ย้อนเวลากลับไปสัก 20 ปีก่อน คงเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อว่าในปัจจุบัน อะไรๆ จะเปลี่ยนแปลงไปแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม เมื่อการเข้ามาของ เทคโนโลยี ทำให้เกิดนวัตกรรมต่างๆ ขึ้นมากมาย โดยเฉพาะ ‘สมาร์ทโฟน’ ซึ่งถือเป็นตัวเปลี่ยนโลกอย่างแท้จริงควบคู่ไปกับการแพร่กระจายของอินเทอร์เน็ต

คำถามถึงอนาคตมีอยู่เสมอ และก็น่าคิดว่าอนาคตข้างหน้า นับจากวันนี้ไปอีกสัก 10 ปี จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

และนี่คือ 10 เทรนด์เทคโนโลยีใหม่ ที่ถูกลงความเห็นโดยกลุ่มนักธุรกิจแห่ง ‘Churchill Club’ ว่าจะมีอำนาจ ‘เปลี่ยนโลก’ ให้ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงอีกครั้ง ในอนาคตอันใกล้

 

#10
ธุรกิจนอกโลก

 

 

ขับเคลื่อนโดยบริษัทที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งสร้างระบบนิเวศน์ที่ดีกว่าสำหรับการเดินทางสู่อวกาศ มนุษย์จะได้ใกล้ชิดกับเรื่องนอกโลกมากกว่าที่เคยเป็นมา เดวิด โคแวน แห่งกองทุน Bessemer Venture Partners เชื่อว่าสักวันหนึ่ง บริษัททั้งหลายแหล่เช่น บริษัทเหมือง, ผู้ผลิตสินค้า, สื่อมวลชน, การท่องเที่ยว, พลังงาน และอื่นๆ จะสามารถซื้อผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับการท่องเที่ยวนอกโลก ซึ่งจะช่วยขยายขนาดธุรกิจของพวกเขาให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

“วันนี้ถ้าธุรกิจของคุณเป็นธุรกิจระดับโลก นั่นอาจจะไม่เพียงพอแล้ว คุณต้องคิดให้ใหญ่ขึ้นอีก” โคแวน กล่าว “หลังจากยึดกฎของ Moore มาเป็นเวลากว่า 50 ปี ตอนนี้ธุรกิจเกี่ยวกับอวกาศกำลังพลิกกลับด้านด้วยระบบนิเวศน์ใหม่ที่สตาร์ทอัพบางแห่งพัฒนาดาวเทียมขึ้นเพื่อทดแทนระบบเมนเฟรมเก่า อันมีความยืดหยุุ่นสูงและสามารถติดตามดาวเคราะห์ได้”

“หลายบริษัทจะซื้อเทคโนโลยีและบริการเหล่านี้ เมื่อพวกเขาเล็งเห็นถึงการสร้างธุรกิจที่ไปไกลถึงต่างดาว”

 

#9
การคมนาคมรูปแบบใหม่

 

 

“ตั้งแต่รถบรรทุกไร้คนขับจนถึงสกูตเตอร์ไฟฟ้า ทุกภาคส่วนของการคมนาคมที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์จะมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งการสร้างขึ้นใหม่และนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับชีวิตของผู้คนอย่างมหาศาล” ซาราห์ กัวะ แห่ง Greylock Partners ระบุ

แม้ผลสำรวจจากหลายแหล่งจะบอกว่า ชาวอเมริกันยังไม่มั่นใจกับเทคโนโลยียานยนต์ไร้คนขับ แต่ กัวะ เชื่อว่าสังคมโลกจะไม่สามารถต้านทานการมาถึงของมันได้ ทั้งรถยนต์ไร้คนขับและบริการ Car-Sharing จะได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง เนื่องจากผู้คนจะลงทุนซื้อรถยนต์ส่วนตัวกันน้อยลง

“ถ้าในช่วงทศวรรษที่แล้วเป็นเรื่องของโทรศัพท์มือถือ ตลอดทศวรรษหน้าจะเป็นเรื่องของการคมนาคม”

 

#8
เสียงเปลี่ยนโลก

 

 

มีการประเมินกันว่ามนุษย์โลกอายุมากกว่า 15 ปี ถึง 781 ล้านคน ไม่รู้หนังสือ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่นั่นจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต

นิโคล ควินน์ จาก Lightspeed Venture Partners คาดการณ์ว่าผู้คนเหล่านั้นจะสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อช็อปปิ้งหรือเข้าถึงข้อมูลในโลกออนไลน์ ด้วยการเติบโตของเทคโนโลยีคำสั่งเสียงอย่าง Alexa ของ Amazon หรือ Siri ของ Apple

เธอกล่าวว่า “คำสั่งเสียงจะเป็นแพลตฟอร์มที่ฉันคิดว่าจะสามารถนำทุกคนเข้าสู่โลกออนไลน์ได้”

“เราพยายามจะทำให้โลกเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ตกันอยู่แล้ว ซึ่งในขณะที่มีผู้คน 25% ของโลกที่ไม่รู้หนังสือ เทคโนโลยีคำสั่งเสียงจะพาให้พวกเขาเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายๆ”

 

#7
ตามล่าหาความจริง

 

 

การแพร่กระจายของข่าวปลอม, ภาพและวิดีโอที่ถูกตัดต่อ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ของ Google ที่สามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ในการใช้โทรศัพท์ ล้วนเป็นมุมมืดของเทคโนโลยี และสร้างความกังวลให้กับผู้พัฒนาอยู่เสมอ

“อะไรที่เป็นเรื่องจริงกันแน่” โทมัสซ์ ทังก์ซ จาก Redpoint Ventures กล่าว “อะไรที่เป็นของแท้ อะไรที่เป็นความจริง นับวัน คำถามเหล่านี้ก็เป็นเรื่องยากยิ่งขึ้นที่จะแยกแยะออก”

ทังก์ซ เชื่อว่าซอฟท์แวร์รุ่นใหม่ๆ จะสร้างขึ้นเพื่อตรวจจับว่าอะไรที่เป็นคอนเทนท์ของแท้ และเทคโนโลยีบล็อคเชนก็จะมีส่วนเกี่ยวข้องมากในเรื่องนี้

“ทั้งเรื่องของการเลียนเสียงโดยคอมพิวเตอร์ เรื่องของการตัดต่อภาพให้ดูสมจริง การแพร่กระจายของข้อมูลอันเป็นเท็จ สิ่งเหล่านี้จะทำให้การค้นหาความเป็นจริงมีความสำคัญมากขึ้นกว่าที่เคย”

 

#6
จีน คือเบอร์หนึ่งโลก?

 

 

ไมค์ เวอร์นอล แห่ง Sequoia Capital ที่เพิ่งเดินทางไปประเทศจีนเมื่อไม่นานนี้ บอกว่าที่นี่จะเป็นชาติมหาอำนาจเบอร์ 1 ทางเทคโนโลยี แซงหน้าสหรัฐอเมริกาไปในเร็วๆ นี้ ทั้งในเรื่องของ AI และรถยนต์ไร้คนขับ

หนึ่งในหลักฐานสำคัญคือการที่ทุกวันนี้ ทางการจีนได้ลงทุน ติดตั้งกล้อง CCTV ความละเอียดสูงเป็นจำนวนมาก พร้อมกับใช้เทคโนโลยีตรวจจับใบหน้าเป็นส่วนประกอบสำคัญ มันถูกใช้ในเรื่องต่างๆ ทั้งงานจราจร, การจับคนร้าย, การตรวจผู้อพยพ ไปจนถึงสร้างบรรทัดฐานใหม่ในพฤติกรรมของชาวจีน

“ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือร้ายของประชาชน รัฐบาลจีนก็ก้าวล้ำกว่าใครแล้วในเรื่องนวัตกรรม” เวอร์นอล กล่าว “แล้วถ้าคุณต้องการสแกน MRI ในวันนี้ คุณต้องไปจีน หรือ Deep Learning ที่ช่วยรังสีแพทย์ให้จัดการกับโรคมะเร็ง อาจต้องรออีกหลายปีที่จะแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา แต่มันถูกใช้แล้วในจีน”

“รัฐบาลจีนมีการร่วมมืออย่างแน่นแฟ้นกับระบบนิเวศน์เทคโนโลยีของประเทศตัวเอง พวกเขามุ่งมั่นกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์และรถยนต์ไร้คนขับในระดับที่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ นั่นหมายความว่าจีนจะกลายเป็นผู้นำโลกทางด้านเทคโนโลยี”

 

#5
ปัญญาประดิษฐ์

 

 

เดวิด โคแวน ชี้ว่า AI ประสิทธิภาพสูงจะมีบทบาททดแทนระบบปฏิบัติเก่า บอทที่สามารถสื่อสารด้วยตัวเองได้จะช่วยให้ผู้บริโภคสะดวกสบายขึ้นในการค้นหาและติดต่อกับปลายทางต่างๆ เช่นการสั่งซื้อหรือสั่งจองบริการ ผู้คนจะไม่ต้องใช้เวลาค้นหาสิ่งที่ต้องการด้วยตัวเอง แค่เพียงออกคำสั่งเสียงผ่านผู้ช่วยอย่าง Alexa, Cortana หรือ Siri

เขาเชื่อว่าผู้ช่วยดิจิทัลเหล่านี้จะถูกใช้งานอย่างหลากหลายมากขึ้น และบอทจะถูกติดตั้งความสามารถในการเชื่อมต่อได้อย่างชาญฉลาด อย่างน้อยที่สุด การจองโต๊ะอาหารสำหรับมื้อค่ำ ในอนาคตผู้คนจะไม่ต้องเปิดเว็บไซต์หรือแอพพลิเคชัน หรือแม้แต่กดโทรศัพท์หาร้านนั้นๆ อีกต่อไป

“ด้วยความฉลาดและฉับไวของบอท มันจะเข้าทดแทนการใช้แอพพลิเคชันในโทรศัพท์มือถือ และก็จะเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจในอินเทอร์เน็ตสำหรับผู้บริโภคไปจากเดิม”

 

#4
ตาวิเศษเห็นนะ

 

 

กล้องอัจฉริยะ (Smart camera) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ตั้งแต่การติดตั้งกล้องวงจรปิดในจีน ถึงการติดตั้งใน iPhone X เพื่อใช้สำหรับปลดล็อค กล้องเหล่านี้กำลังสร้างมาตรฐานความสะดวกใหม่ให้กับผู้คน

“กล้องอัลกอริธึมคอมพิวเตอร์ที่มีความฉลาดและราคาจับต้องได้กำลังจะเป็นส่วนสำคัญของโลก มันถูกใช้แล้วในการปลดล็อคโทรศัพท์และให้บริการในร้าน Amazon Go ซึ่งเป็นเรื่องดีของผู้บริโภค ขณะเดียวกับการใช้มันในแง่ของการติดตามตัว ก็จะส่งผลกับพฤติกรรมของผู้คนเช่นกัน” ซาราห์ กัวะ กล่าว

หนึ่งตัวอย่างที่ชัดคือในจีนอีกเช่นกัน กล้องถูกใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรม โดยยึดโยงกับมาตรการใหม่อย่าง การสร้างระบบ Social Credit ที่ซึ่งแต้มทุกแต้มจะมีผลต่อบุคคลนั้นๆ ในหลายแง่

“ว่ากันว่า ‘คุณจะเป็นตัวคุณจริงๆ ก็ต่อเมื่อไม่มีใครจับตามอง’ แต่ฉันคิดว่าถึงอย่างไรเราก็จะถูกจับตา ไม่ว่าในทางหนึ่งทางใด ตัวฉันเองก็มักปรับพฤติกรรมการขับรถเมื่อรู้ว่ามีกล้องคอบจับตามอง หรือมีคนที่คอยจะตัดคะแนนฉันอยู่”

 

#3
โลกที่ออนไลน์และออฟไลน์ทับซ้อนกัน

 

 

เส้นแบ่งระหว่างโลกออนไลน์กับออฟไลน์จะบางลงกว่าเดิม หรือบางครั้งก็ทับซ้อนกันไปเลย คือความเห็นจาก นิโคล ควินน์ ตัวอย่างเช่นแบรนด์ Everlane และ Allbirds ที่ใช้ทั้งออนไลน์อย่างเว็บไซต์ และออฟไลน์อย่างการสร้างหน้าร้าน มาควบคู่กันไปโดยให้ทั้งสองฝั่งมีบทบาทไม่ด้อยไปกว่ากัน ซึ่ง ควินน์ เชื่อว่าลักษณะแบบนี้จะถูกขยายขอบเขตไปเรื่อยๆ จากร้านค้าปลีกไปสู่แอพนัดเดตหรือคลาสฟิตเนส

“เราได้เห็นแล้วว่าอุตสาหกรรมธุรกิจค้าปลีกมีการใช้ระบบอีคอมเมิร์ซควบคู่ไปกับการเปิดหน้าร้าน เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับผู้บริโภค และเราจะได้เห็นสิ่งนี้เพิ่มขึ้นในธุรกิจแขนงอื่นๆ แทบทุกอย่าง”

#2
ปฏิวัติการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

 

 

“ในวันนี้ ข้อมูลของเราทั้งหมดถูกเก็บรวมเอาไว้ในที่เดียว แต่ในอนาคต ผู้ใช้จะพยายามสร้างอำนาจการควบคุมข้อมูลของตัวเองให้มากขึ้น และจะใช้เทคโนโลยีอย่างบล็อคเชนเข้าช่วย” โทมัสซ์ ทังก์ซ ระบุ

“ในชีวิตผม คนที่ล่วงรู้ทุกอย่างเดี่ยวกับตัวผม มีอยู่คนหนึ่ง ไม่ใช่ภรรยาผมด้วย แต่คือ Google พวกเขารู้ว่าผมอยู่ที่ไหน รู้ว่าผมกำลังดูอะไร เห็นทุกคนในภาพถ่ายของผม เห็นการเติบโตของลูกๆ ผม”

ทังก์ซ ชี้ว่า Google ได้สร้าง ‘ข้อมูลที่มีการผูกขาด’ เนื่องจากความสามารถในการรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลจากผู้ใช้ และเนื่องจากขาดระเบียบข้อบังคับด้านเทคโนโลยี แต่ในอนาคต สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนไป

“ในอนาคต ซึ่งน่าจะเป็นเร็วๆ นี้ ผมเชื่อว่าจะมีกระแสต่อต้านเทคโนโลยีเกิดขึ้น กฎหมายที่อนุญาตให้บริษัทเหล่านี้เติบโตด้วยวิธีการเก่าๆ จะเปลี่ยนไป และจะมีกฎระเบียบที่ได้ถูกร่างขึ้นเพื่อควบคุม”

 

#1
ยุคสมัยของหุ่นยนต์

 

 

บริษัท เทคโนโลยี น้อยใหญ่ทั่วโลกกำลังมุ่งสู่การพัฒนายานยนต์ไร้คนขับ ซึ่ง ไมค์ เวอร์นอล เชื่อว่าการลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรมนี้จะนำพาให้เกิด ‘ยุคสมัยของหุ่นยนต์’ ขึ้น เริ่มตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป

เขาคาดการณ์ว่าวิศวกรที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ และผู้ประกอบการรายต่างๆ จะร่วมกันสร้างการแข่งขันรถยนต์ไร้คนขับ อันจะเป็นการเปิดทางให้อุตสาหกรรมใกล้เคียงอย่าง หุ่นยนต์ ได้เติบโตไปพร้อมกัน

เวอร์นอล ระบุว่าการลงทุนเพื่อใช้หุ่นยนต์เข้าช่วยในธุรกิจจะมีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และผู้พัฒนาเหล่านี้จะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสรรค์นวัตกรรมสมองกล ไม่ว่าจะในด้านการสัญจร, การทำเหมืองแร่, การจัดการคลังสินค้า และเกษตรกรรม

“หุ่นยนต์จะกลายเป็นสิ่งหลักของสังคม ด้วยเพราะการที่รถยนต์ไร้คนขับจะเป็นเสมือนเหมืองทอง” เวอร์นอล ว่า “วิศวกรนับพันคน เงินทุนนับพันๆ ล้านดอลลาร์ กำลังถูกเทลงในเทคโนโลยีนี้”

“การลงทุนเหล่านั้นจะ 1) สร้างให้เกิดการพัฒนาเรื่องของคีย์เซนเซอร์และเครื่องยนต์, 2) กลุ่มวิศวกรที่ได้รับการฝึกสอนให้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้เป็นพิเศษ จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าตัว และ 3) มันจะเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้ประกอบการทั่วโลกพาตัวเองเข้าสู่สายงานนี้”

“สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการจะได้เห็นหุ่นยนต์อัตโนมัติถูกใช้ทดแทนแรงงานคนและทำหน้าที่ที่มีความเสี่ยงสูงแทนผู้คน เป็นจำนวนมาก”

 

AHEAD TAKEAWAY

Churchill Club คือชมรมของบรรดาผู้ประกอบการ เทคโนโลยี ใน ซิลิคอน วัลลีย์ ซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 32 ปี

ในทุกปี เป็นธรรมเนียมของ Churchill Club ที่จะมารวมตัวจัดงานสัมมนาขึ้น เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นถึงสิ่งต่างๆ ที่เป็นไปทั้งในแง่ของ ธุรกิจ และ เทคโนโลยี

สำหรับงานสัมมนาปีนี้ (จัดเมื่อเดือนที่แล้ว) ตัวแทนจาก 5 บริษัทนักลงทุน ที่ประกอบด้วย Bessemer Venture Partners, Greylock Partners, Lightspeed Venture Partners, Redpoint Ventures และ Sequoia Capital ได้ร่วมพูดคุยกันในประเด็นเทรนด์เทคโนโลยีที่จะนำพาโลกไปสู่อนาคตใหม่

พวกเขา (และเธอ) ลงความเห็นว่าทั้ง 10 ข้อข้างต้น มีความเป็นไปได้ และอาจเกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุดภายใน ‘4 ปีข้างหน้า’

หนึ่งในความเห็นที่ต้องเน้นย้ำ คือวรรคทองจาก ซาราห์ กัวะ ที่ว่า “ถ้าในช่วงทศวรรษที่แล้วเป็นเรื่องของโทรศัพท์มือถือ ตลอดทศวรรษหน้าจะเป็นเรื่องของการคมนาคม” ซึ่งแนวโน้มที่เป็นมาตลอด 1-2 ปีหลัง ก็สื่อไปในทิศทางนั้น

ทั้งการสร้างรถยนต์ไร้คนขับ, รถยนต์พลังงานบริสุทธิ์, การสร้างระบบคมนาคมให้ครอบคลุมเพิ่มมากขึ้นในหลายประเทศ (รวมถึงไทย) ไปจนถึง ‘งานอดิเรก’ ของ อีลอน มัสก์ อย่างการขุดเจาะใต้ดิน สร้างซับเวย์พิเศษโดย Boring Company ก็ล้วนแต่เข้าข่ายทั้งสิ้น

เช่นกัน การใช้หุ่นยนต์, AI หรือ Machine Learning ก็กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาคอุตสาหกรรม จนเริ่มจะเป็นตัวชี้วัดแล้วว่าบริษัทต่างๆ ก้าวทันโลกได้ไวขนาดไหน ใครยังไม่ปรับตัวก็ชักจะ ‘ตกยุค’ ขึ้นทุกวัน

มาร่วมจับตาดูไปพร้อมๆ กัน ว่า 4 ปีข้างหน้า อะไรจะเกิดขึ้นจริงบ้าง

และโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อเทียบกับนาทีนี้ และเทียบกับ 4 ปีที่แล้วมา

 

เรียบเรียงจาก
10 new tech trends that VC investors say will completely change life and business in the next 4 years

 

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า