน ride-hailing หันไปให้ความสำคัญกับบริการรูปแบบที่แตกต่างจากธุรกิจหลักของบริษัท

หาคำตอบได้ในการพูดคุย ระหว่าง CEO เชื้อสายอิหร่าน กับ Andrew J. Hawkins แห่ง The Verge ได้ที่นี่

 

เพิ่มมิติให้การเดินทาง

 

 

หนึ่งในโปรเจกต์ใหม่ของ Uber ที่ได้รับการจับตามากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา คงไม่พ้นการเปิดตัว Uber Elevate บริการแท็กซี่บิน ที่เกิดจากความร่วมมือกับ NASA และอีกหลายองค์กร

แต่ CEO วัย 48 ของ Uber ก็ยืนยันว่าไม่มีโครงการไหนเพียงโครงการเดียว ที่จะชี้ชะตาทุกอย่างของบริษัท แต่เป็นการผสมผสานการเดินทางรูปแบบต่างๆ ต่างหาก ที่จะช่วยให้บริษัทแตกต่างจากผู้ให้บริการ ride-hailing รายอื่นๆ

“ผมมองตั้งแต่แรกว่าอนาคตของ Uber จะไม่ได้หยุดอยู่แค่รถยนต์อย่างเดียว เราต้องขยายให้กว้างไปกว่าเดิม เพราะอีกไม่นาน ทุกเมืองก็จะมีผู้ให้บริการแชร์รถเหมือนกันหมด ฉะนั้น เราถึงต้องมองในมุมที่ต่างออกไป ด้วยตัวเลือกที่มากขึ้น

“ผมถึงเลือกที่จะเปลี่ยน Uber จากแพลตฟอร์ม car-sharing เป็น แพลตฟอร์มการเดินทางในเมืองแทน ผมกับคนในทีมนั่งหารือกันว่าเรามีทางเลือกไหนบ้างที่จะตอบโจทย์ได้ต่อไปอีก 20-30 ปีข้างหน้า เรามองว่าการเพิ่มมิติในการเดินทางในตัวเมืองเป็นส่วนผสมที่จำเป็น การซื้อกิจการของ Jump ก็เป็นส่วนหนึ่งในแผน

“ของพวกนี้เกิดจากไอเดียเบื้องต้นที่น่าสนใจ แต่การจะทำให้มันโตได้ ต้องใช้ทั้งความคิดและความร่วมมือกันอย่างดี คุณจะเริ่มจากทางเลือกเดียว จะเป็นจักรยาน เป็นรถ เป็นอะไรก็แล้วแต่ ไปสู่โลกที่มีตัวเลือกหลากหลาย เช่นคุณอาจขี่ Jump เพื่อไปต่อแท็กซี่บินที่ Skyport เพื่อไปลงที่สนามบินก็ได้ งานของเราคือทำให้คุณสามารถสลับไปมาระหว่างตัวเลือกพวกนี้ได้ราบรื่นที่สุด”

 

Elevate ออกบินในอีกห้าปี

 

 

ตามโรดแมปที่ได้ประกาศไว้ Elevate จะเริ่มทำการทดสอบในอีกสองปีข้างหน้า คือปี 2020 จากนั้น จะเข้าสู่การให้บริการอย่างเป็นทางการ ภายในปี 2023

ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญอีกคำถาม ก็คือ Uber พร้อมแค่ไหน สำหรับการเดินทางรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน?

“การเดินทางด้วยการบินมีสถิติปลอดภัยสูงสุดในทุกประเภท การได้ร่วมงานกับ FAA, NASA และขนส่งของแต่ละเมือง ทำให้เราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ สิ่งที่เราทำคือพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่ และขยายออกไปให้ไกลกว่าที่ธุรกิจการบินแบบเดิมเคยทำ”

“สิ่งที่เราพยายามทำอยู่คือตั้งเป้า และสร้างความเชื่อมั่น เพื่อดึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มาร่วมกันผลักดัน งานของผมคือการคุยแบบเปิดอกกับคนที่เกี่ยวข้อง และถามว่าพร้อมสำหรับการทดสอบในปี 2020 รึยัง ส่วนใหญ่จะตอบว่าได้

“เรายังมีพันธมิตรอีกมากที่พร้อมสนับสนุน หลังจากเห็นศักยภาพของโครงการ และสิ่งที่เราลงมือทำไปแล้ว เรากำลังวางโรดแมปเพื่อให้มันสามารถใช้ในระบบสาธารณะได้ ไม่ใช่สำหรับคนรวยหรือรวยเวอร์ๆเท่านั้น แต่มันจะต้องเปิดกว้างสำหรับคนเดินทางในเมืองทุกคน”

 

ตัวกลางผู้เชื่อมโยงทุกฝ่าย

Khosrowshahi มองว่าภายใต้แพลตฟอร์มนี้ บทบาทของ Uber คือคนกลางที่คอยชักนำอุปสงค์ของผู้บริโภค มาพบกับอุปทานของผู้ให้บริการต่างๆ และทำหน้าที่ควบคุมระบบให้ผู้ใช้ ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“บทบาทของเราใน ecosystem คือสร้างอุปสงค์ และคอยควบคุม” ผู้บริหาร Uber อธิบาย “เราวางตัวเองให้เป็นคนที่คอยรวบรวมตัวเลือกหลากหลายเข้าด้วยกัน เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด ผ่านการชำระเงินเพียงครั้งเดียว”

“ขณะเดียวกัน เราก็ต้องมองตัวเลือกไว้หลายๆแบบ อย่างในเม็กซิโก ซิตี้ เรากำลังทดสอบยานพาหนะที่บรรทุกผู้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก ถ้าคุณไปที่ลากอส จะเห็นว่ารถโดยสารสาธารณะที่มีคนอัดกันแน่นมีมานานแล้ว เพียงแต่มันยังมีปัญหาเรื่องตารางเวลาและราคาอยู่ นั่นแปลว่ายังมีอีกหลายอย่างต้องแก้ไข”

“เมื่อเราวาง Uber ให้เป็นแพลตฟอร์มที่คุณจากจุด A ไปจุด B เราเชื่อว่ารถบัสและรถไฟจะมีส่วนในแผนนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นคนวางโครงสร้างพื้นฐานเองทั้งหมด อย่าง Elevate เราก็ไม่ได้เป็นผู้สร้าง ที่เราทำคือหาพันธมิตร วางมาตรฐาน เจรจา และรับฟังข้อมูลว่าเครือข่ายจะมีหน้าตาแบบไหน เราเปิดกว้างมากสำหรับพันธมิตรทุกรูปแบบ ทั้งผู้ให้บริการ ฝ่ายเมือง ฝ่ายที่ออกกฏหมายและดูแล เพื่อรวมรถเมล์และรถไฟสาธารณะไว้ในแอพของเรา”

 

จาก Expedia ถึง Uber

หนุ่มใหญ่ชาวอิหร่าน เป็นตัวเลือกที่เซอร์ไพรส์สำหรับหลายๆคนในการมารับงานแทน Kalanick เพราะแทบไม่มีข่าวคราวเกี่ยวกับเจ้าตัวเลย ก่อนจะเข้ารับตำแหน่ง

แต่หากพิจารณาจากผลงานตั้งแต่ปี 2001 ที่เจ้าตัวปั้น Expedia จนประสบความสำเร็จ และเป็นหนึ่งใน CEO ที่มีรายได้มากที่สุดในโลกแล้ว ก็อาจเป็นคนที่เหมาะสมจะเข้ามากอบกู้สถานการณ์ของบริษัทก็ว่าได้ และนี่คือมุมมองของเจ้าตัวต่อความแตกต่างของทั้งสององค์กร

“Expedia มีส่วนกระตุ้นให้คนออกเดินทางมากขึ้น มันเป็นการเปิดโลกใหม่ให้กับผู้คน และผู้บริโภคก็สามารถเลือกทางของตัวเองได้ ผลคือมันทำให้เกิดการเดินทางมากกว่าเดิม และคนที่มีแบ็กกราวด์ต่างกันได้มาเชื่อมโยงกัน ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นสิ่งดี

“ส่วนที่ Uber ทำอยู่คือช่วยให้การเดินทางและเชื่อมโยงภายในแต่ละเมืองเป็นไปอย่างสะดวกสบาย การที่คุณสามารถหาพาหนะโดยสารที่ปลอดภัย ไว้ใจได้ และถูกสำหรับทุกคน เป็นเรื่องสำคัญมาก

“เราไม่ได้เลือกทำธุรกิจแค่ในแมนฮัตตันที่กำไรสูงๆที่เดียว เราพยายามจะไปในทุกๆที่ และมันก็นำเราไปเจอโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เหมือน ไมอามี่ ที่ไม่มีบริการดิลิเวอรี่ เพราะทุกคนคิดว่ามันไม่เวิร์ค ก็เป็นโอกาสให้เราเปิดให้บริการ Eats”

 

อนาคตของรถไร้คนขับ

 

 

อุบัติเหตุระหว่างการทดสอบรถไร้คนขับเมื่อเดือนมีนาคม จนส่งผลให้ Elaine Herzberg เสียชีวิตนั้น คือเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นกับ Uber นับแต่ Khosrowshahi มารับงาน ก็ว่าได้

แต่เจ้าตัวก็ยืนกรานว่าโครงการแท็กซี่ไร้คนขับ จะยังเดินหน้าต่อไป และกำลังอยู่ระหว่างเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่ออุดช่องว่างที่เกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด

“สิ่งที่ผมโฟกัสตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องความโปร่งใส แต่ผมพยายามลงลึกในรายละเอียดให้มากที่สุด เพื่อค้นให้พบทุกตัวเลือกที่เราจะสามารถหาได้ และกลับมาทดสอบบนถนนต่อให้เร็วที่สุด เราเชิญทีมผู้เชี่ยวชาญจำนวนหนึ่งมาทำงานร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุป และหาวิธีที่จะไม่ให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีก คุณการันตีอะไรไม่ได้ แต่เราพยายามทำให้ดีที่สุด”

 

AHEAD TAKEAWAY

ปี 2017 น่าจะถือเป็นช่วงเวลาย่ำแย่ที่สุด สำหรับ Uber นับแต่ก่อตั้งมาก็ไม่ผิด

เมื่อบริษัทตกเป็นข่าวฉาวนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งเรื่องล่วงละเมิดทางเพศ วัฒนธรรมองค์กรที่แบ่งแยกเพศ สีผิว และเชื้อชาติ การถูกเปิดโปงว่าใช้เทคโนโลยีล่อหลอกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปจนถึงการลอบตกลงกับแฮ็คเกอร์เรื่องข้อมูลที่ถูกเจาะไปจากระบบ

ยังไม่นับความขัดแย้งกับบรรดาผู้ให้บริการรถสาธารณะเจ้าถิ่นทั่วทุกมุมโลก

ปัญหาทุกอย่างประดังเข้าใส่ จนสุดท้าย Travis Kalanick ถูกบีบให้ต้องอำลาจากตำแหน่ง CEO และถูกแทนที่โดย Dara Khosrowshahi เมื่อเก้าเดือนที่แล้ว พร้อมกับความเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการผ่าตัดองค์กรครั้งใหญ่ในหลายๆเรื่อง รวมถึงการขายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับ SoftBank จากญี่ปุ่นด้วย

ภารกิจสำคัญของ Khosrowshahi นั้นมีมากกว่าการตามล้างตามเช็ดปัญหาที่ผู้บริหารชุดเก่าทิ้งไว้ให้ เพราะยังมีอีกเรื่องที่สำคัญกว่า นั่นคือการยกระดับ Uber ไปอีกขั้น ในยุคที่ ride-hailing service มีกันให้เกลื่อนทั้งโลก

ในฐานะผู้นำของธุรกิจนี้ Uber จึงต้องพยายามต่อยอดด้วยรูปแบบบริการใหม่ๆ และสร้าง ecosystem ให้บริษัทเป็นมากกว่าแค่แอพเรียกแท็กซี่หรือรถโดยสารทั่วๆไป

และบางที การเลือกถอนทัพจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเร็วๆนี้ ก็อาจไม่ได้มาจากแรงหนุนของ Masayoshi Son นายใหญ่ของ SoftBank เพียงอย่างเดียว

แต่อาจเป็นเพราะ CEO ของ Uber ไตร่ตรองแล้วว่ามันคงจะดีกว่าหากยอมถอยหนึ่งก้าว เพื่อมาเริ่มต้นใหม่ในวิถีที่ต่างออกไป

ดีกว่าจะดื้อดึงเล่นเกมแบบเดิมๆ แล้วสูญเสียสถานะของผู้นำในธุรกิจ กลายเป็นแค่ผู้เล่นรายหนึ่งที่ต้องดิ้นรนเพื่อแย่งชิงเค้กชิ้นเล็กๆในส่วนแบ่งการตลาดในซักวัน

 

เรียบเรียงจาก

OUR FUTURE WON’T JUST BE CARS

 

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรม และธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD.ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน