บนโลกโซเชียลมีเดีย มองซ้ายก็ Vlogger มองขวาก็ Influencer แต่เอาเข้าจริง จะคัดคนที่ ‘มีของ’ สามารถสร้างให้คอนเทนท์ตัวเองประสบความสำเร็จในระดับโลก ก็อาจหาไม่ได้ง่ายๆ นัก นูเซียร์ ยาสซิน หรือ แนส เดลี  ( Nas Daily ) ก็เป็นหนึ่งในนั้น กับการสร้างให้คลิปวิดีโอท่องเที่ยวซึ่งมีความยาวแค่ 1 นาที มีฐานผู้ชมเป็นจำนวนมากกว่าประชากรบางประเทศ

วรรคทองที่เขาใช้ในทุกการปิดคลิป คือ “That’s one minute, see you tomorrow”

แต่วันนี้ มาใช้เวลาหลายนาทีไปกับเขากัน

ผมว่าผมได้เงินเดือนเยอะไป

 

 

ที่จริง นูเซียร์ ยาสซิน ก็ไม่ได้ตั้งใจ จะเป็นหนึ่งใน Vlogger ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของ Facebook

หนุ่มหน้าติดหนวดวัยยี่สิบเศษ เติบโตขึ้นมาใน อาร์ราบา เมืองทางการเกษตรแถบภาคเหนือของประเทศอิสราเอล เขามีเชื้อสายทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์ ด้วยรากจากครอบครัวชนชั้นกลาง

ยาสซิน เป็นลูกคนกลางในครอบครัว และมีพี่น้องอีกสามคน แม่ของเขาเป็นครู พ่อเป็นนักจิตวิทยา ครอบครัวเขาปลูกฝังเรื่องการศึกษาและการทำงานหนักเป็นหลัก และแม้จะโด่งดังเช่นนี้ แต่ ยาสซิน สารภาพว่าเขาออกจะเป็นคนขี้อายและไม่ค่อยถนัดเข้าสังคมด้วยเมื่อตอนเด็กๆ

สัญญาณแรกของการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ระดับโลก เกิดขึ้นตอนเขาอายุได้ราว 19 ปี ที่แม้ชีวิตจะมีข้อจำกัดของการเป็นพลเมืองอิสราเอล แต่เขามุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะเข้าเรียนในวิทยาลัยที่สหรัฐอเมริกาให้ได้

ยาสซิน กล่าวว่าเขา “หิวกระหาย” การเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยอันทรงเกียรติ เขาผ่านเข้าเรียนในฮาร์วาร์ด สาขาวิชาวิศวกรรมการบินและอวกาศ และยังได้รับทุนการศึกษาเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายตลอดการเรียน

หลังจบการศึกษาระดับปริญญาด้านเศรษฐศาสตร์ เขาย้ายไปนิวยอร์คเพื่อทำงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เขาเริ่มเขียนโค้ดสำหรับ Venmo แอพพลิเคชันโอนเงินที่มี PayPal เป็นเจ้าของ ที่ซึ่งเขาบอกว่าตัวเองได้ค่าจ้างสูงถึงกว่า 100,000 ดอลลาร์ต่อปี (3 ล้านบาท)

ทั้งในแง่การศึกษา, เส้นทางอาชีพ และรายได้ ถือว่า ยาสซิน ประสบความสำเร็จด้วยดีทั้งหมด

แต่จุดเปลี่ยนก็มาถึงเมื่อเขารู้สึก “เบื่อหน่าย” ในกิจวัตรประจำวัน และรู้สึกว่าตัวเองเสียเวลาไปเปล่าๆ กับการทำงานบนโต๊ะทำงานที่แสนสบาย มันคือช่วงเวลาที่เขาฉุกคิดขึ้นมาว่า มันจะดีกว่านี้มาก ถ้าได้เดินทางไปรอบโลก

“ผมรู้สึกว่าผมได้เงินเดือนเยอะเกินไป มันทำให้ผมไม่รู้สึกพึงพอใจกับตัวเองมากพอ”

ยาสซิน ใช้เวลาทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 18 เดือน เก็บเงินได้ก้อนย่อมๆ 60,000 ดอลลาร์ และยื่นใบลาออกในปี 2016 เพื่อไปซื้อกล้องถ่ายรูปกับตั๋วเครื่องบิน

และยืนยันกับตัวเองว่าเขาจะออก ‘เดินทางรอบโลก’ แบบฟูลไทม์ พอกันทีงานออฟฟิศ เข้า 9 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น

“ผมตระหนักได้ว่าผมใช้ชีวิตของตัวเองไปแล้ว 32 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีสิ่งที่ผมอยากทำอีกมากเหลือเกิน ฉะนั้น ผมจึงลาออก”

 

เรื่องราวชีวิตจริง

 

 

ยาสซิน ใช้ชื่อในโลกออนไลน์ว่า แนส (Nas) ซึ่งในภาษาอาหรับมีความหมายว่าผู้คน และตั้งเพจชื่อว่า Nas Daily

ไอเดียของเขาคือการสร้างสารคดีสั้นใน ‘ทุกวัน’ ที่เขาออกเดินทาง เขาตั้งมั่นจะทำคลิปวิดีโอทุกวันๆ เป็นเวลา 1,000 วันติดต่อกัน แต่ขณะนี้ เขาผ่านมาแล้วถึงกว่า 3 ใน 4 ปริมาณที่ตั้งเป้าหมายไว้

“ผมมักไม่ค่อยเสี่ยง” เขากล่าวขณะอยู่บนบาร์รูฟท็อปที่ออสเตรเลีย – ประเทศลำดับที่ 65 ในการเดินทางของเขา “แต่ผมตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากทุกๆ วันที่ผ่านไป ผมไม่ต้องการเสียเปล่าแม้แต่นาทีเดียว”

จุดหมายปลายทางแรกของเขาคือ เคนยา ที่นับว่าเป็นการเลือกถูกตั้งแต่แรก บริษัทผู้ผลิตสื่อของรัสเซียซึ่งมีที่ตั้งในกรุงไนโรบี เมืองหลวงเคนยา ได้เห็นวิดีโอตัวแรกที่เขาปล่อยออกมา จึงเสนอตัวที่จะจัดจ้างให้ ยาสซิน เป็นผู้ผลิตคอนเทนท์ให้กับพวกเขาใน Facebook บริษัทยื่นเงินให้เขา 3,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ซึ่ง แนส บอกว่าเงินจำนวนนี้ช่วยให้เขาสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกมากขึ้น และทำให้เขาได้มาซึ่งสิ่งจำเป็นในการสร้างฐานผู้ชม

“ผมสร้างวิดีโอเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้คน ในแบบที่มีความเป็นมนุษย์” แนส กล่าวถึงรูปแบบการถ่ายทำของเขาที่ตั้งใจสร้างมันออกมาให้เป็นคลิปสั้นแค่ 1 นาที

“เราต่างมีชีวิตที่วุ่นวาย แต่ทุกคนมีเวลานอกอย่างน้อย 1 นาทีเสมอ” เขาว่า

สารคดีของเขาถูกเรียกว่า ‘เรื่องราวชีวิตจริง’ ในขณะที่กลุ่มผู้ชมของเขาเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นไปอย่างมั่นคง สามารถสร้างฐานแฟนได้ในทุกประเทศที่ไปเยือน จนกระทั่งตอนนี้ เขามีผู้ติดตาม ในเพจกว่า 7 ล้านคนแล้ว และยังเพิ่มขึ้นในทุกวัน ส่วนยอดผู้ชมคลิปนับรวมแล้วก็มากกว่า 1 พันล้านครั้ง

เคนยา, ออสเตรเลีย, เปอร์โตริโก, อียิปต์, ญี่ปุ่น, ไนจีเรีย, พม่า, ฯลฯ และรวมถึงไทยแลนด์ บางทีอาจต้องย้อนถามว่าเหลือประเทศไหนบ้างที่เขายังไม่ได้ไป

“ความสำเร็จของผมมาจากข้อเท็จจริงที่ว่าผมไม่ใช่บล็อกเกอร์ทั่วๆ ไป” เขาอธิบายว่าเชื้อชาติและรูปแบบวิดีโอ 1 นาทีของเขาทำให้เขาแตกต่างจาก vlogger คนอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จในเว็บศูนย์รวมวิดีโอ เช่น YouTube

แนส เสริมว่าเขาตั้งใจที่จะผจญภัยไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมน้อย เช่น รวันดา, แทนซาเนีย, มอลตา เพื่อให้ผู้ชมของเขามีมุมมองที่กว้างขึ้น

“มีโลกที่ยังไม่ได้ค้นพบอยู่มากมายนัก และผมเลือกไปยังที่สถานที่ที่บล็อกเกอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้ไป”

 

ความเสี่ยงคือแรงจูงใจ

 

 

แนส ยังได้สร้างธุรกิจที่ถ่ายทอดแนวคิดของเขาออกมา เขาขายเสื้อยืดที่มีธีมซึ่งบอกว่าเปอร์เซ็นต์ของชีวิตคุณผ่านไปแล้วเท่าไหร่

เขายังให้คำปรึกษาผู้ต้องการสร้างธุรกิจและผู้ที่ต้องการผลิตเนื้อหามัลติมีเดีย

เขามีรายได้จากโฆษณาที่ Facebook ฝังอยู่ในวิดีโอคลิป ทุกวันนี้เขามีทรัพย์สินประมาณ 250,000 ดอลลาร์ ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว น้อยกว่า vlogger แนวท่องเที่ยวรายอื่นๆ อยู่มาก

หนึ่งในเหตุผลคงเป็นการที่เขาใช้เงินที่ได้รับไปกับการ ‘ออกเดินทาง’ นั่นเอง – หกสิบกว่าประเทศทั่วโลก เพียงค่าตั๋วเครื่องบินก็ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ แล้ว

แต่ แนส เข้าใจดีว่าเขาไม่สามารถเดินทางได้ตลอดไป และแผนการสร้างวิดีโอของเขาตอนนี้ก็ถูกขยายออกไปมากกว่า 1,000 วันแล้ว

“ผมมีความกลัวว่าถ้าผมตายในวันนี้ พรุ่งนี้ผมก็ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ถ้างานของผมมีเพียงการทำวิดีโอ 1 นาที เมื่อถึงนาทีที่ผมตาย งานก็ตายไปกับผมด้วย ผมจึงต้องการที่จะเริ่มต้นธุรกิจที่จะมีกลุ่มพนักงานซึ่งสามารถยืนระยะได้ยาวนานกว่า”

แผนการของ แนส คือการว่าจ้างทีมผู้ผลิตเนื้อหา เพื่อกำหนดเป้าหมายผู้ชมที่หลากหลายมากขึ้น และหวังที่จะถ่ายทอดความเชี่ยวชาญของเขาออกไป พร้อมกับเป็นเจ้าของหุ้นบางส่วนในงานนั้นๆ

เขายังสนใจจะเขียนหนังสือและสร้างรายการทีวี อีกทั้งก็กำลังพิจารณาที่จะพาตัวเองเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นด้วย

“ผมเบื่อเต็มทีแล้วกับพวกคนแก่ที่เสนอหน้ามาบงการชีวิตผู้คน” เขาบอก

เขาเสนอคำแนะนำแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่หรือคนที่หงุดหงิดกับชีวิตรูทีนของพนักงานออฟฟิศ ว่า “คำตอบง่ายๆ แต่สำคัญสุดคือ ‘จงทำงานหนัก และอย่าหยุด’ บางครั้ง การเดินทางก็ทำให้คุณเดียวดาย คุณจะไม่มีการสร้างความสัมพันธ์จริงจังกับกลุ่มคน หรือแม้กระทั่งอาจไม่มีเพื่อน”

“ที่คุณต้องการ คือการเข้าถึงความสนุกที่แท้จริงในการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆ และนั่นคือความสำเร็จที่แท้จริง”

แนส มองว่าที่เขาสามารถเริ่มต้นการเดินทางและไปโดยที่ไม่ต้องกังวล ส่วนสำคัญก็มาจากเงินทุนก้อนแรกที่เขาเก็บหอมรอมริบมาได้

“ผมคงจะไม่ลาออกจากงานถ้าผมไม่มีอะไรรองรับ ผมเชื่อใจตัวเองว่าเมื่อออกมาแล้วจะสามารถได้งานที่ดีขึ้นภายในหนึ่งปีหรือน้อยกว่า ดังนั้นผมจึงสามารถมุ่งความสนใจไปที่สิ่งที่ผมทำได้ดีที่สุด”

และความเสี่ยงยังนับเป็นแรงจูงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา

“เมื่อคุณไปถึงประเทศใหม่ๆ และลงมือทำวิดีโอ ผมค้นพบว่าตัวเองผ่านช่วงเวลาในแต่ละวันไปด้วยสิ่งที่ผมล้วนแต่ไม่เคยทำมาก่อน”

“ผมไม่ได้ทำมันเพื่อเงิน ผมโชคดีพอที่จะได้ทำในสิ่งที่ผมชอบ และสามารถทำเงินจากมันได้”

 

บางส่วนของ Nas Daily

AHEAD TAKEAWAY

การประสบความสำเร็จในสิ่งใดๆ ก็ตาม ไม่ใช่เรื่องที่ได้มาด้วยเพียงโชคช่วย ทุกสิ่งต้องมีกระบวนการและกลยุทธ์การจัดการของมัน และนี่คือ 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ Nas Daily ประสบความสำเร็จจนนับเป็น Influencer แถวหน้า

#1

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับเนื้อหา

ชัดเจนมากว่าสิ่งที่ทำให้ แนส ตกต่างจากผู้สร้างคอนเทนท์คนอื่นคือเรื่องของเนื้อหา สตอรี่ที่เขาทำอย่างตั้งใจในทุกคลิปวิดีโอ

เขาบอกว่าเขาไม่ใช่นักเล่นโดรน ไม่ใช่ตากล้อง ไม่ใช่แม้แต่บล็อกเกอร์สายท่องเที่ยว สิ่งที่เขาเป็นคือ ‘นักเล่าเรื่อง’ และเขาเชื่อมั่นอย่างเต็มที่ว่าสิ่งจำเป็นที่ผู้สร้างคอนเทนท์ระดับแรงบันดาลใจต้องมี คือการสร้างสตอรี่ที่ ‘เป็นหนึ่งเดียว’ และไม่เคยมีใครทำมาก่อน

#2

KISS

ไม่ใช่การทิ้งรอยจูบไว้บนแก้มใคร แต่ KISS คือ ‘Keep It Short and Sweet’

แนส บอกว่า ในโลกอินเทอร์เน็ต ผู้คนไม่มีเวลาให้กับคุณมากนักหรอก (เว้นเสียแต่ว่าคุณจะเป็นเซเล็บ) นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเลือกที่จะทำคลิปวิดีโอสั้นๆ เพียง 1 นาที เขาสำเหนียกตัวเองว่าเขาคู่ควรกับการได้เวลาจากผู้ชมแค่วันละ 1 นาทีเท่านั้น และความท้าทายคือ คุณจะเล่าเรื่องให้ ‘ได้ความ’ มากที่สุดอย่างไรในระยะเวลาแค่นั้น

#3

ใช้แพลตฟอร์มให้ถูก

อาจไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว และผู้คนก็อาจนึกถึง YouTube มากกว่าถ้าพูดถึงเรื่องวิดีโอ

แต่ แนส เลือกใช้ Facebook เป็นฐานที่มั่นของเขาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าเพราะ ‘ผู้คนอยู่ที่นี่’ แม้ว่าเขาจะมีบัญชี YouTube อยู่ด้วยแต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นแพลตฟอร์มหลัก

ขณะที่ยอดผู้ติดตามในเพจของเขาเพิ่มขึ้นทุกวัน ตอนนี้อยู่ราว 7 ล้านคน ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรของหลายประเทศ เช่น เดนมาร์ก, ไอร์แลนด์, คอสตาริกา หรือนิวซีแลนด์

นอกจากนั้นแล้ว มันก็ยังมีเรื่องของการ ‘ออกจากเซฟตี้โซน’ อันเป็นหลักพื้นฐานของการสร้างความสำเร็จ แนส กล้าพอที่จะทิ้งงานประจำที่ทำเงินได้ดี ไปสู่เส้นทางชีวิตใหม่ที่มีการผจญภัยเป็นส่วนประกอบ และเขาไม่เคยลังเลที่จะเข้าหาผู้คนในสถานที่ใหม่ๆ ทุกที่ที่ไปเยือน

และท้ายสุดก็ต้องย้อนมาถึงเรื่องพื้นฐานของการสร้างคอนเทนท์ออนไลน์ ที่ว่า

ไอเดียดี เนื้อหาปัง ก็ดังได้ง่ายๆ

เรียบเรียงจาก
An Israeli-Palestinian Harvard graduate quit his job to travel the world — and is now one of the most successful creators on Facebook

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า