เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน (Sir Alex Ferguson) ตำนานผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นที่ยอมรับในเรื่องความปราดเปรื่องของฝีไม้ลายมือการคุมทีม การันตีด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัย, แชมป์ยูเอฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 สมัย, แชมป์เอฟเอ คัพ 5 ครั้ง และเกียรติยศส่วนตัวนานาชนิดนับกันไม่หวาดไม่ไหว

ลำพังการปักหลักทำงานกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยาวนาน 27 ปี ก็น่าเหลือเชื่อพออยู่แล้ว สิ่งที่เหนือกว่านั้นคือการสร้างอาณาจักรปีศาจแดงให้ยืนระยะกวาดความสำเร็จทั้งในและนอกประเทศ จนถึงวันที่วางมือในปี 2013 ก็ยังสั่งลาด้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นการปิดท้าย

และนี่คือ 8 วิธีบริหารทีมฉบับเฟอร์กี้ อันเป็นปัจจัยร่วมของความสำเร็จเหล่านั้น ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้กับการทำธุรกิจใดก็ได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จของคุณ

 

#1
เริ่มต้นที่รากฐาน

 

เมื่อมาถึงแมนเชสเตอร์ครั้งแรก ปี 1986 สิ่งแรกๆ ที่เขาลงมือทำคือการสร้างรากฐานเพื่อให้เป็นแผนงานระยะยาวของสโมสร อย่างการปรับโครงสร้างปลุกปั้นนักเตะเยาวชน เขาสร้าง ‘centers of excellence’ โดยแบ่งออกเป็น 2 หน่วย หนึ่งคือการปั้นนักเตะเยาวชนเริ่มตั้งแต่อายุ 9 ขวบ อีกหนึ่งคือการจัดจ้างทีมแมวมองขึ้นหลายชีวิต และมอบหมายให้พวกเขาตระเวนออกค้นหานักเตะเด็กๆ ฝีเท้าเข้าตามาเพิ่มจำนวน

หนึ่งในการเซ็นเด็กชุดแรกๆ คือ เดวิด เบ็คแฮม ขณะที่เด็กปั้นคนสำคัญสุดคือ ไรอัน กิ๊กส์ ผู้ซึ่งเฟอร์กี้เห็นแววตั้งแต่อายุ 13 เช่นเดียวกับ พอล สโคลส์, แกรี่ เนวิลล์, นิคกี้ บัตต์ และ ฟิล เนวิลล์ ที่ร่วมกันฟอร์มทีมเด็กระเบิด ‘Class of 92’ แห่งแมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นมาสร้างความสำเร็จและความตกตะลึงตลอดช่วงยุค 90 ต่อต้นยุคมิลเลนเนียม

การลงทุนกับระบบปั้นเยาวชนมีความเสี่ยงเสมอ ซึ่งหลังจากการผลักดันกลุ่มลูกนกหัดบินให้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ อลัน แฮนเซ่น อดีตกองหลังลิเวอร์พูลผู้ซึ่งกลายมาเป็นนักวิเคราะห์ฟุตบอลหน้าจอ ก็กล่าวในเชิงดูแคลนทีมของเฟอร์กี้ว่า “คุณไม่มีทางคว้าแชมป์ใดได้ด้วยเด็กๆ” แต่ แมนฯ ยูไนเต็ด หักหน้า แฮนเซ่น หลังจบฤดูกาลนั้น (1995/96) ด้วยการเป็นดับเบิ้ลแชมป์ ทั้งพรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ

 

ป๋าว่านะ…

เฟอร์กูสัน จัดการกับกระบวนการนี้อย่างเป็นระบบ เขายังได้กล่าวถึงข้อแตกต่างของผู้จัดการทีมที่มาเพื่อ ‘สร้างทีม’ (ซึ่งส่วนใหญ่เข้าข่ายนี้) กับมาเพื่อ ‘สร้างสโมสร’ เอาไว้ว่า…

“ตั้งแต่แรกที่ผมเข้าสู่ทีม ผมคิดอยู่อย่างเดียวคือผมมาเพื่อ ‘สร้างสโมสร’ ผมต้องการทำให้มันถูกต้องตั้งแต่รากฐานขึ้นไปเลย มันเป็นไปเพื่อสร้างสิ่งพิเศษและความต่อเนื่องของการจัดหานักเตะเข้าสู่ทีมชุดแรก และด้วยวิธีนี้ ผู้เล่นทุกคนจะเติบโตขึ้นมาร่วมกัน มีความผูกพันกัน และผลลัพธ์คือทีมสปิริต”

“ตอนผมมาถึง มีนักเตะแค่คนเดียวในทีมชุดใหญ่ที่อายุต่ำกว่า 24 คุณคงไม่เชื่อว่านี่หรือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมรู้ว่าการให้ความสำคัญกับเยาวชนจะเข้ากันกับประวัติศาสตร์ของสโมสร และประสบการณ์การโค้ชของผมบอกว่าการเป็นแชมป์ด้วยทีมเด็กๆ สามารถเป็นไปได้ ดังนั้นผมจึงมีความเชื่อมั่น และเชื่อว่าถ้ายูไนเต็ดต้องสร้างสิ่งที่มีความหมายขึ้นอีกครั้ง โครงสร้างเยาวชนเป็นเรื่องสำคัญมาก คุณอาจพูดได้ว่ามันเป็นความกล้าหาญ แต่โชคลาภโปรดปรานผู้กล้าหาญเสมอ”

“ความคิดแรกของผู้จัดการทีมคนใหม่ 99% คือการทำทีมให้ชนะในเกม เพื่อความอยู่รอด ดังนั้นพวกเขาจึงนำผู้เล่นที่มีประสบการณ์เข้ามา มันคือเรื่องพื้นฐานอยู่แล้ว เพราะเราอยู่ในอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์ ในบางที่ ถ้าคุณแพ้สัก 3 นัด คุณโดนไล่ออกแล้ว แต่การชนะเกมเป็นเรื่องของผลงานระยะสั้น นัดต่อมาคุณอาจจะแพ้แล้วก็ได้ ส่วนการสร้างรากฐานจะทำให้เกิดความมั่นคงและสม่ำเสมอ”

“ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นผู้เล่นที่อายุน้อยพัฒนาตัวขึ้น งานของผู้จัดการทีมก็เช่นเดียวกับครู คือการสร้างแรงบันดาลใจให้คนพัฒนาขึ้น ให้ทักษะทางเทคนิคของพวกเขาดี ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ชนะ เป็นคนที่ดีขึ้น และสามารถต่อยอดไปไหนก็ได้ เมื่อคุณให้โอกาสเยาวชน คุณไม่เพียงแต่สร้างช่วงอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นสำหรับทีม คุณยังจะสร้างความภักดีขึ้นด้วย พวกเขาจะจดจำเสมอว่าคุณเป็นคนที่ให้โอกาสแรกกับพวกเขา”

 

#2
กล้าที่จะปรับเปลี่ยน

 

แม้จะยืนระยะประสบความสำเร็จอย่างยาวนาน เฟอร์กี้่ ก็ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาทีมของเขาขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ การตัดสินใจของเขาขึ้นอยู่กับ ‘เซนส์’ ว่าทีมชุดนั้นๆ ของเขาจะสามารถใช้งานได้เป็นเวลาสักกี่ปี และตอนไหนคือเวลาที่ต้องปรับเปลี่ยน นั่นหมายถึงการบริหารจำเป็นต้องใช้ทักษะของการตัดสินใจ ทั้งเรื่องของการตัดทิ้งคนเก่า หรือเก็บรักษาใครบางคนเอาไว้สุดกำลัง

“เขามักไม่มองปัจจุบัน แต่จะมองไปยังอนาคตอยู่เสมอ” ไรอัน กิ๊กส์ กล่าวถึงเจ้านายคู่บุญ “เขารู้ว่าตรงไหนต้องเสริมความแข็งแกร่ง ตรงไหนที่ต้องการความสดใหม่ เขามีกึ๋นในเรื่องนี้”

พูดได้ว่าเฟอร์กูสันเป็นโค้ชที่เชี่ยวชาญยุทธศาสตร์, มีเหตุผล และมีการจัดการที่เป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อดูจากธุรกรรมซื้อขายนักเตะในตลอดช่วงเวลาของเขา ตอนที่เขาทำทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย ระหว่างปี 2001-2009 จำนวนเงินที่เขาจ่ายซื้อนักเตะใหม่มีตัวเลขน้อยกว่าคู่แข่งทั้่ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และกระทั่ง ลิเวอร์พูล ที่ไม่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกมาก่อน เช่นกัน การไม่ลังเลที่จะขายนักเตะในช่วงที่ยังเหลือระยะค้าแข้งระดับสูงอยู่ ออกไป ก็สามารถทำเงินให้พวกเขาได้เป็นกอบเป็นกำ

เฟอร์กี้ ยินดีจะแบกรับความเสี่ยงในการปั้นเด็ก แม้กลุ่มดาวรุ่งหลังจาก Class of 92 จะไม่โดดเด่นเท่า แต่ก็ไม่เคยเว้นวรรคในจุดนี้ มันดำเนินไปพร้อมกับการจ่ายเงินซื้อนักเตะใหม่คุณภาพสูงเข้ามาเป็นระยะ และการปักหลักใช้งานนักเตะตัวเก๋าอย่าง กิ๊กส์, เนวิลล์ หรือ สโคลส์ ที่ยังใช้การได้ดีเสมอและเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมที่สโมสรเป็น

 

ป๋าว่านะ…

“เราจำแนกกลุ่มผู้เล่นออกเป็นสามแบบ – กลุ่มอายุ 30 ขึ้นไป, กลุ่มอายุ 23-30 และนักเตะอายุน้อย ไอเดียหลักคือผู้เล่นที่อายุน้อยกว่าต้องพัฒนาตัวขึ้นไป และทำให้ได้ตามมาตรฐานที่นักเตะรุ่นพี่สร้างไว้ แม้ว่าผมจะพยายามหักล้างหลักการเหล่านี้อยู่เสมอ แต่ผมก็เชื่อว่าวงจรของทีมที่ประสบความสำเร็จจะอยู่ได้ไม่เกิน 4 ปี หลังจากนั้นมันต้องเปลี่ยน”

“ฉะนั้นเราจึงพยายามมองภาพทีมล่วงหน้าไป 3 หรือ 4 ปีข้างหน้า และทำการตัดสินใจอย่างเหมาะสม เพราะผมอยู่ที่ยูไนเต็ดเป็นเวลานานมากผมสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ ไม่มีใครคาดหวังให้ผมไปไหน ผมโชคดีมากในแง่นี้”

“เป้าหมายคือการค่อยๆ เคลื่อนย้ายผู้เล่นเก่าออกไป และทดแทนด้วยผู้เล่นที่อายุน้อยกว่า แต่มันอยู่ภายใต้ปัจจัยสองอย่าง อันดับแรก เราได้พวกเขามาจากไหนและเห็นอะไรบ้างในช่วงเวลาสามปี ส่วนลำดับถัดมา ถ้านักเตะพวกนี้แก่ตัวสขึ้น พวกเขาจะอยู่ในจุดไหน ผู้เล่นบางคนสามารถเล่นได้เป็นเวลานานเช่น ไรอัน กิ๊กส์, พอล สโคลส์ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ แต่อายุเป็นสิ่งสำคัญเสมอ”

“สิ่งที่ยากที่สุดคือปล่อยนักเตะที่เคยยอดเยี่ยมมากๆ ออกไป แต่หลักฐานทั้งหมดอยู่บนสนาม ถ้าคุณมองเห็นการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะแง่ลบ คุณก็ต้องถามตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต เช่นอีกสองปีข้างหน้า”

 

#3
สร้างมาตรฐานระดับสูง

 

ท่านเซอร์กล่าวอย่างออกรสเสมอเมื่อถามถึงบรรดาลูกทีมของเขา สิ่งที่เขาเน้นย้ำคือนอกจากการสร้างทักษะและเทคนิคเชิงฟุตบอลแล้ว เขายังต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้พวกเขาสร้างสิ่งที่ดีกว่า และ ‘ไม่ยอมแพ้’ ซึ่งก็หมายความหมายเดียวกับการสร้างผู้ชนะนั่นเอง

ประสบการณ์พื้นฐานชีวิตเป็นสิ่งสำคัญเสมอ หลักการของเฟอร์กี้ก็มาจากเส้นทางนักเตะอาชีพของตัวเขาเอง ที่หลังจากไปได้สวยกับทีมเล็กๆ ในสกอตแลนด์ เขาก็ได้เซ็นสัญญากับทีมใหญ่ที่ตัวเองเชียร์มานานอย่าง กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ทว่ามันลงเอยด้วยความล้มเหลว เขาไม่ได้เป็นคนโปรดของผู้จัดการทีม สุดท้ายก็ต้องย้ายออกในสามปีให้หลัง “ความยากลำบากทำให้ผมมีแรงกระตุ้นของความมุ่งมั่น ซึ่งสร้างให้เป็นตัวผม” เขากล่าว “ผมตั้งมั่นเสมอมาว่าจะไม่ยอมแพ้ต่ออะไรก็ตาม”

เฟอร์กี้่ถ่ายทอดแนวคิดเหล่านี้ลงสู่ตัวลูกทีม ใครก็ตามที่เป็น ‘bad losers’ จะถูกสั่งให้ทำงานหนักขึ้นเป็นพิเศษ และในช่วงเวลาหลายปีของการซึมซับ นักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ก็มีธรรมชาติของการไม่ยอมรับต่อ ‘ความไม่พยายามสู้’ ที่เกิดขึ้นในตัวเพื่อนร่วมทีม ไม่ว่าจะเป็นดาวเด่นมาจากไหนก็ตาม

 

ป๋าว่านะ…

“ทุกอย่างที่เราทำคือเรื่องของการรักษามาตรฐานที่เราตั้งไว้ในฐานะสโมสรฟุตบอล ซึ่งใช้กับการสร้างทีมทั้งหมดของผม ไปจนถึงการเตรียมทีม, การพูดคุยสร้างแรงบันดาลใจ และการพูดคุยทางแท็กติกการเล่น ตัวอย่างเช่นเราไม่อนุญาตให้มีการฝึกซ้อมที่แย่ๆ เพราะการซ้อมคือภาพสะท้อนของการแข่งขันจริง ทุกการซ้อมจำต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพ เรายังไม่อนุญาตให้นักเตะขาดสมาธิ มันเป็นเรื่องของความตึงเครียด, ความมุ่งมั่น, การผลิตฟอร์มการเล่นระดับสูง ที่เราหวังว่านักเตะของเราจะทำได้ดีขึ้นในแต่ละมื้อ”

“ผมต้องยกระดับความคาดหวังของผู้เล่น พวกเขาต้องไม่ยอมแพ้ ผมพูดอยู่ตลอดเวลา ‘ถ้านายยอมครั้งแรก มันก็จะมีครั้งที่สองตามมา’ จรรยาบรรณในการทำงานและพลังงานที่ผมใส่ลงไปดูเหมือนจะแพร่กระจายไปทั่วสโมสร ผมเคยเป็นคนแรกเสมอที่มาถึงสโมสรในตอนเช้า ในปีต่อมาพนักงานของผมก็จะอยู่ที่นั่นแล้วเมื่อผมเข้ามาในเวลา 7 โมง ผมคิดว่าพวกเขาเข้าใจดีว่าทำไมผมถึงมาเช้าแบบนี้ พวกเขารู้ว่าเรามีงานที่ต้องทำ มันเป็นความรู้สึกว่า ‘ถ้าเขาทำมันได้แล้ว ผมก็สามารถทำมันได้เหมือนกัน’

“ผมจะบอกนักเตะของผมเสมอว่าการทำงานหนักตลอดชีวิตคือพรสวรรค์ แต่ผมคาดหวังมากกว่านั้นจากนักเตะเด่นๆ ผมผมคาดหวังให้พวกเขาทำงานหนักขึ้น ผมบอก ‘นายต้องแสดงให้เห็นว่านายเป็นผู้เล่นชั้นนำ’ และพวกเขาก็ทำ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาเป็นยอดนักเตะ – พวกเขาพร้อมที่จะทำงานหนักขึ้นเสมอ”

“ซูเปอร์สตาร์ที่มีอีโก้อาจไม่ใช่ปัญหาอย่างที่ใครๆ คิด เพราะพวกเขามีความกระหายในชัยชนะอย่างแรงกล้า ความนัยในอีโก้เหล่านั้นคือพวกเขาพร้อมทำทุกอย่างเพื่อชัยชนะ นักเตะอย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เบ๊คแฮม, กิ๊กส์, สโคลส์ และคนอื่นๆ ล้วนแต่เต็มใจฝึกซ้อมเป็นเวลาหลายชั่วโมง จนบางทีผมต้องสั่งให้พวกเขาหยุดเองด้วยซ้ำ พวกเขาตระหนักดีว่าการเป็นนักเตะแมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

#4
อย่าละทิ้งอำนาจ

 

“คุณอย่าเสียการปกครองเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องจัดการกับนักเตะอาชีพ 30 คน ที่ล้วนแต่เป็นดาวดัง” เฟอร์กี้ว่า “ถ้าใครบางคนต้องการทดสอบผม อยากท้าทายกฎเกณฑ์ของผม ก็มาเลย ผมพร้อมเสมอ”

หนึ่งในส่วนสำคัญของการสร้างมาตรฐานระดับสูง ก็คือการสร้างระเบียบวินัย เฟอร์กูสันไม่เกรงกลัวที่จะเนินการขั้นเด็ดขาดกับใครก็ตามที่ล่วงละเมิดกฎ ความผิดเล็กๆ อาจแค่ปรับเงิน แต่ถ้าเลยเถิดไปมาก นั่นประตู เชิญได้เลย

ทั้ง ยาป สตัม ทั้ง เดวิด เบ็คแฮม เช่นเดียวกับปี 2005 ที่เมื่อกัปตันทีมผู้ยิ่งใหญ่ รอย คีน เปิดปากวิจารณ์เพื่อนร่วมทีม เขาถูกยกเลิกสัญญาในทันที หรือปีต่อมา ดาวยิงตัวเก่งอย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย เริ่มบ่นเรื่องการถูกจับนั่งสำรองและมีปัญหาในสนามซ้อม เขาก็ถูกขายไป เรอัล มาดริด

การใช้อำนาจควบคุมทีมคือหนึ่งสิ่ง และที่สำคัญไม่แพ้กันคือการตอบสนองมันอย่างรวดเร็ว ไม่ปล่อยเวลาให้ล่าช้าจนสายเกินการณ์

 

ป๋าว่านะ…

“ถ้าอยู่มาวันหนึ่ง ผู้จัดการทีมแมนฯ ยูไนเต็ด ถูกควบคุมโดยบรรดาผู้เล่น หรืออีกนัยหนึ่งคือ ถ้าผู้เล่นกลายเป็นคนตัดสินใจว่าควรจะฝึกซ้อมอย่างไร หรือวันไหนควรหยุดพัก เกณฑ์วินัยควรเป็นแบบไหน แท็กติกจะใช้อย่างไร ยูไนเต็ดก็จะไม่เป็นยูไนเต็ดอย่างที่เรารรู้จักกันอีกต่อไป”

“ตั้งแต่ก่อนที่ผมจะมาสู่ทีม ผมก็บอกตัวเองไว้อยู่แล้วว่าจะไม่ปล่อยให้ใครมามีอำนาจเหนือผม ตัวตนของคุณต้องใหญ่กว่าของพวกเขา นั่นเป็นสิ่งสำคัญ”

“มีบางครั้งที่คุณต้องถามตัวเอง ว่าผู้เล่นบางคนมีผลต่อบรรยากาศห้องแต่งตัว, มีผลต่อฟอร์มการเล่นของทีม และมีผลต่อการควบคุมผู้เล่นและสตาฟฟ์ของคุณมากเกินไปไหม ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณก็จะต้องลงมือทันที ไม่มีทางอื่นใด ไม่สำคัญว่าคนๆ นั้นจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในโลกหรือเปล่าก็ตาม แผนงานระยะยาวของสโมสรมีความสำคัญมากกว่าใครคนใดคนหนึ่ง และผู้จัดการทีมต้องเป็นคนสำคัญที่สุดในสโมสร”

“บางทีมเปลี่ยนผู้จัดการหลายครั้ง มันทำให้เกิดพลังอำนาจขึ้นมาในกลุ่มผู้เล่น ซึ่งเป็นอันตราย ถ้าโค้ชไม่มีการควบคุม เขาจะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนานนัก คุณต้องอยู่ในจุดที่สามารถคอนโทรลได้ทุกอย่าง นักเตะต้องยอมรับว่านี่คือเจ้านาย คุณอาจสงสัยว่านักเตะคนนั้นคนนี้จะชอบคุณหรือเปล่า แต่สำหรับผม ถ้าผมทำงานได้ดี นักเตะจะเคารพผม และนั่นคือทั้งหมดที่คุณต้องการ”

“ผมจะดำเนินการอย่างรวดเร็วเสมอหากพบเห็นใครก็ตามที่ส่งอิทธิพลทางลบ บางคนอาจจะพูดว่าผมหุนหันพลันแล่นเกินไป แต่ผมคิดว่ามันสำคัญมากที่ผมตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือคุณต้องมั่นใจในการตัดสินใจ และก้าวต่อไปเมื่อคุณได้ทำมันแล้ว”

 

#5
มีศิลปะในการสื่อสาร

 

เมื่อถึงเวลาที่ต้องแจ้งข่าวใดใดกับลูกทีม เฟอร์กี้ จะกองอำนาจบารมีเอาไว้ข้างๆ แล้วพยายามสื่อความอย่างเข้าอกเข้าใจในตัวเด็ก เช่นในเวลาที่ต้องบอกว่าคนๆ นั้นหลุดจากทีมตัวจริงในเกมใหญ่ “ผมจะทำเป็นการส่วนตัวเสมอ” เขาบอก “มันไม่ง่ายเลย ผมจะบอกกับเด็ก ‘ฟังนะ บางทีฉันอาจจะตัดสินใจผิดก็ได้’ ผมมักพูดแบบนี้ ‘แต่ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทีมในวันนี้’ ผมจะทำให้เขาไม่สูญเสียความเชื่อมั่น บอกว่ามันเป็นเพียงเรื่องแท็กติก และเกมใหญ่ๆ ก็ยังรออยู่อีกในวันข้างหน้า”

ในระหว่างมื้อซ้อม เฟอร์กี้และผู้ช่วยจะมุ่งเน้นไปที่บรรยากาศแง่บวก แม้ภาพจำของเขาคือความเกรี้ยวกราดในช่วงพักครึ่งเวลาของแต่ละแมตช์ รวมถึงการประชุมทีมหลังจบเกมก็ตาม “คุณไม่อาจตะโกนโหวกเหวกโวยวายได้ตลอดเวลาหรอก มันไม่เวิร์ค”

อดีตกองหน้า แอนดี้ โคล บอก “ถ้าวันนั้นทีมแพ้ แต่เซอร์อเล็กซ์เชื่อว่าคุณพยายามกันเต็มที่แล้ว มันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าคุณแพ้แบบปวกเปียกไม่ยอมสู้ ก็ระวังหูของคุณไว้ให้ดี!”

 

ป๋าว่านะ…

“ไม่มีใครชอบโดนดุ และมีไม่กี่คนที่จะดีขึ้นได้หลังโดนตำหนิ ส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อการให้กำลังใจมากกว่า ดังนั้นผมจึงพยายามให้กำลังใจเต็มที่เมื่อผมทำได้ ในบางแง่ นักเตะก็เหมือนปุถุชนคนธรรมดา มันไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ยินคำชมว่า ‘Well done’ นี่คือสองคำที่ดีมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องประดิษฐ์ประดอยอะไร”

“แต่ขณะเดียวกัน เมื่ออยู่ในห้องแต่งตัว คุณก็ต้องชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดเมื่อนักเตะไม่อาจตอบสนองความคาดหวังได้ การตำหนิจะเป็นสิ่งสำคัญในตอนนั้น และผมจะทำมันหลังจบเกมลงหมาดๆ ไม่รอให้ผ่านไปเป็นวันๆ แต่จบแล้วคือจบกัน หลังจากนั้นคือการโฟกัสไปที่แมตช์หน้า ไม่มีการตำหนิใครเพิ่มอีก”

“ในการพูดคุยก่อนเกม ผมจะเน้นเรื่องความคาดหวัง ความเชื่อมั่นในตัวเอง และความเชื่อมั่นทื่มีต่อเพื่อนร่วมทีม ผมจะบอกพวกเขาว่าการมีจรรยาบรรณในการทำงานเป็นเรื่องสำคัญมาก การเชื่อในตัวเพื่อนร่วมทีม พร้อมๆ กับไม่ปล่อยให้พวกเขาผิดหวังในตัวคุณ คือสิ่งที่จะสร้างคาแรกเตอร์ให้กับทีมได้”

“ช่วงพักครึ่ง คุณอาจมีเวลาประมาณ 8 นาทีในการบอกกล่าวข้อความสำคัญ ดังนั้นเราจึงต้องจัดการเวลาให้ดี ทุกอย่างง่ายดายเมื่อคุณมีสกอร์นำอยู่ แต่เมื่อคุณตามหลัง คุณต้องสร้างผลกระทบให้เกิดขึ้นกับลูกทีมให้ได้ ผมชอบที่จะมุ่งเน้นไปที่ทีมของเราเองและจุดแข็งของเราเอง และคุณต้องจับสาเหตุให้ได้ว่าทีมตามหลังเพราะอะไร”

“เมื่อผมอายุมากขึ้น ผมตระหนักรู้ว่าการแสดงความโกรธอยู่ตลอดเวลามันไม่ได้ผล คุณต้องเลือกช่วงเวลาในการใช้อารมณ์ ในฐานะผู้จัดการทีม คุณจะมีบทบาทที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา บางครั้งคุณต้องเป็นหมอ บางครั้งเป็นครู หรือบางครั้งก็เป็นพ่อ”

 

#6
เตรียมพร้อมเพื่อชัยชนะ

 

 

คุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งสำหรับทีมของเฟอร์กี้ คือความ ‘ตายยาก’ ใช้เวลาอึดใจสุดท้ายของเกมเปลี่ยนจากแพ้เป็นเสมอ จากเสมอเป็นชนะ ตัวอย่างที่ชัดมากคือหลายเกมของซีซั่น 1998/99 โดยเฉพาะนัดชิงชนะเลิศยูเอฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กับ บาเยิร์น มิวนิค

ในการเก็บข้อมูลวิเคราะห์มากกว่า 10 ซีซั่น แมนฯ ยูไนเต็ด มีสถิติดีกว่าใครในลีกอังกฤษในการคว้าชัยหากพวกเขาผ่านครึ่งแรกด้วยผลเสมอ หรือเข้าสู่ช่วง 15 นาทีสุดท้ายด้วยผลเสมอ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากการพูดคุยที่ดีช่วงพักครึ่้งเวลาและการปรับเปลี่ยนแผนการเล่นที่เหมาะสม แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมด

เฟอร์กี้ ไม่จำเป็นต้องหลับหูหลับตาเสี่ยงดวงเหมือนกุนซือคนอื่นที่จะส่งกองหน้าลงไปลุยแหลกแลกหมัก เมื่อเขามีการ ‘เตรียมการ’ เอาไว้ตั้งแต่ในสนามซ้อม ว่าถ้าทีมตกเป็นฝ่ายตามหลังเมื่อเข้าสู่ 10 นาทีสุดท้าย จะเล่นอย่างไร, 5 นาทีสุดท้ายจะอย่างไร, 3 นาทีสุดท้ายจะอย่างไร หรือทดเจ็บจะอย่างไร เรื่องนี้หนึ่งในผู้ช่วยของเขาบอกว่า “เรามีการซ้อมรับมือกับสถานการณ์ยากลำบาก และเรารู้ว่าต้องทำอย่างไรเพื่อบรรลุเป้าหมายในช่วงเวลาเหล่านั้น”

ซ้อมเพื่อความคุ้นเคย ทำความคุ้นเคยนั้นให้เชี่ยวชาญ และเปลี่ยนความเชี่ยวชาญเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้มาตรฐานของไม่การยอมอยู่เฉย และไม่หยุดพัฒนาตัวเอง “นัยของข้อความก็ง่ายๆ – ในสโมสรแห่งนี้ คุณไม่อาจนิ่งเฉยได้” ท่านเซอร์กล่าว

 

ป๋าว่านะ…

“ชัยชนะคือธรรมชาติของผม ผมได้กำหนดมาตรฐานของผมเอาไว้เป็นเวลานาน และไม่มีตัวเลือกอื่นใดสำหรับผม ผม ‘ต้อง’ ชนะ ผมคาดหวังถึงชัยชนะในทุกเกม แม้แต่เกมที่นักเตะสำคัญของเรา 5-6 คนบาดเจ็บ ผมก็ยังต้องการชัยชนะ ผมมั่นใจว่านักเตะทุกคนของผมเตรียมพร้อมกันมาแล้ว และพร้อมเสมอในการโชว์ฟอร์ม เพราะทุกสิ่งได้ตระเตรียมกันมาแล้วก่อนที่จะลงสนาม”

“ถ้าให้เปรียบ ผมคือนักพนันจอมเสี่ยง คุณจะเห็นได้จากการเล่นของเราในช่วงท้ายของหลายแมตช์ ถ้าเราตามหลังเมื่อหมดครึ่งแรก ข้อความจะไม่ซับซ้อน – อย่าตื่นตระหนก มุ่งมั่นที่จะทำให้งานเสร็จสิ้น แล้วถ้าเรายังตามหลัง อาจจะสัก 1-2 ในช่วง 15 นาทีท้าย ผมก็จะเสี่ยงมากขึ้นอีก ผมยินดีที่จะแพ้ 1-3 ถ้าเราได้สร้างโอกาสที่จะเสมอหรือชนะไปแล้ว”

“พยายามมองแง่บวกและพร้อมรับความเสี่ยง นี่คือสไตล์ของเรา เราลงสนามไปเพื่อเอาชนะ เราพร้อมทำทุกอย่างใน 15 นาทีสุดท้าย การโยนบอมบ์, การเข้าไปออในเขตโทษ, การสู้ยิบตาของนักเตะ ใช่ คุณอาจจะโดนยิงเพิ่มจากเกมโต้กลับ แต่รสชาติของชัยชนะเมื่อคุณกำลังจะแพ้ คือความรู้สึกที่มหัศจรรย์มาก”

 

#7
ผู้สังเกตการณ์

 

เฟอร์กูสันเริ่มต้นเส้นทางการทำทีมกับสโมสรเล็กๆ ในสกอตแลนด์อย่าง อีสต์ สเตอร์ลิงเชียร์ ในปี 1974 ตอนที่เขาอายุเพียง 32 ปีเท่านั้น ซึ่งไม่ได้มากไปกว่าลูกทีมบางคน ต่อมาเขาไปที่ เซนต์ เมียร์เรน ตามด้วย อเบอร์ดีน การประสบความสำเร็จกับที่เองที่ทำให้เขาได้งานกับ แมนฯ ยูไนเต็ด

แม้หน้าที่ในการคุมนักเตะกลางสนามซ้อมจะเป็นของผู้ช่วย แต่เฟอร์กี้ก็แทบไม่เคยขาดการซ้อม… ในฐานะ ‘ผู้สังเกตการณ์’ เขาบอกว่าสิ่งนี้ช่วยให้สามารถประเมินฟอร์มการเล่นของนักเตะได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น “การเป็นโค้ชในสนาม คุณจะมองไม่เห็นครบทุกอย่าง” แต่กับการเฝ้ามองจากด้านนอก จะสามารถสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในการซ้อม จนถึงพละกำลังและความทุ่มเทของนักเตะ

กุญแจสำคัญคือการมอบหมายงานกำกับดูแลให้กับคนอื่น และเชื่อมั่นในการทำงานของพวกเขา เพื่อที่ผู้จัดการทีมจะสามารถสังเกตเห็นทุกสิ่งได้อย่างกระจ่างชัด

 

ป๋าว่านะ…

“การสังเกตการณ์คือส่วนสุดท้ายในโครงสร้างการจัดการของผม ตอนที่ผมเริ่มต้นงานโค้ช ผมยึดโยงอยู่กับพื้นฐานหลายประการ ทั้งสิ่งที่จะทำให้เกมออกมาดี, สิ่งที่จะทำให้ผมเข้าใจในเทคนิคที่จำเป็นเพื่อประสบความสำเร็จ, สิ่งที่จะทำให้ผมสั่งการนักเตะได้ และสิ่งที่จะทำให้ผมมีทักษะในการตัดสินใจ”

“บ่ายวันหนึ่งที่อเบอร์ดีน ผมได้คุยกับทีมผู้ช่วยของผม เขาบอก ‘ผมไม่รู้ว่าทำไมคุณถึงพาผมมาที่นี่ ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ผมต้องไปทำงานกับทีมเยาวชน แต่อันที่จริงผมมาที่นี่เพื่อช่วยคุณในการฝึกซ้อมและเลือกทีม นั่นคืองานของผู้ช่วยผู้จัดการไม่ใช่หรือ?’ ผมนำมันกลับไปคิด และมาบอกเขาอีกทีว่า ‘ผมจะลองดู แต่ไม่สัญญานะ’ ลึกๆ แล้วผมคิดว่าเขาพูดถูก ฉะนั้นผมเลยส่งมอบหน้าที่การคุมทีมซ้อมให้กับเขา และนั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดที่ผมเคยทำ”

“มันไม่ได้ทำให้ผมสูญเสียการควบคุม การแสดงตนและความสามารถในการดูแลทีมของผมยังคงอยู่เสมอ และสิ่งที่คุณได้รับจากการเฝ้ามองก็มีคุณค่าอย่างเหลือเชื่อ เมื่อผมทำแบบนั้นแล้วผมก็ตระหนักถึงรายละเอียดที่มากขึ้นและระดับประสิทธิภาพการทำงานของผมก็เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงในนิสัยของผู้เล่น หรือความกระตือรือร้นที่ลดลง มันก็ทำให้ผมได้ไตร่ตรองถึงคนๆ นั้นมากขึ้น เช่นว่าเขามีปัญหาครอบครัวหรือเปล่า? เขากำลังแย่ทางการเงินไหม? หรือเขาอ่อนล้าเกินไป? เขามีอารมณ์แบบไหน? บางครั้งผมก็สามารถบอกได้ว่านักเตะคนนั้นกำลังบาดเจ็บ แม้เขาจะคิดว่าตัวเองสบายดีก็ตาม”

“ผมไม่คิดว่าจะมีคนจำนวนมากเข้าใจคุณค่าของการสังเกตการณ์ แต่มันกลายเป็นส่วนสำคัญของทักษะการจัดการของผมไปแล้ว ความสามารถในการมองเห็นสิ่งต่างๆเป็นสิ่งสำคัญ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการมองเห็นสิ่งที่คุณไม่คาดหวังว่าจะได้เห็น”

 

#8
พร้อมเสมอที่จะปรับตัว

 

27 ปีของการปักหลักกับแมนฯ ยูไนเต็ด มากกว่าช่วงชีวิตของคนบางคนด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องสงสัยว่าฟุตบอลไปเดินทางก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงหลายต่อหลายครั้ง ทั้งเรื่องการเงินและวิทยาศาสตร์การกีฬาที่เข้ามามีอิทธิพลสูงขึ้นเป็นลำดับ การปรับตัวให้ทันจึงไม่ใช่เรื่องง่าย และยิ่งยากกว่าสำหรับคนที่รักษามาตรฐานสูงเอาไว้นับสิบปี อดีตซีอีโอสโมสร เดวิด กิลล์ กล่าวว่าเฟอร์กี้ “แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับเกมที่เปลี่ยนไป” ได้เสมอ

กลางยุค 90 เฟอร์กูสัน เป็นคนแรกที่ส่งนักเตะเยาวชนและตัวสำรองลงสนามแบบยกชุดในถ้วยลีกคัพ ซึ่งกลายมาเป็นธรรมเนียมหลักของแทบทุกทีมในพรีเมียร์ลีกยุคนี้ เขายังเป็นคนแรกที่สะสมกองหน้าชั้นยอดเอาไว้ในทีม 4 คน เพื่อแย่งตำแหน่ง 2 ตำแหน่งในสนาม ส่วนที่นอกสนาม เขาขยายจำนวนสตาฟฟ์หลังบ้าน ตั้งทีมนักวิทยาศาสตร์การกีฬาให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสโมสร นำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างเช่นตู้อบวิตามิน D มาให้นักเตะใช้ รองรับสภาพอากาศในแมนเชสเตอร์ที่อึมครึมอยู่เกือบตลอดเวลา และยังใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ GPS มาวิเคราะห์การซ้อมของนักเตะ

เฟอร์กี้ยังเป็นโค้ชคนแรกที่จัดจ้างผู้เชี่ยวชาญทางสายตามาบริการนักเตะ, ว่าจ้างครูสอนโยคะมาเปิดคลาสสัปดาห์ละ 2 ครั้ง, เปิดศูนย์การแพทย์เฉพาะของสโมสรเอาไว้ในสนามซ้อม เพื่อให้รักษาอาการบาดเจ็บของนักเตะได้ทันท่วงที ศูนย์แห่งนี้สามารถทำการผ่าตัดเล็กให้กับนักเตะได้เลยเมื่อต้องการ และเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ข้อมูลของนักเตะรั่วไหลจากการเข้ารักษาในโรงพยาบาลด้วย

 

ป๋าว่านะ…

“ตอนที่ผมเริ่มงานใหม่ๆ มันไม่มีระบบเอเยนต์ดูแลนักเตะ หรือแม้ว่าเกมจะถูกถ่ายทอดทางทีวี นักเตะก็ไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกับดารานักแสดงเหมือนตอนนี้ ทุกวันนี้สนามมีการปรับปรุง พื้นสนามถูกเพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบ และวิทยาศาสตร์การกีฬาก็มีอิทธิพลอย่างมากต่อวิธีเตรียมทีม”

“มีเจ้าของทีมมาจากรัสเซีย จากตะวันออกกลาง เงินทุนจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามา และนั่นก็นำมาซึ่งแรงกดดันมหาศาลสำหรับคนเป็นผู้จัดการทีม ผู้เล่นทุกวันนี้มีชีวิตท่ามกลางสปอตไลท์ และเปราะบางมากกว่านักเตะเมื่อ 25 ปีก่อน”

“หนึ่งในสิ่งที่ผมทำได้ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา คือการเปิดรับความเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าคุณสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงได้โดยการยอมรับมัน นั่นยังหมายถึงการมีความเชื่อมั่นในคนที่คุณจ้าง ถ้าคุณมัวแต่สั่งการในทุกพื้นที่ มันก็ไม่จำเป็นต้องจ้างพวกเขามาหรอก”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการไม่หยุดนิ่ง ผมบอกกับ เดวิด กิลล์ ‘ทางเดียวที่เราจะเก็บนักเตะเอาไว้ได้ ก็คือเราต้องมีสนามซ้อมที่ดีที่สุดในยุโรป’ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้างศูนย์การแพทย์ขึ้น เราไม่อาจอยู่เฉยได้”

“ผมไม่สามารถอยู่นิ่งไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรได้ เราเป็นสโมสรที่ต้องการความสำเร็จ ไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับผม และผมพร้อมพัฒนาในทุกสิ่ง ผมทำงานอย่างหนักในทุกวัน ผมไขว่คว้าความสำเร็จทุกชิ้นเหมือนการสู้เพื่อมันเป็นครั้งแรก งานของผมคือการสร้างโอกาสที่ดีที่สุดเพื่อชัยชนะ นั่นคือสิ่งที่ผลักดันผมเสมอมา”

 

AHEAD TAKEAWAY

ความจริงไม่ต้องแนะนำหรือสาธยายสรรพคุณของ เซอร์ อเล็กซ์ ให้มากความ ชื่อของเขาบรรยายความยิ่งใหญ่ในตัวเองอยู่แล้ว

เดวิด กิลล์ เคยนิยามไว้ “หากว่า สตีฟ จ๊อบส์ คือ Apple, เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็คือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”

ในปัจจัยการบริหารทีมทั้ง 8 ข้อ ชัดเจนว่าทุกข้อสามารถนำไปใช้งานได้จริงในทางธุรกิจ หรือแม้กระทั่งการจัดการกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อม, การใช้อำนาจให้เป็น, การสื่อสารอย่างมีวาทะศิลป์, ความกล้าที่จะปรับเปลี่ยน และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตามโลกให้ทัน พร้อมเสมอที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและความเปลี่ยนแปลง

พูดได้ว่าเหล่านี้คือ ‘บทเรียนชีวิต’ ที่จอมคนอย่าง SAF สั่งสมประสบการณ์ชีวิตมากว่า 70 ปี และบนเก้าอี้ของสโมสรฟุตบอลที่เขาเป็น ‘คนปั้น’ ให้ประสบความสำเร็จสูงสุดในอังกฤษ

คำสอนของคนระดับที่มีรูปปั้นตั้งอยู่หน้าสนามโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด เหมาะควรอย่างยิ่งในการรับฟังและคิดตาม พร้อมกับนำไปปรับใช้ในการดำเนินชีวิตและการสร้างธุรกิจใดใดก็ตาม

 

เรียบเรียงจาก
Ferguson’s Formula

 

หนึ่งในศิษย์เก่าของ “ป๋า” ที่ได้ดิบได้ดีในแนวทางของตัว คงไม่พ้นซูเปอร์สตาร์รูปหล่อ เดวิด เบ็คแฮม ที่ทุกวันนี้ รวยกว่าสมัยเป็นนักฟุตบอลด้วยซ้ำ พี่เบ็คส์รวยเพราะอะไร ไปดูกัน

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน