หลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ บางครั้งก็เกิดขึ้นจากการมองเห็นทางออกให้กับปัญหา เหมือนที่ Anker สตาร์ทอัพจากจีน คว้าโอกาสนั้นไว้ได้ จากจุดอ่อนเล็กๆของสมาร์ทโฟน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

ทุกวันนี้ สมาร์ทโฟนได้รับการพัฒนาให้บางลง แต่ทรงพลังขึ้น แสดงผลบนจอภาพที่ใหญ่และคมชัดขึ้น และมีกล้องที่ทรงประสิทธิภาพกว่าเดิม

มีเพียงเรื่องเดียวที่ยังดูล้าหลังกว่าเรื่องอื่น คือความจุของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนที่ไม่อาจยืนระยะได้ตลอดทั้งวัน จากการชาร์จเพียงครั้งเดียว

ลินเดน อาร์เชอร์ ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรมเคมีของมหาวิทยาลัย คอร์เนลล์ อธิบายว่าด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน เราดึงศักยภาพของแบตเตอรี่ชนิดดังกล่าว ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของสมารทโฟน ออกมาใช้ได้เพียงแค่ 1 ใน 5 ของความจุที่มีเท่านั้น

เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เพาเวอร์แบงค์จึงกลายเป็นอุปกรณ์เสริมที่สำคัญสำหรับการดำรงชีวิตของคนเมืองโดยปริยาย

และปัญหาดังกล่าว ก็ถูกเปลี่ยนให้เป็นโอกาสทางธุรกิจของอดีตวิศวกรรมซอฟต์แวร์ Google นามว่า สตีเว่น หยาง

 

หันหลังให้งานประจำ

 

 

ย้อนกลับไปในปี 2011 หยาง ตัดสินใจลาออกจากงานประจำที่ Google เพื่อเริ่มกิจการของตัวเอง

หลังพบปัญหา ไม่สามารถหาแบตเตอรี่สำรองสำหรับคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปที่เหมาะสม ทั้งคุณภาพและราคา

เพราะเมื่อแบตเตอรี่ที่มากับเครื่องหมดอายุ ทางเลือกของผู้บริโภคมีเพียงสองอย่าง

คือซื้อแบตเตอรี่โดยตรงจากแบรนด์แล็ปท็อปนั้นๆ ซึ่งใช้งานได้ตามปกติแต่มีราคาแพง

หรือซื้อแบตเตอรี่สำรองที่มีขายทั่วไป ในราคาที่ถูกกว่า แต่คุณภาพก็แย่กว่าเช่นกัน

หยาง เลือกทางที่สาม คือสร้างมันขึ้นมาเอง

ปัญหาคือ แม้ หยาง ที่เป็นวิศวกรซอฟต์แวร์มาตลอดชีวิตการทำงาน จะรู้ว่า pain point ของผู้บริโภคคืออะไร

แต่เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการตั้งบริษัท สร้างผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิคส์สำหรับผู้บริโภค

หรือแม้แต่วิธีการขาย!?!

“ผมไม่รู้จักใครในธุรกิจสินค้าอิเลคทรอนิคส์ซักคน”

แต่ หยาง ก็เดินหน้าแผนของตนต่อแบบไม่สนใจอุปสรรคเหล่านั้น ด้วยการใช้เงินเก็บบางส่วนของตัวเอง และหยิบยืมบางส่วนจากแม่ ก่อตั้งบริษัทของตัวเองในชื่อ Anker ซึ่งหมายถึงสมอเรือ ในภาษาเยอรมัน

 

อุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้

 

 

หลังก่อตั้งบริษัท และหยิบยืมเงินจากแม่ได้ราว 1 ล้านดอลลาร์ หยาง ก็เริ่มต้นผลิตแบตเตอรี่ตัวโปรโตไทป์ตามที่ตั้งใจ และย้ายถิ่นฐานจากแคลิฟอร์เนียไปยังเสิ่นเจิ้น เพื่อตามหาโรงงานที่ไว้ใจได้สำหรับการผลิตสินค้าสู่ท้องตลาด

ด้วยความช่วยเหลือจาก ตงผง เจ้า อดีตพนักงานของ Google อีกราย ซึ่งลาออกมาร่วมงานกับ หยาง ในปี 2012 ในที่สุด ทั้งหมดก็ผลิตสินค้า สำหรับวางขายใน Amazon ได้สำเร็จ

และขยายไปสู่การผลิตแบตเตอรี่สำหรับอุปกรณ์อื่นๆให้กับ HTC และบริษัทอื่นๆในทวีปเอเชีย

ระหว่างนี้เอง ที่ทั้ง หยาง และ เจ้า เห็นถึงโอกาสใหม่ในตลาดสมาร์ทโฟนที่โตขึ้นเรื่อยๆ หยาง จึงเริ่มหันไปให้ความสำคัญกับตลาดอุปกรณ์เสริม โดยเฉพาะเพาเวอร์แบงค์และสายชาร์จเป็นหลัก

การเลือกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทของทั้งคู่ เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

เพราะผลสำรวจระหว่างเดือนมีนาคม 2016 ถึง 2017 พบว่าเฉพาะในสหรัฐ ตลาดของเพาเวอร์แบงค์ มีมูลค่าสูงถึง 360 ล้านดอลลาร์ด้วยกัน

และ Anker ซึ่งเลือกผลิตสินค้าตามแนวคิดหลัก คือมีคุณภาพดี ในราคาที่จับต้องได้ ก็กลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งในด้านยอดขายและคะแนนจากผู้ใช้งาน ในเว็บ Amazon.com หลังก่อตั้งมาได้ 7 ปี

 

PowerIQ

 

 

ความโดดเด่นที่ทำให้แบรนด์ของ หยาง เป็นที่ยอมรับเหนือแบรนด์อื่นๆในท้องตลาด คือเทคโนโลยีเฉพาะ ที่เรียกว่า PowerIQ

หลักการทำงานของ PowerIQ ซึ่งควบคุมโดยชิปขนาดเล็กภายใน จะตรวจสอบและคำนวณหาจำนวนวัตต์สูงสุดที่อุปกรณ์นั้นต้องการ เพื่อจ่ายไฟให้แบตเตอรี่เต็มเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

จากธุรกิจเล็กๆที่เริ่มต้นด้วยทุนส่วนตัว และหยิบยืมจากแม่ ปัจจุบัน Anker ได้รับการประเมินจาก Bloomberg ว่ามีมูลค่าอย่างน้อย 1,100 ล้านดอลลาร์ โดยที่ Yang ในวัย 36 ปีกับภรรยา ถือหุ้นของบริษัท รวมกันที่ 56%

ซึ่งในอนาคต อาจมีมูลค่าสูงยิ่งกว่านี้ เมื่อเจ้าตัวกำลังพิจารณา ยื่นเรื่องนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งอาจเป็นได้ทั้ง จีน, ญี่ปุ่น, ฮ่องกง หรือสหรัฐ

 

AHEAD TAKEAWAY

ธุรกิจของ หยาง อาจไม่ใช่เรื่องนวัตกรรมล้ำหน้าจนเหนือความคาดหมาย แต่เป็นการมองเห็นช่องว่างในตลาด ระหว่างผลิตภัณฑ์ของแบรนด์หลักที่คุณภาพวางใจได้แต่ราคาแพง กับสินค้าระดับล่างที่ราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ

Anker คือตัวเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่างนั้น เมื่อ หยาง สามารถผลิตสินค้าให้มีมาตรฐานที่น่าเชื่อถือ แต่ขายในราคาที่จับต้องได้

และใช้ประโยชน์จากพลังของอีคอมเมิร์ซ สร้างแบรนด์ของตัวเองขึ้น

“ความท้าทายที่สุดของเราไม่ได้อยู่ที่การขายสินค้า แต่อยู่ที่ทำยังไงถึงจะเป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค คนมักคิดว่าเขาต้องซื้อสายชาร์จและหัวปลั๊กของ Apple หรือ Samsung เท่านั้น”

“การเปลี่ยนความคิดของผู้บริโภคว่าสินค้าที่มีคุณภาพไม่จำเป็นต้องมาจากแบรนด์เหล่านั้น คือความท้าทายหลักของเรา และรีวิวจากผู้ใช้งาน Amazon นั้นมีผลมาก”

การไม่มีหน้าร้านเป็นของตัวเองนั้น ยังช่วยให้แบรนด์ของ หยาง สามารถขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าแบรนด์ระดับไฮเอนด์อย่าง Apple รวมถึงแบรนด์อื่นๆที่ขายใน Apple Store ได้ถึง 10-20 ดอลลาร์เลยทีเดียว ซึ่งเป็นกลยุทธ์คล้ายๆกับที่ Xiaomi เคยใช้ จนกลายเป็นแบรนด์ระดับโลกมาแล้ว

แต่ก็เช่นกัน จากบทเรียนของ Xiaomi ที่เน้นแต่ออนไลน์จนเกือบเสียศูนย์ไปพักหนึ่ง ก็ทำให้ หยาง รู้ว่าจำเป็นต้องขยายไปสู่ร้านค้าปลีกทั่วไปด้วย

การนำสินค้าไปวางขายใน Best Buy และ Walmart จึงเป็นอีกทางเลือกเพื่อขยายแบรนด์ Anker ออกไปสู่การรับรู้ของผู้คนให้มากขึ้น

เพราะลำพังการพึ่งพา Amazon อย่างเดียว คงไม่ใช่ทางเลือกที่ยั่งยืน เพราะ Amazon เองก็มักวางขายผลิตภัณฑ์ของตัวเองที่มีความใกล้เคียงกับร้านค้าต่างๆในเว็บเสมอ

นอกจากนี้ หยาง ก็ไม่ได้วางใจนักกับตลาดสายชาร์จหรือเพาเวอร์แบงค์

เพราะในฐานะวิศวกรซอฟต์แวร์เก่า เจ้าตัวรู้ดีว่าเทคโนโลยีปัจจุบันนั้นพัฒนาไปเร็วมาก จนวันหนึ่งของพวกนี้อาจไม่จำเป็นสำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป

ทางออกของแบรนด์คือการขยับขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่กำลังมาอย่าง IoT ด้วยการประยุกต์เข้ากับของถนัดของบริษัทอย่างปลั๊กไฟและสายเคเบิลต่างๆ

เพราะการมองเห็นโอกาสที่คนอื่นมองไม่เห็น และไม่หยุดนิ่ง คือเหตุผลที่ทำให้ หยาง มีวันนี้ได้ แม้จะยอมเสียสละอาชีพที่มั่นคงในบริษัทชั้นนำก็ตาม

 

เรียบเรียงจาก

Ex-Googler turns mom’s money into a billion dollars

HOW ANKER IS BEATING APPLE AND SAMSUNG AT THEIR OWN ACCESSORY GAME

 

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า