นับวัน การเติบโตของเทคโนโลยีก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ และรุกล้ำไปสู่ส่วนต่างๆ ของสังคมอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะในเรื่องการทำงาน เทคโนโลยี อาจทำให้คุณเปลี่ยนสถานที่ทำงานได้ในเร็ววัน คุณอาจมีหุ่นยนต์เป็นเจ้านาย, เป็นเพื่อนร่วมงาน หรือวันดีคืนดีก็มีไมโครชิปฝังอยู่ในร่างกาย

และนี่คือ 7 นวัตกรรมที่พาให้หุ่นยนต์และเทคโนโลยีค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของมนุษย์เงินเดือน

 

#1

เทรนงานในโลกเสมือน

 

 

นวัตกรรมบางอย่างเริ่มต้นสร้างผลกระทบขึ้นแล้ว เช่น ความเป็นจริงเสมือน Virtual Reality หรือ VR ที่ไปไกลกว่าการเป็นวิดีโอเกมสนุกสนาน มันถูกใช้เป็นเครื่องมือการฝึกอบรมที่มีประสิทธิภาพสำหรับบางบริษัท

หนึ่งในความสำคัญสุดที่การฝึกอบรม VR มีประโยชน์ คือเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ จากการเปิดเผยของ J.P. Gownder รองประธานฝ่ายวิจัยของบริษัท Forrester

สตาร์ทอัพ Strivr ออกแบบโปรแกรม VR ที่อนุญาตให้คนงานก่อสร้างสามารถใช้เฮดเซ็ต VR เข้าช่วยเพื่อทำความเข้าใจอันตรายต่างๆ ที่มีก่อนเข้าสู่ไซต์งาน หรือพยาบาลก็สามารถใช้มันเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วย

เทคโนโลยี นี้ยังสามารถใช้งานได้หลากหลาย Strivr ได้ทำงานร่วมกับ Walmart เพื่อเตรียมให้กับคนงานพร้อมรับมือลูกค้าจำนวนมหาศาลในวัน Black Friday นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับทีมอเมริกันฟุตบอล Dallas Cowboys และ Minnesota Vikings เพื่อให้ผู้เล่นสามารถทำความเข้าใจและเรียนรู้ได้มากขึ้นจากแบบจำลองในโปรแกรม

 

#2

ใช้ VR ทำงานจากบ้าน

 

 

ในอนาคต การทำงานจากที่บ้านจะเป็นเรื่องสนุกมากขึ้น และเป็นเทรนด์ที่คนยุคใหม่จำนวนมากเลือกทำ

Dylan Hendricks ผู้อำนวยการโครงการ Future 50 ที่ Institute for the Future ผู้ซึ่งทำงานอยู่กับบ้านที่ออสติน, เท็กซัส มีการร่วมมือกับพนักงานของออฟฟิศอื่นๆ ในการสร้างเวิร์คสเปซ VR ขึ้น

“สิ่งนี้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด” เขากล่าว “คุณสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนที่อยู่ห่างไกลและแชร์ข้อมูลต่อกันได้”

สตาร์ทอัพ Mimesys ยังมีการสร้างแพลตฟอร์มการประชุมแบบ ‘โฮโลแกรม’ ขึ้นมาเป็นอีกทางเลือก โดยใน VR หรือ AR นั้น พนักงานสามารถร่วมประชุมและพูดคุยโต้ตอบกับแผนภูมิโฮโลแกรมและข้อมูลต่างๆ แบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องสนใจว่าพวกเขาใช้งานมันจากที่ไหนในโลก

 

#3

เจ้านาย AI

 

เจ้านายคนต่อไปของคุณอาจเป็น…ปัญญาประดิษฐ์ AI

ในตอนนี้ บริษัทเอเยนซี่โฆษณา McCann Worldgroup ของญี่ปุ่น มีการใช้ AI ที่ชื่อว่า AI-CD Beta เป็นหนึ่งในทีมสร้างสรรค์ Creative Director

ทีม McCann พินิจพิเคราะห์โฆษณาทางทีวีเพื่อทำความเข้าใจว่าโฆษณาดีๆ เป็นแบบไหน และพัฒนาอัลกอริธึมที่ขึ้นอยู่กับสิ่งที่พวกเขาค้นพบ อัลกอริธึมเหล่านั้นช่วยให้ AI-CD Beta สามารถสร้างสรรค์โฆษณาใหม่ได้ รวมถึงผลงานอย่างการผลิตมิวสิควิดีโอสำหรับกลุ่มไอดอลญี่ปุ่น Magical Punchline ขึ้น เมื่อปีที่แล้วด้วย

พนักงานของ McCann กล่าวว่าหุ่นยนต์สามารถช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในสถานที่ทำงาน และยังไม่มีนิสัยหรือความลำเอียงเหมือนมนุษย์อีกต่างหาก

 

#4

หุ่นยนต์เพื่อนร่วมงาน

 

 

ถ้าหุ่นยนต์ไม่ใช่เจ้านายของคุณ ก็อาจเป็นเพื่อนร่วมงานของคุณได้ บางบริษัท เชื่อว่าหุ่นยนต์คือทางออกที่เหมาะสมสำหรับการสร้างพนักงานใหม่ที่มีประสิทธิภาพ

ครั้งที่บริษัทค้าปลีกขายปลีกออนไลน์ Boxed สร้างออฟฟิศในนิว เจอร์ซี่ย์ เมื่อปีที่แล้ว และริเริ่มการใช้หุ่นยนต์ในระบบ พวกเขาก็นำหุ่นยนต์ไปฝึกอบรมพนักงาน เพื่อให้ทำภารกิจอื่นๆ

ด้าน Industrial Vision Systems ของอังกฤษ มีการสร้างหุ่นยนต์ขึ้นมาเพื่อทำงานที่มีลักษณะซ้ำๆ เดิมๆ โดยเฉพาะ เช่นการคัดเลือกชิ้นส่วนออกจากถังในสายพานการผลิต

Earl Yardley ผู้อำนวยการ Industrial Vision Systems เผยว่า “หุ่นยนต์สามารถทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับแรงงานมนุษย์ได้ หรือทำการตรวจสอบด้านคุณภาพในสายพานให้สอดคล้องกับคนงานที่ตรวจเช็คส่วนอื่นๆ ได้”

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าในอนาคต คุณจะเสียงานไปให้กับหุ่นยนต์เสียทีเดียว

“มนุษย์ยังคงจะเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรม แต่การใช้หุ่นยนต์เข้าช่วยก็ทำให้พวกเขามีโอกาสทำงานในส่วนต่างๆ ของโรงงานได้มากขึ้น และพัฒนาพื้นฐานทักษะของตัวเองขึ้นไปได้”

 

#5

AI ผู้ช่วยแพทย์

 

 

การพัฒนาของ AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์และการรักษาในวิชาการแพทย์ได้อย่างมาก

แพทย์รังสีวิทยาผู้ใช้ภาพทางการแพทย์เช่นภาพเอ็กซ์เรย์และอัลตราซาวนด์เพื่อวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วย ได้รับความช่วยเหลือจาก AI แล้ว เช่นจากสตาร์ทอัพ Arterys ที่ใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพ Cardio AI วัดการไหลเวียนของเลือดและปริมาตรของกล้ามเนื้อหัวใจในโพรงหัวใจ ซึ่งสามารถทราบผลได้ภายในไม่กี่วินาที ซึ่งโดยปกติแล้ว กระบวนการนี้ที่ใช้นักรังสีวิทยาดั้งเดิม จะใช้ถึงกว่า 45 นาที

แม้ว่าจะมีระบบที่ผ่านการรับรองโดย FDA เพียงไม่กี่แห่ง แต่ก็เริ่มมีคำถามแล้วว่า ‘นักรังสีวิทยา’ ยังคงจำเป็นสำหรับอนาคตหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ Carla Leibowitz หัวหน้าแผนกพัฒนาองค์กรของ Arterys กล่าวว่า “มีความเข้าใจผิดว่าซอฟท์แวร์ AI จะเข้าทดแทนนักรังสีวิทยาได้อย่างสมบูรณ์ แต่ความจริงแล้ว เรายังคงต้องใช้นักรังสีวิทยาเพื่อทำการตัดสินขั้นสุดท้ายอยู่”

การเติบโตของเทคโนโลยีประเภทนี้ จะช่วยให้แพทย์สามารถใช้เวลาในการทำงานเชิงเทคนิค ได้มากกว่าการเสียเวลาทำอะไรเดิมๆ ซ้ำทุกวัน

AI ยังถูกใช้ในการวินิจฉัยโรคมะเร็ง และการบำบัดรักษา อีกทั้งยังถูกใช้ในจักษุวิทยาเพื่อตรวจหาโรคเกี่ยวกับประสาทตา

 

#6

ฝังชิประบุตัวตน

 

 

เพิ่งกล่าวถึงไปหมาดๆ สำหรับการที่ รัฐบาลสวีเดนฝังไมโครชิปให้กับประชาชน เพื่อทดแทนบัตรประชาชน, คีย์การ์ด และอำนวยความสะดวกอื่นๆ

ในขณะเดียวกัน บางบริษัททั้งขจองสวีเดนและสหรัฐอเมริกา ก็กำลังใช้วิธีการแบบเอ็กซ์ตรีมๆ เหล่านั้นเช่นกันเพื่อระบุตัวตนของพนักงาน

บริษัทผลิตตู้กดสินค้าในวิสคอนซิน Three Square Market เผยว่าพนักงานของพวกตนกลุ่มใหญ่ๆ ได้เป็นอาสาสมัครที่จะฝังชิป RFID ฝังอยู่ใต้ผิวหนังในมือ

ชิปซึ่งมีขนาดประมาณเมล็ดข้าวสารช่วยให้พนักงานสามารถเปิดประตูบริษัท, เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และซื้อสินค้าในที่ทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องมีบัตรประจำตัวประชาชน, รหัสผ่าน หรือบัตรเครดิต และบริษัทยืนยันว่าการใช้ระบบฝังชิป จะไม่มีการติดตามพนักงานแต่อย่างใด

กระนั้น ในความเห็นของ J.P. Gownder เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะไม่แพร่หลายมากนัก ทั้งยังไม่จำเป็นจะต้องทำขั้นนั้นด้วย “การฝังชิปลงในตัวพนักงานถือเป็นก้าวสำคัญที่ก่อให้เกิดคำถามเรื่องความเป็นส่วนตัว และไม่น่าจะเกิดขึ้นเป็นวงกว้างนักในอนาคตอันใกล้”

“ทำไมคุณจะต้องใส่ชิปลงในพนักงาน ผู้ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำงานให้คุณยาวนานนักด้วย และคุณยังสามารถมอบสมาร์ทโฟนที่มีเครื่องอ่านไบโอเมตริกซ์ เช่นเครื่องสแกนลายนิ้วมือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ได้”

 

#7

ปลดล็อคด้วยลายนิ้วมือ

 

 

การกรอกรหัสผ่านเพื่อล็อกอินเข้าสู่คอมพิวเตอร์ในที่ทำงาน เริ่มกลายเป็นเรื่องล้าสมัยในบางบริษัท เมื่อการใช้เลเซอร์ขนาดเล็กสามารถสแกนเพื่อยืนยันตัวคุณได้อย่างง่ายดาย

หลายบริษัทกำลังเริ่มใช้การตรวจสอบแบบไบโอเมตริกซ์ลักษณะนี้ ทั้งในส่วนของการสแกนลายนิ้วมือ และการจดจำใบหน้า แทนวิธีกรอกรหัสผ่านแบบเดิม เพื่อต่อต้านการรุกรานของแฮ็กเกอร์

มีการคาดการณ์กันว่า 86% ของอุตสาหกรรมธุรกิจ จะใช้รูปแบบของเทคโนโลยีดังกล่าวภายในปี 2020 เพิ่มขึ้นจาก 62% ในวันนี้ จากการเปิดเผยของ Spiceworks เครือข่ายสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านไอที

สถานที่ทำงานบางแห่งใช้การจดจำลายนิ้วมือและการจดจำใบหน้า ทดแทนระบบการตอกบัตรดั้งเดิม ขณะที่องค์กรด้านสุขภาพบางแห่งใช้เพื่อให้คนงานสามารถเปิดประตูบริษัท หรือเข้าถึงแอพพลิเคชันที่มีข้อมูลละเอียดอ่อน

 

AHEAD TAKEAWAY

ชัดเจนว่าวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมยุค 4.0 คือการเปิดรับเอาเทคโนโลยีเข้าไปเป็นปัจจัยหลัก ไม่ว่าจะหุ่นยนต์, AI, VR, AR หรือนวัตกรรมไฮเทคอื่นๆ

ร้านชำ AI ของ Amazon อย่าง Amazon Go ที่ไม่ใช้พนักงานคิดเงิน เปิดสาขาแรกไปเมื่อต้นปีที่ซีแอตเทิล และเพิ่งมีข่าวเมื่อไม่กี่วันก่อนว่าพวกเขากำลังเตรียมการเพื่อขยายสาขาที่ 2 และ 3 ในชิคาโก้ กับซาน ฟรานซิสโก ตามลำดับ และยังมีรายงานว่า Amazon มีแผนขยายให้ได้ถึง 6 สาขา ภายในปีนี้

AI ด้านการแพทย์ก็กำลังบูมเช่นกัน ถึงขั้นว่า Theresa May นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร เชื่อมั่นว่า AI จะเป็นทางออกใหม่ของมนุษยชาติในการต่อสู้กับมะเร็งร้าย

อย่างไรก็ตาม การเปิดรับเอาหุ่นยนต์เข้าไปเป็นปัจจัยหลักของโรงงาน ก็อาจไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องเสมอไป

Tesla คือตัวอย่างของการใช้งานหุ่นยนต์ที่ผิดพลาด จนส่งผลเสียต่อองค์กร

“ระบบอัตโนมัติที่ Tesla คือความผิดพลาด พูดกันให้ชัดคือนี่คือความผิดพลาดของผมเอง มนุษย์ถูกประเมินค่าต่ำไป” Elon Musk ว่าไว้ พร้อมข้อเท็จจริงว่าหุ่นยนต์ที่เขาใช้ในการผลิต Model 3 ไม่อาจตอบสนองความต้องการได้อย่างที่คาดหวัง และเป็นปัญหากระทบชิ่งไปถึงรายได้ของบริษัทที่ยังคงติดตัวแดงอย่างหนักโดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น

 

เรียบเรียงจาก
Robot co-workers? 7 cool technologies changing the way we work

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน