ผลสำรวจจาก Deloitte เมื่อปี 2018 พบว่า คนกลุ่ม มิลเลนเนียล (นับรวมทั้ง Gen Y ที่เกิดระหว่าง 1983-1994 รวมถึง Gen Z ที่เกิดระหว่าง 1995-1999) ประสบปัญหากับการปรับตัวและทำงานในองค์กร ด้วยหลายๆเหตุผล

หนึ่งในนั้น คือความรู้สึกที่ว่าตัวเองยังขาดทักษะบางอย่างที่จำเป็นไป โดยเฉพาะในกลุ่ม Soft Skills และนี่คือ 4 ทักษะในกลุ่มนี้ ที่คนยุค มิลเลนเนียล ต้องการ เพื่อพัฒนาตัวเองและไต่ระดับขึ้นไปให้สูงกว่าที่เป็นอยู่

 

#1

มนุษยสัมพันธ์ (Interpersonal Skills)

 

 

เจฟฟ์ ไวเนอร์ ซีอีโอของ LinkedIn มองว่าคนยุคมิลเลนเนียลนั้น มีทักษะการทำงาน หรือทักษะเฉพาะที่ดีอยู่แล้ว

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนกลุ่มนี้ กลับเป็นเรื่องทักษะในการสื่อสาร รวมถึงมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญทำให้โอกาสในหน้าที่การงานไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร

ไวเนอร์ ได้ให้คำแนะนำแบบคร่าวๆสำหรับคนที่อยากจะปรับปรุงตัวเองไว้ดังนี้

  • ตั้งใจฟัง ไม่เบี่ยงเบนการสนทนา
    ปัญหาที่เกิดระหว่างการสนทนา หลายครั้งผู้ฟังก็มีส่วนเช่นกัน ในฐานะผู้ฟังที่ดี คุณควรจะฟังสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพูดให้จบ ไม่ใช่คิดแต่สิ่งที่ตัวเองอยากจะพูดต่อ
  • พูดด้วยความมั่นใจ คุณจะไปได้ไกลขนาดไหนในสายอาชีพ การสื่อสารและแสดงออกด้วยความมั่นใจถือเป็นเรื่องสำคัญ
  • อวัจนภาษา หลายครั้งที่การสื่อสารไม่จำเป็นต้องพูด สีหน้า ท่าทาง สายตา การเคลื่อนไหว ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ
  • เคลียร์และชัดเจน ทั้งน้ำเสียงและสารที่ต้องการสื่อ
  • ให้เกียรติผู้อื่น หลายๆปัญหาในที่ทำงาน เกิดจากปฏิบัติที่ไม่ให้เกียรติกัน การแสดงออกว่าคุณใส่ใจเรื่องนี้ จะทำให้สิ่งที่คุณสื่อออกไปเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

#2

แรงกระตุ้นและความมั่นใจ (Confidence & Motivation)

 

 

งานวิจัยชิ้นนี้ซึ่งทำต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 7 พบว่าผลสำรวจเรื่องความมั่นใจนั้นอยู่ในระดับต่ำที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเป็นผลข้างเคียงจากสภาวะกดดันที่เกิดขึ้นจากบริบทต่างๆในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก

ในหนังสือ Find the Fire โดย สกอตต์ มอทซ์ ซึ่งได้ข้อมูลจากการสำรวจและสัมภาษณ์ผู้บริหารกว่าหนึ่งพันคนในทุกช่วงอายุ ยังมีข้อมูลสนับสนุนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงานตลอดช่วงหกเดือนหลังสุด จะส่งผลต่อความมั่นใจของคุณอย่างมาก ในจำนวนนี้ มีถึง 93% ที่ยอมรับว่าปัญหาที่เกิดในออฟฟิศนั้น บั่นทอนความมั่นใจและแรงกระตุ้นให้ลดลง

ทางแก้ของเรื่องนี้ คือต้องยอมรับความจริง และตรวจสอบตัวเองว่าระดับของปัญหานั้นใหญ่แค่ไหน

และสถานการณ์จะยิ่งดีขึ้น ถ้าผู้บังคับบัญชา หรือเจ้าของกิจการ ทำบางสิ่งเพื่อเรียกความมั่นใจของคนกลุ่มนี้กลับมา

 

#3

การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)

 

 

การคิดเชิงวิพากษ์ คือทักษะการคิดในการตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ด้วยการหาข้อโต้แย้ง เพื่อนำไปสู่มุมมองที่แตกต่างออกไป

ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับสิ่งที่เราเรียนรู้จากตำราเรียน แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสรรค์มุมมองใหม่ๆ หรือหาความสมเหตุสมผลให้กับเรื่องที่มีการถกเถียงกัน

และนี่คือวิธีบางส่วนในการฝึกให้คุณมีทักษะนี้

  • หัดวิเคราะห์ การนำข้อมูลต่างๆมาพิจารณา และวิเคราะห์ที่มาที่ไป หาคำตอบให้กับประเด็นต่างๆ หรือกระแสที่กำลังจะเกิด คือหลักเกณฑ์พื้นฐานที่นำไปสู่การคิดเชิงวิพากษ์
  • ตั้งคำถาม ทำไม ทำไม และทำไม? ทุกครั้งที่พยายามหาคำตอบให้กับปัญหาที่เกิดขึ้น ลองเริ่มด้วยการมองหาเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังปัญหานั้น จากนั้น ก็ต้งคำถามว่าทำไมเรื่องนั้นถึงเป็นปัญหา การทำแบบนี้จะช่วยฝึกให้คุณคิดอย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ข้ามขั้นตอน และจะช่วยให้แก้ปัญหาต่างๆได้เร็วขึ้น กว่าการคิดแบบสะเปะสะปะไม่มีแบบแผน
  • ระวังอย่าให้เกิดอคติ การไม่ยึดติดกับสิ่งที่เราต้องการได้ยินหรือรับรู้เพียงอย่างเดียว จะช่วยให้ความคิดของคุณเปิดกว้าง และมีสมดุลมากขึ้น
  • มองหาข้อมูลรอบตัว อย่าตีกรอบความคิดตัวเอง การนั่งทำงานอยู่ในคอกของตัวเองเพียงอย่างเดียว ทำให้คุณไม่ได้ฟีดแบ็กอื่นๆกลับมา บางครั้งการออกไปหามุมมองใหม่ๆเพิ่มเติมจากภายนอก ก็จะช่วยเปิดโลกทัศน์ให้กับตัวคุณเองด้วย

#4

นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ (Innovation and Creativity)

 

 

การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ บางครั้งก็อาจติดขัดได้ ด้วยอุปสรรคต่างๆรอบตัวที่เกิดขึ้น และนี่คือบางวิธีที่จะช่วยเปิดทางให้คุณสามารถฉีกกรอบเดิมๆได้

  • โอกาสหรือปัญหาที่กดดันและท้าทาย หากได้รับโจทย์หรือคำสั่งจากเจ้านายที่คุณรู้สึกว่ามันยากมากๆ นั่นคือโอกาสที่คุณจะได้พิสูจน์ตัวเองแล้ว หรือในบางโอกาส คุณก็สามารถเป็นฝ่าย “ขอ” งานในลักษณะนี้ด้วยตัวเองได้เหมือนกัน
  • ขอฟีดแบ็กจากผู้ใช้งาน หาโอกาสคุยกับผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์/บริการของคุณบ้าง เพื่อดูว่ายังมีส่วนไหนที่ต้องได้รับการปรับปรุงบ้าง บางที คุณอาจได้รู้มุมมองใหม่ๆเพิ่มเติม หรือ pain point อื่นๆที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นนวัตกรรมที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งที่คุณทำในตอนแรกก็ได้
  • ไม่ต้องพูดเยอะ ลงมือทำเลย วิธีคิดแบบ Move Fast, Break Things ของ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ยังเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลเสมอสำหรับการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ บางครั้ง “การทำไป แก้ไป” ก็ช่วยกระตุ้นความคิดคุณได้ดีเหมือนกัน

 

เรียบเรียงจาก

New Deloitte Study of 10,455 Millennials Says Employers Are Failing to Help Young People Develop 4 Crucial Skills

What Job Skill Is Most Lacking in the U.S.? LinkedIn CEO Jeff Weiner Has a Surprising Answer

2018 Deloitte Millennial Survey

 

AHEAD TAKEAWAY

รายงาน Millennial Survey ของ Deloitte ปีล่าสุด เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างของคนใน Gen Y และ Gen Z ราวๆ 12,000 คนทั่วโลก

หนึ่งประเด็นที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือทัศนคติในเชิงลบต่อการทำงานในองค์กรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

โดยเฉพาะจากความรู้สึกที่ว่ามุมมองขององค์กรหรือเจ้าของกิจการไม่ตรงกับของตน และความรู้สึกผูกพันกับองค์กรที่ลดลง ซึ่งเป็นผลจากทั้งวัฒนธรรมองค์กร และค่าตอบแทนที่ไม่เป็นตามคาด

ขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็รู้สึกว่าแม้ตนจะมีทักษะเฉพาะด้านที่สำคัญอยู่ในตัวแล้ว แต่กลับยังขาดหลายๆคุณสมบัติ

โดยเฉพาะ soft skills ที่สำคัญอยู่ ซึ่งผู้ทำแบบสอบถาม แสดงความเห็นว่าในหลายๆองค์กรที่ตนสังกัด ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือเพื่อขัดเกลาตรงจุดนี้ได้

ในยุคที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากพร้อมตบเท้าเดินออกจากองค์กร นี่คืออีกประเด็นที่ผู้บริหารควรหันมาให้ความสนใจมากขึ้น

การให้โอกาส รวมถึงหาวิธีช่วยสนับสนุนเพื่อให้คนเหล่านี้ได้ขัดเกลาทักษะที่จำเป็น น่าจะเป็นอีกวิธีที่หลอมให้เกิดความรู้สึกผูกพันกับตัวองค์กรมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีในระยะยาว

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า