เป็นเรื่องพื้นๆ ว่าการใช้งาน อินเทอร์เน็ต นั้นมีทั้งประโยชน์และโทษ โดยเฉพาะการใช้ในเด็กเยาวชนที่อาจโน้มเอียงไปทางอย่างหลังมากกว่า

ไม่ว่าจะด้วยพฤติกรรมการเสพติดโลกออนไลน์ของตัวเด็กเอง หรือการแทรกแซงด้วยจุดประสงค์ร้ายของบุคคลภายนอก

ยิ่งทุกวันนี้ โซเชียลมีเดียยิ่งเติบโตและมีอิทธิพลสูงกับมนุษยชาติ ยิ่งทำให้ความล่อตาล่อใจที่มีต่อเด็กๆ สูงขึ้นเป็นลำดับ และแน่นอนว่าอาจนำมาซึ่งการ ‘ล่อลวง’ โดยใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ

และนี่คือ 10 วิธีป้องกันลูกรักจากภัยอันตรายในออนไลน์ ด้วยคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่าง Paige Hanson ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาของ Symantec และ Stephen Balkam ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Family Online Safety Institute

 

#1
อายุ 13 ค่อยรู้จักโลกโซเชียล

 

 

ตามมาตรฐานของ Children’s Online Privacy Protection Act (COPPA) หน่วยดูแลกฎหมายคุ้มครองเด็กของสหรัฐอเมริกา ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ห้าม’ เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ลงทะเบียนในเว็บไซต์ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ ซึ่งนั่นรวมถึงโซเชียลมีเดียแทบทุกชนิด

ผู้ปกครองเองก็ควรยึดตามหลักนั้น หรือแม้แต่จะรอให้เด็กโตขึ้นกว่า 13 ขวบก็เป็นเรื่องดี

ขณะที่พ่อแม่ซึ่งต้องการให้บุตรหลานมี Facebook ไว้เพื่อติดต่อกับคนในครอบครัว ก็ควรใช้แอพพลิเคชันที่ออกแบบมาสำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะ เช่น Facebook Messenger Kids สำหรับเด็กอายุ 6-12 ขวบโดยเฉพาะ

แอพนี้จะเปิดเผยทุกข้อความที่เด็กๆ ส่ง ให้ผู้ปกครองเห็น ทั้งยังสามารถควบคุม contact list และตั้งลิมิตเวลาได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้เชี่ยวชาญบางกลุ่มที่เห็นว่า Messenger Kids ก็ไม่ใช่เรื่องดีนักในการให้เด็กใช้ เมื่อมันอาจนำไปสู่การ ‘เสพติด’ การใช้สมาร์ทโฟนได้ตั้งแต่ยังเล็ก

อีกหนึ่งอย่างที่พ่อแม่ต้องดูแล ก็คือการที่เด็กๆ จะจงใจกรอกข้อมูลเท็จเรื่องอายุ ซึ่งเป็นเรื่องยากที่แอพจะป้องกัน โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่อนุญาตให้พวกเขามีคอมพิวเตอร์แท็บเลตหรือสมาร์ทโฟนเป็นของตัวเอง

ผู้เชี่ยวชาญแนะว่า การพูดคุยกับเด็กๆ เพื่อชี้แจงเหตุผลของการห้ามใช้โซเชียลมีเดีย คือทางออกที่ดีที่สุด

#2
มอบมือถือเก่าๆ ให้

 

ในยุคที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความเร่งรีบ บางครั้ง พ่อแม่ก็จำเป็นต้องหาอุปกรณ์ติดตามตัวให้ลูกซักเครื่อง

เพราะเดี๋ยวนี้ต่างจากเมื่อก่อน ที่ไม่มีตู้โทรศัพท์สาธารณะให้ใช้แล้ว

เพจ แฮนสัน กล่าวว่า “ตอนที่ผมโตขึ้นมา เราไม่ต้องใช้โทรศัพท์เลย แค่บอกว่าจะไปเจอกันตรงนี้ๆ และผมต้องกลับบ้านตรงเวลา แต่ตอนนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่คุณควรทำ คือโทรหากันเฉพาะในเคสฉุกเฉิน”

ตัวเลือกแรกๆอาจจะเป็นโทรศัพท์เก่าๆที่คุณไม่ใช้แล้ว แต่ถ้ากลัวปัญหาเรื่อง 2G ก็อาจมองหาแก็ดเจ็ตอื่นๆให้แทน

เช่น Jitterbug Flip โทรศัพท์มือถือที่มีออปชั่นจำกัดการใช้แค่โทรเข้าโทรออกและรับส่งข้อความเพียงเท่านั้น

หรือ LG GizmoGadget สมาร์ทวอทช์ที่ผู้ปกครองสามารถติดตามตำแหน่งของเด็กได้ รวมถึงโทรเข้าโทรออกและรับส่งข้อความ ในจำนวนจำกัดประมาณ 10 เลขหมาย

 

#3
ใช้แท็บเลตสำหรับเด็ก

 

 

ปัจจุบัน แท็บเล็ท แทบจะเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ของเด็กหลายๆคนแล้ว

เห็นได้จากสำรวจของ Common Sense Media เมื่อปี 2017 พบว่าเด็กตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 8 ขวบ ใช้เวลากับแท็บเลตเฉลี่ย 48 นาทีต่อวัน

ปัญหาสำหรับพ่อแม่ คือมันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายมาก

หนึ่งในวิธีรับมือ คือการซื้อแท็บเลตสำหรับเด็กโดยเฉพาะ เช่น Fire Kids Edition Tablet แท็บเลตจาก Amazon

ที่นอกจากจะตั้งค่าจำกัดการใช้งานได้แล้ว ยังมีคอนเทนท์ที่เป็นประโยชน์ และเหมาะสมกับเด็ก ทั้ง หนังสือ ภาพยนตร์, รายการทีวี และเกม

หรือ Verizon GizmoTab แท็บเลตที่มีออปชั่นบล็อคการใช้อินเทอร์เน็ต ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง และมีแอพสำหรับเด็กกว่า 300 ตัวให้เข้าใช้แบบฟรีๆ

 

#4
ควบคุมด้วยการตั้งค่า Restrictions

 

 

ในกรณีที่ใช้แท็บเล็ทร่วมกัน และพ่อแม่ไม่ได้นั่งอยู่ด้วยเวลาลูกเล่น ควรตั้งค่า Restrictions ไว้ เพื่อจำกัดการเข้าถึงแอพหรือเกมบางตัว หรือแม้แต่การเปิดเว็บเบราเซอร์ และกล้องถ่ายรูป

นอกจากนี้ ยังเป็นการตัดโอกาส ที่เด็กๆจะกดจ่ายเงินซื้อไอเทมในเกมได่ด้วย

ในแอนดรอยด์นั้นจะมีแอพ Family Link ของ Google ซึ่งควรโหลดมาป้องกันการใช้แอพบางตัว และบล็อคการดาวน์โหลดวิดีโอคลิปจาก Google Play store ได้

หรืออาจใช้วิธีตั้งค่าโดยตรงใน Google Play ก็ได้

 

#5
แอพพลิเคชันก็ช่วยได้

 

 

สำหรับเด็กที่โตขึ้นมาอีกระดับ คงเป็นเรื่องยากที่พ่อแม่จะป้องกันไม่ให้ลูกใช้ อินเทอร์เน็ต แต่การยอมให้ใช้ ก็สามารถควบคุมได้ โดยใช้แอพประเภท Parental Control

แอพเหล่านี้จะมีออปชั่นที่มากกว่าการตั้งค่า Restrictions ทั่วไปในเครื่อง กรณีนี้ แอพที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ก็คือ

Qustodio Parental Control:
เวอร์ชั่นไม่เสียค่าบริการจะให้ออปชั่นพื้นๆ เช่นบล็อคเว็บไซต์บางอัน หรือจำกัดเวลาการใช้งาน แต่ถ้าสมัครโปรแกรมฟีเจอร์ พ่อแม่จะเข้าถึงข้อมูลการใช้งานของเด็กๆ ได้
ทั้งโซเชียลมีเดีย, การใช้สายโทรศัพท์, การรับส่งข้อความ รวมถึงใช้ติดตามตำแหน่งและรับแจ้งเตือนเหตุฉุกเฉินด้วย เรียกว่าครบเครื่อง แลกกับการต้องจ่ายปีละ 55 ดอลลาร์ หรือราวๆพันกว่าบาท

Net Nanny:
มีระบบป้องกันการใช้งานเว็บไซต์ที่เข้มงวด ทั้งการบล็อคหรือขึ้นคำเตือนก่อนเปิดใช้งาน พ่อแม่ยังตรวจการใช้โซเชียลมีเดียของลูก และตั้งค่าระยะเวลาใช้งาน

FamilyTime Parent Controls:
มีออปชั่นบล็อคแอพและเว็บไซต์ ตั้งค่าระยะเวลาใช้งาน, ติดตามตำแหน่ง, ตรวจสอบข้อความ สร้างบัญชีผู้ติดต่อสำหรับตรวจสอบ (Contact Watchlist) ซึ่งจะส่งแจ้งเตือนไปยังเครื่องของพ่อแม่ในทุกครั้งที่เกิดการติดต่อ ตัวพรีเมียมนั้น จะคิดค่าบริการรายเดือนสำหรับการเชื่อมโยงอุปกรณ์ 5 เครื่อง

 

#6
ไม่ต้องให้โลกรู้ผ่าน Location

 

 

เมื่อเด็กๆ โพสต์อะไรลงไป มีโอกาสที่จะระบุตำแหน่งของตัวเองเพื่อให้ผู้ติดตามได้ทราบ แต่ก็แน่นอนว่ามันคือช่องทางสำหรับผู้ประสงค์ร้าย ในการจะเข้าถึงตัวเด็กได้โดยง่าย

ผู้ปกครองควรชี้ให้เด็กเห็นถึงข้อเสียของการระบุ Location และเน้นย้ำว่าการ ‘บอกทุกสิ่ง’ ลงในโลกออนไลน์ ไม่ได้มีความจำเป็นกับชีวิต

“ที่จริง ฟีเจอร์แบบนี้มันเจ๋งนะ มีประโยชน์สำหรับการใช้งาน” Hanson กล่าว “แต่ในทางกลับกัน มันก็เป็นปัญหาเรื่องความปลอดภัย เมื่อคุณเปิดเผยเสียหมดว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนโดยไม่ได้ตระหนักถึงผลกระทบที่ตามมา คุณอาจตกเป็นเป้าหมายได้ง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าคนร้ายอยู่ในพื้นที่เดียวกันนั้นด้วย”

 

#7
ทำสัญญาจริงจัง

 

 

Hanson แนะนำให้ผู้ปกครองใช้เครื่องมืออย่าง Smart Talk เว็บไซต์ที่มีแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยทางออนไลน์ และมีแบบฟอร์มข้อตกลงให้พ่อแม่และเด็กสามารถกำหนดแนวทางในการใช้อินเทอร์เน็ตร่วมกันได้

“มันเยี่ยมยอด เพราะไม่ใช่แค่พ่อแม่ที่จะออกคำสั่งเด็กฝ่ายเดียวว่าต้องทำอะไร แต่คุณจะได้สร้างการสนทนาด้วยกัน ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น”

 

#8
ตั้งรหัสผ่านทุกอุปกรณ์

 

 

ในกรณีที่อุปกรณ์ไอทีของเด็กๆ สูญหายหรือถูกขโมยไป มันสำคัญมากที่ผู้ฉกฉวยจะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวต่างๆ ได้ง่ายๆ ซึ่งการตั้งรหัสผ่านก็คือทางที่ง่ายที่สุด แม้กระทั่งผู้ไม่ประสงค์ดีจะแอบหยิบมาในช่วงที่เด็กๆ เผลอ ก็ไม่สามารถเข้าใช้งานได้อยู่ดีหากมีการตั้งรหัสผ่านเอาไว้

 

#9
อย่าบังคับจนเกินไป

 

 

การใช้งานแอพภายนอกเป็นตัวช่วย ก็อาจนำมาซึ่งการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่มากเกินไปได้ ทั้งเรื่องการใช้สายโทรศัพท์และรับส่งข้อความของเด็กๆ

แม้เป้าประสงค์ของผู้ปกครองจะเป็นไปเพื่อความปลอดภัย แต่ยิ่งเด็กๆ โตขึ้น พวกเขาก็ต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเช่นกัน

ความตึงเกินไปของข้อบังคับ อาจทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ขึ้นได้ “ถ้าคุณมาพบในภายหลังว่าคุณถูกตามติดทุกฝีก้าว คุณจะรู้สึกไม่ชอบใจขึ้นมาทันที” Hanson ว่า

ทางออกที่ดีที่สุดนอกจากการใช้แอพเหล่านั้นมาช่วยควบคุม ก็คือการที่พ่อแม่จะเอ่ยปากอธิบายให้ชัดว่าตัวเองกำลังทำอะไรและเพื่ออะไร นอกจากนั้นการตามโลกให้ทัน สมัครใช้โซเชียลมีเดียเพื่อเป็นเพื่อนในโลกออนไลน์ และติดตามพฤติกรรมการใช้งานของลูกไปพร้อมกัน ก็เป็นเรื่องดีเช่นกัน (สำหรับเด็กที่อายุเหมาะสมต่อการมีโซเชียลมีเดียแล้ว)

 

#10
จับเข่าคุย

 

 

ด้วยวิวัฒนาการของโลกออนไลน์ ทำใจได้เลยว่าพ่อแม่ไม่สามารถห้ามไม่ให้เด็กออนไลน์ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นจึงควรทำให้แน่ใจว่าบุตรหลานรู้ชัดว่าจะต้องระมัดระวังในการใช้, รู้วิธีการพูดคุยกับคนแปลกหน้า และรู้ถึงอันตรายของการใช้โซเชียลมีเดีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กๆ โตขึ้น การพูดคุยกับคนแปลกหน้าในโลกออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องปกติมากขึ้น และไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเสมอไป บางครั้งก็เกิดขึ้นระหว่างการเล่นเกมหรือในโซเชียลมีเดีย ขึ้นอยู่กับผู้ปกครองที่จะต้องกำหนดหลักเกณฑ์เบื้องต้น, เข้าไปมีส่วนร่วมกับเด็กๆ ในการใช้อินเทอร์เน็ต และพูดคุยชี้แนะวิธีการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสมในโลกออนไลน์

“เราต้องทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่หลงระเริงไปกับยอดไลค์หรือคอมเมนต์ที่พวกเขาได้ในโซเชียลมีเดีย เพราะนั่นจะเป็นเรื่องผิดพลาด” Hanson กล่าว “วัยรุ่นมักจะมองหาคนที่ส่งอิทธิพลกับตัวเขาในโลกออนไลน์ แต่ในบางกรณี มันอาจทำให้สถานการณ์เลวลงได้”

 

AHEAD TAKEAWAY

ตามที่เคยนำเสนอไปในบทความ เลี้ยงลูกแบบ Bill Gates & Steve Jobs ว่าแม้แต่จอมคนเทคโนโลยีอย่างทั้งสอง ก็ยังมีแนวทางการเลี้ยงลูกแบบ Tech-Free สร้างข้อบังคับอย่างเข้มงวดต่อการใช้เทคโนโลยี ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าพ่อแม่ควรต้อง ‘ทำให้เด็กรู้สึกเบื่อ’ บ้าง เพื่อใช้ความสร้างสรรค์ไปในแนวทางอื่นนอกเหนือจากการจ้องจอคอมพิวเตอร์

แต่ที่น่ากังวลนอกเหนือจากพฤติกรรมของเด็กๆ เอง ก็คือภัยอันตรายจากบุคคลภายนอก การลักพาตัว, ประทุษร้ายต่อทรัพย์สิน หรือกระทั่งการเล่นงานเรื่องทางเพศ ซึ่งยังคงมีอยู่ในสังคมโลก

10 ข้อข้างต้นคือแนวทางปฏิบัติ เพื่อป้องกันบุตรหลานจากอันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

กระนั้น Paige Hanson ก็ชี้ว่า เมื่อแต่ละครอบครัวล้วนมีการเลี้ยงดูด้วยแนวทางที่แตกต่าง จึงเป็นเรื่องของแต่ละครอบครัวเช่นกันที่จะปรับใช้วิธีการเหล่านี้อย่างไร “ที่จริงมันเป็นเรื่องสลับซับซ้อน และมีปัจจัยต่างๆ เสริมมากมาย ความแตกต่างมีอยู่สำหรับทุกครอบครัว ทุกผู้ปกครองและตัวเด็กๆ”

ด้าน Stephen Balkam ระบุว่า อันที่จริง ก็ไม่มีมาตรการใดที่จะได้ผลมากไปกว่าการ ‘พูดคุย’ ระหว่างพ่อแม่และเด็กๆ อีกแล้ว “Parental Control ที่ดีที่สุด ก็คือการเปิดอกพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาและชัดเจนในครอบครัว”

นอกจากนั้น การมี ‘ศิลปะในการเลี้ยงดู’ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาของพ่อแม่ รู้จักวิธีการออกคำสั่ง การโอนอ่อนผ่อนปรน ไปจนถึงสร้างให้บรรยากาศของครอบครัวเป็นแบบเปิด เด็กๆ สามารถปรึกษาเรื่องต่างๆ ได้อย่างสะดวกใจ ก็นับเป็นอีกแนวทางที่สำคัญเช่นกัน

 

เรียบเรียงจาก
How to help protect your kids from ‘online luring’

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน