Uber ไปแล้วนะออเจ้า – บทวิเคราะห์ข้นๆกรณี Grab ซื้อ Uber ในอาเซียน

Uber บริษัท Ride-Hailing ยักษ์ใหญ่ ถอนทัพจากถูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีประชากรกว่า 655 ล้านคน  ด้วยการขายกิจการในภูมิภาคนี้ทั้งหมด ให้ GRAB บริษัท Ride-Hailing ชื่อดังในย่านนี้

โดยแลกกับการถือหุ้น GRAB ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ราว 27.5 เปอร์เซ็นต์เป็นการตอบแทน การปล่อยให้ค่ายสีเขียวได้ดำเนินธุรกิจ  โดยปราศจากคู่แข่งรายสำคัญ

การทำความเข้าใจการขยับครั้งสำคัญนี้ ต้องย้อนกลับไปตอนที่ Uber ถอนตัวจากจีน ในสงครามของ “ธุรกิจเรียกรถ” ที่ดุเดือดสุดๆ

จนชวนให้นึกถึง นิยายสงคราม “3 ก๊ก”

เพราะในวันที่การแข่งขันดุเดือดสุดๆนั้น ตลาด Ride-Hailing ของจีน ประกอบด้วย 3 ก๊กใหญ่ๆคือ

 

#ก๊กเจ้าถิ่นรายที่หนึ่ง (Didi Dache)

Didi Dache ที่หนุนโดย Tencent ของ Pony Ma เศรษฐีอันดับ 2 ของประเทศ

ให้ใช้ฐานลูกค้าจาก WeChat แอพแชตอันดับหนึ่งของชาวจีน สร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด

 

#ก๊กเจ้าถิ่นรายที่สอง 

Kuaidi Dache ที่สนับสนุนโดย Alibaba Group บริษัทของ Jack Ma ผู้โด่งดัง เศรษฐีอันดับ 3 ของจีนแผ่นดินใหญ่

และยังมี Softbank ของ Masayoshi Son เกลอเก่าที่เคยลงทุนใน Alibaba ในช่วงแรกๆ เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนรุ่นบุกเบิกของ Kuaidi Dache

 

และสุดท้าย….

 

#ก๊กผู้มาใหม่ที่น่าเกรงขาม (Uber)

Uber สตาร์ทอัพเบอร์หนึ่งของโลก ที่ในตอนนั้นรุกไปยังประเทศต่างๆ อย่างรวดเร็ว

และมี Baidu เสิร์ชเอนจินเบอร์หนึ่งของประเทศ เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนและพาร์ทเนอร์ของ Uber China

หวังใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าของสตาร์ทอัพระดับโลก มาบดขยี้สตาร์ทอัพเจ้าถิ่น

 

หลังจากที่ Uber รุกเข้าจีนในปี 2014 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในตลาดเรียกรถของจีนขึ้น “สองก๊ก” เจ้าถิ่น Didi Dache และ Kuaidi Dache เลือกรับมือคู่แข่งที่น่าเกรงขาม ด้วยการจับมือและควบรวม

ก่อนเปลี่ยนเชื่อเป็น Didi Chuxing ในเดือนกันยายนปี 2015 จนกลายเป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้ 1 ปีหลังจากนั้น Uber ตัดสินใจ ถอนตัวจากเมืองจีน

ซึ่งดีลที่ปิดฉากเส้นทางของ Uber บนถนนในดินแดนมังกรนั้นค่อนข้างซับซ้อน

 

โดย AHEAD.ASIA พยายามอธิบายให้ง่ายที่สุด ดังนี้

Uber Inc. ขายกิจการ Uber China ให้ Didi Chuxing โดย Uber ได้หุ้น 17.7% ของ Didi เป็นการแลกเปลี่ยน ส่วน Baidu นักลงทุนรายใหญ่ได้ไป 2.3%

โดย Travis Kalanick ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Uber จะได้นั่งในบอร์ดบริหารของ Didi

 

ส่วนฝั่ง Didi จะต้องลงทุนใน Uber เป็นเงิน 1000 ล้านเหรียญ แลกกับหุ้นการเข้าถือหุ้นจำนวนเล็กน้อย

รวมทั้งให้ Cheng Wei ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Didi เข้ารับตำแหน่งบอร์ดบริหารของ Uber เช่นกัน

โดยในตอนที่ประกาศ Deal นี้ออกไปนั้น ยังยืนยันว่า Uber China จะยังสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างอิสระ

ซึ่งความเป็นจริง เป็นเช่นนั้นหรือไม่ มีผลกระทบอย่างไร

AHEAD.ASIA ยกยอดไปวิเคราะห์ และรายงานอย่างละเอียด ในอีกคอนเทนท์

 

ซึ่งในสายตาของคนทั่วไป นี่คือ การทำธุรกิจ ที่ทุกฝ่ายได้ชัยชนะ

 

เหตุการณ์คล้ายๆกันเกิดขึ้นกับ Uber อีกครั้งปลายปี 2017 เมื่อมีข่าวว่า Uber Russia เตรียมควบรวมกับ Yandex.Taxi ของ Yandex บริษัท IT ที่ได้ชื่อว่าเป็น Google แห่งรัสเซีย

 

ซึ่งดีลที่เป็นข่าวหนาหูก็ถูกประกาศอย่างเป็นทางการในต้นปีนี้ ( 2018 ) ว่า Uber จะลงทุน 225 ล้านเหรียญ แลกกับการถือหุ้น 36.6%

ในบริษัทใหม่ที่ Yandex-Uber จัดตั้งร่วมกัน เพื่อให้บริการ Ride-Hailing ใน 6 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย คาซักสถาน อาเซอร์ไบจาน อาร์เมเนีย เบลารุส และ จอร์เจีย

นี่อาจเป็นอีกครั้งที่บริษัทจากซานฟรานซิสโก สามารถแสวงหาข้อตกลงทางธุรกิจแบบ Win Win เพราะทันทีที่ดีลนี้ถูกประกาศ หุ้นของ Yandex ก็ดีดขึ้นไปสูงสุดในประวัติศาสตร์

 

แต่มีหลายฝ่ายเช่นกันที่ไม่ได้มองว่า ดีลลั่นโลกของ Uber ทั้ง 2 ครั้ง

ก่อนที่จะมาถึง Grab ที่เป็นดีลล่าสุด อาจจะไม่ใช่เรื่อง Win Win อย่างที่คิด

 

วิเคราะห์กันว่าจุดเปลี่ยนสำคัญของ Uber ที่เคยรุกไปประเทศต่างๆอย่างดุดัน อาจเป็นผลจากสงคราม 3 ก๊ก

 

ของ “ธุรกิจเรียกรถ” ในประเทศจีนนั่นเอง

รู้กันดีว่า Travis Kalanick CEO ของ Uber ในตอนนั้น ตั้งความหวังกับตลาดนี้ไว้มากทีเดียว

 

เพราะตลาดขนาดร่วม 1,400 ล้านคนนั้น ไม่ได้หมายถึงแค่รายได้มหาศาล แต่ยังเป็นช่วยเป็นฐานให้ Uber ใช้พัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ๆได้เร็วขึ้น เพราะสามารถได้ Feedback มหาศาลอย่างรวดเร็ว

จากคำบอกเล่าของผู้บริหารระดับสูงของUber ในตอนนั้น Carpool หรือแชร์แท็กซี่ ที่ Uber ให้บริการในสิงคโปร์นั้น บางส่วนถูกเริ่มต้นพัฒนาขึ้นในประเทศจีน

ที่มีฐานผู้ใช้งานจำนวนมหาศาล ทำให้มีโอกาสที่คนในละแวกเดียวกัน จะต้องการไปที่หมายเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน

 

นอกจากความได้เปรียบในการพัฒนา Product แล้ว

การยึดตลาดจีนได้นั้น จะเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของสตาร์ทอัพจากซานฟรานซิสโก

ไม่เพียงแต่ในแง่ความมั่นใจและประวัติศาสตร์ กับการเป็นครั้งแรกที่บริษัท Tech ขนาดใหญ่จากสหรัฐ สามารถเจาะกำแพงเมืองจีนที่แน่นหนาได้สำเร็จ

 

แต่สำหรับ Uber ภายใต้การกุมบังเหียนของ Kalanick ที่เน้นไปที่การ “ครองตลาด” ให้ได้มากที่สุดก่อน

แล้วค่อยหาวิธี “ทำกำไร” อย่างมหาศาลในภายหลัง

เหมือนที่ Google และ Facebook เคยทำสำเร็จมาแล้วนั้น

 

**ด้วยเหตุนี้** : จีน เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของ Uber ทั้งในแง่จำนวนประชากร ความพร้อมของถนนที่มากกว่าอินเดีย และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลาง นำไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของนักท่องเที่ยวจีน

 

ซึ่ง “นักท่องเที่ยว” ไม่ว่าสัญชาติไหนมักนิยมใช้บริการ Ride-Hailing ที่ตนคุ้นเคย หรือมีอยู่ในมือถืออยู่แล้ว

ยามต้องเดินทางไปต่างประเทศ ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวก และตัดปัญหาการถูกขูดรีด

 

ทำให้หลายคนเชื่อกันว่า… ไม่ว่า Travis Kalanick จะพูดว่าอย่างไร

ลึกลงไปในใจของเขา ไม่อยากเสียตลาดจีนไปอย่างแน่นอน

 

ซึ่งจุดพลิกผลันที่แท้จริงใน “สงคราม 3 ก๊ก” นั้น

นักวิเคราะห์บางคนมองว่าอาจไม่ใช่แค่ การรวมตัวกันของสองเจ้าถิ่น อย่าง Didi Dache และ Kuaidi Dache แต่อย่างใด

 

แต่เป็นการที่ Tim Cook ซีอีโอของ Apple

ประกาศว่า Apple จะลงทุนใน Didi ด้วยเงิน 1,000 ล้านเหรียญ ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมปี 2016

ก่อนที่ Didi จะซื้อ Uber China ในสามเดือนต่อมา

 

#มีข่าวซุบซิบกันว่า Travis Kalanick หัวร้อนสุดๆ

เมื่อทราบข่าวการลงทุนครั้งนั้นของ Apple เพราะปกติ Apple กับ Uber นั้น มักเป็นพันธมิตรกันแทบทุกตลาดในโลก เล่าว่า Kalanick ถึงกับระเบิด และเหวี่ยงใส่แฟนของเขา ให้ขายหุ้น Apple ทิ้งให้หมด เพราะการถือหุ้น Apple เหมือนการถือหุ้น Didi ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญทางธุรกิจของเขา ซึงเป็นคนรักของเธอ

การลงทุนใน Didi ของ Apple จึงเหมือน

“การแทงข้างหลังที่ทะลุไปถึงหัวใจ” ใส่ Travis Kalanick และ Uber

 

เพราะถึงแม้จะดูสมเหตุผลอยู่บ้าง หากบริษัทที่มีเงินสดเยอะที่สุดในโลกบริษัทหนึ่งอย่าง Apple จะลงทุนในธุรกิจ Ride-Hailing ที่เป็นเรื่องใหม่สำหรับพวกเขา เพื่อต่อยอดให้กับธุรกิจดนตรีในระหว่างเดินทาง ( AppleMusic ) การจ่ายเงิน ( Apple Pay ) หรือ แผนที่ ( Apple Map )

 

แต่หลายคนเชื่อว่ามันสมเหตุผลมากกว่า หากมองว่านี่เป็นการส่งสัญญาณให้ Uber รู้ว่า Apple ที่มีเงินเยอะมาก ยอมทำทุกอย่างเพื่อตลาดนี้ แม้ต้องยืนอยู่ตรงข้ามกับพันธมิตร

 

เล่ากันว่า…

หลังลงทุนใน Didi นั้น Tim Cook บินไปเมืองจีนบ่อยครั้งขึ้น เป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐบาลจีนอยากเห็นใครเป็นผู้ชนะ ในสงครามธุรกิจ Ride-Hailing ในประเทศของตัวเอง

 

คงไม่อยากเกินคาดเดาว่า

การที่ Apple มีส่วนสำคัญในดีลครั้งนั้น

จะสร้างโอกาสในการทำงานร่วมกับยักษ์ใหญ่อินเตอร์เน็ตของจีน

อย่าง Tencent, Alibaba รวมถึง Baidu ในฐานะผู้ผลิต Hardware ที่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรงเท่าไหร่

 

และอาจเป็นสายสัมพันธ์ที่ต่อไปถึงรัฐบาลของจีน

เป็นการสร้างโอกาสให้ Apple สามารถเจาะเข้าไปยังตลาดจีน หรือสามารถเข้าถึงและ มี Data ของคนจีน

ในแบบที่คู่แข่งของพวกเขาอย่าง Google, Facebook และ Amazon ไม่สามารถทำได้มาก่อน

 

ทำให้หลายคนเชื่อว่า Tim Cook และ Apple อาจเป็นเบื้องหลังสำคัญ ที่ชี้เป็นชี้ตายในศึกสามก๊กครั้งนั้น

 

ทฤษฎีสมคบคิด ( Conspiracy Theory ) บางแห่ง

เชื่อกันว่านี่เองเป็นสาเหตุให้ Kalanick ต้องการให้ Didi ลงทุน 1000 ล้านเหรียญ กับ Uber

ซึ่งเป็นเงินจำนวนเดียวกับที่ Apple ลงใน Didi นั่นเอง

 

หลังจากจำต้องปล่อยมือจากจีน

ว่ากันว่า Travis Kalanick ใช้เวลาทำใจอยู่พักใหญ่ ถึงยอมรับความพ่ายแพ้ได้

 

บ้างคิดต่อว่าเป็นไปได้หรือไม่?

ว่านี่อาจเป็นเหตุของพฤติกรรมไม่อยู่กับร่องกับรอย อย่างต่อเนื่องของอดีตซีอีโอรายนี้ในช่วงเวลาต่อมา

ไม่ว่าจะเป็น การคุกคามทางเพศ คลิปหลุดตอนมีเรื่องทะเลาะ และเกือบชกกับคนขับ Uber

หรือการเข้าไปเป็นที่ปรึกษาประธานาธิบดี “ทรัมป์” ผู้นำที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับคนในซิลิคอน วัลลีย์ ทั้งๆที่ Uber มีต้นกำเนิดมาจาก วัลลีย์ และเป็นเหมือนไอดอล

นั่นอาจจะเพราะ Travis Kalanick เริ่มตระหนักแล้วว่า การที่เขาจะครอบครอง Ride-Hailing ในระดับโลกได้นั้น ผู้มีอำนาจในเชิงนโยบายเองก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะถึงแม้ไม่มีเหตการณ์ในประเทศจีน Uber ในตอนนั้นก็ประสบปัญหาด้านกฏหมายหลายๆที่ทั่วโลก

 

DRIVERLESS vs HUMAN

เป็นอีกครั้งที่ข่าวเชิงลบเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ และรถยนต์ไร้คนขับเกิดขึ้นและหนนี้อาจรุนแรงกว่าครั้งก่อนๆ เมื่อรถไร้คนขับของ Uber ชนผู้โชคร้ายระหว่างเดินข้ามถนน จนเสียชีวิตจนนำมาสู่คำถามที่ว่าเทคโนโลยีนี้ พร้อมแล้วรึยังสำหรับการนำมาใช้จริงบนท้องถนนรวมถึงคำถามในมุมกลับว่าแล้วที่จริง มนุษย์เราทำได้ดีแค่ไหน เมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยในเมื่อสถิติต่างๆ (โดยเฉพาะในบ้านเรา) ที่บ่งชี้ว่าเต็มไปด้วยอันตรายจนน่าตกใจทีมงาน AHEAD.ASIA อยากรู้ว่าในฐานะผู้โดยสารหากเลือกได้ คุณจะเลือกอะไรระหว่างรถที่ขับโดยมนุษย์กับรถที่ขับโดยหุ่นยนต์แต่ไม่ว่าจะเลือกทางไหน เราอยากให้คุณไม่ประมาททุกครั้งเมื่ออยู่บนท้องถนนเพราะนั่นอาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุBetter be AHEAD#AHEADASIA

Posted by AHEAD ASIA on Wednesday, 21 March 2018

 

ซึ่งนั่นนำไปสู่การทวีตช่วยทรัมป์เกี่ยวกับเรื่องการกีดกันผู้อพยพ สร้างความโกรธแค้นจนคนออกมารณรงค์ให้ #DeleteUber ในปีที่แล้ว

ทำให้ Lyft คู่แข่งในบ้าน ของพวกเขาฉวยความได้เปรียบไล่จี้พวกเขาได้มากขึ้นมาพอสมควร

 

ทั้งหมดเริ่มต้นตั้งแต่ปลายปี 2016 และร้อนแรงสุดในช่วงต้นปี 2017

จนทำให้ Kalanick ต้องลงจากตำแหน่ง CEO ของ Uber ในวันที่ 21 มิถุนายน 2017 จากการกดดันของ “นักลงทุน” ส่วนใหญ่ ซึ่ง “นักลงทุน” เอง ก็เป็นกลุ่มคนหนึ่งที่มักมีความสำคัญ หรืออยู่เบื้องหลังดีลธุรกิจใหญ่ๆ อยู่เสมอ

 

ซึ่งการที่ GRAB เข้าซื้อ Uber ในภูมิภาคอาเซียน ก็ไม่น่าจะหนีจากความจริงในข้อนี้เท่าไหร่ เพราะปรากฎชื่อของ Masayoshi Son นักธุรกิจชาวญี่ปุ่น ผู้ก่อตั้ง Softbank ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ชายที่รวยที่สุดในโลก เป็นผู้ลงทุนรายแรกๆใน Yahoo ของ Jerry Yang

และชวนให้ Jerry Yang ร่วมลงทุนกับเขา ใน Alibaba ของชายชื่อ Jack Ma มาแล้ว

 

หลังจาก Kalanick พ้นจากกิจการที่เขาก่อตั้งขึ้น Softbank ก็อัดฉีดเงิน 7,000 ล้านเหรียญให้ Uber โดยมีหุ้นราว 15% ของ Uber เป็นการตอบแทน

ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ Uber และยังมีเก้าอี้ในบอร์ดบริหารของ Uber อีก 2 ตัว

 

ซึ่งความจริงก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Softbank ลงทุนในธุรกิจประเภท Ride-Hailing

เพราะ….

 

เมื่อปี 2016 พวกเขาลงทุนใน Didi ราว 6,000 ล้านเหรียญ ( ผ่าน DeltaFund เพื่อไม่ให้เป็นความขัดแย้งด้านผลประโยชน์ )

เมื่อเมษายน 2017 ลงทุน 250 ล้านเหรียญใน Ola Ride-Hailing เจ้าใหญ่ของอินเดีย

และในเดือนกรกฎาคม 2017 ร่วมกับ Didi ลงทุนใน GRAB ราว 2,500 ล้านเหรียญ (​ ก่อนหน้านี้เคยลงทุนรอบก่อนหน้านี้ให้ GRAB มาแล้ว 250 ล้านเหรียญ )

 

และเชื่อกันว่า Masayoshi Son นี่เอง คือผู้มีบทบาทไม่น้อยทั้งเรื่องเงิน และการกำหนดยุทธศาสตร์ ให้ Didi ซื้อ 99 ที่เป็น Ride-Hailing เจ้าใหญ่ใน Brazil รวมถึงการขยายกิจการไปยังทวีปแอฟริกา ของ Ride-Hailing สัญชาติจีน

 

THE REAL BOSS OF RIDE-HAILING INDUSTRY

ถัดจากบทวิเคราะห์ +++“Uber ไปแล้วนะออเจ้า”+++ เมื่อวันก่อนhttps://bit.ly/2E22N3Hทีมงานจะพาคุณไปรู้จักผู้อยู่เบื้องหลังอภิมหาดีลที่ควบรวม ระหว่าง Grab และ Uber ในครั้งนี้กับ "เจ๊เกียวแห่งวงการ Ride-Hailing" หรือ "คนคุมคิวรถที่ใหญ่ที่สุดในโลก"Masayoshi Son นักธุรกิจจอมปิดดีลชาวญี่ปุ่นใน #AHEADCORNERCLIPS ตอนล่าสุดกันดูจบแล้ว อย่าลืม comment ว่าคุณชอบ/ไม่ชอบอะไรกด like ถ้ารู้สึกประทับใจ (อย่ารักนะ แต่ไม่แสดงออก)share ให้โลกรู้ ถ้าคิดว่ามันมีประโยชน์เพื่อให้ทีมงาน AHEAD.ASIA มีกำลังใจ (และเผื่อจะได้กำลังเงิน ถ้าเข้าตาสปอนเซอร์) จะได้มีแรงทำคลิป ข่าวสาร และสกู๊ปที่น่าสนใจมาให้คุณๆได้ติดตามไปนานๆไม่ใช่มาหลอกให้อยากแล้วจากไป เหมือนสตาร์ทอัพเบอร์หนึ่งจากซานฟรานซิสโกBetter be AHEAD#AHEADASIAนอกจากเพจ AHEAD ASIA แล้ว คุณยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้จากกลุ่ม AHEAD Community ที่จะมีทั้งข่าวสาร ข้อมูล เชิงธุรกิจและนวัตกรรม รวมถึงกิจกรรมอื่นๆมาร่วมสนุกในเร็วๆนี้เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

Posted by AHEAD ASIA on Wednesday, 28 March 2018

 

โดยความน่าสนใจอีกอย่าง คือเงินที่ใช้ซื้อลงทุนในกิจการ Ride-Hailing ทั่วโลก ส่วนใหญ่มาจากกองทุน Vision Fund ของ SoftBank ที่ Masayoshi Son ตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์ เพื่อลงทุนในอนาคตระยะยาวเป็น 100 ปี

โดยเขาสามารถรวบรวมเงินลงทุนเกือบ 100,000 ล้านเหรียญ ที่เป็นเป้าของกองทุน Vision Fund ได้ในระยะเวลาที่ไม่นาน ( จริงๆได้ 98,000 ล้านเหรียญ น้อยกว่าเป้าไป 2,000 ล้านเหรียญ )

 

ข้อที่น่าสังเกตของกองทุน Vision Fund ข้อหนึ่งได้แก่

ผู้ที่เอาเงินมาลงทุนจำนวนมาก เป็นกองทุนส่วนตัวของราชวงศ์ หรือ กองทุนของประเทศแถบตะวันออกกลาง

ซึ่งกลุ่มประเทศที่ร่ำรวยจากการค้าน้ำมันที่ล้วนแต่มีความเสี่ยงจากการถูก Disrupt โดยแหล่งพลังงานแบบใหม่ และเทคโนโลยีในการคมนาคมใหม่ ที่จะไม่ใช้น้ำมันของพวกเขาอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรถที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า หรือ Hyperloop

 

การพยายามเล่นบทเป็นพระเจ้า ในวงการ Ride-Hailing ของ SoftBank ผ่านทางกองทุนที่พวกเขาตั้งขึ้น

จึงเหมือนการการันตีว่า ….

แม้พลังงานน้ำมันจะถูก Disrupt ผู้ลงทุนใน Vision Fund จะยังได้เงินทุกครั้งที่ยานพาหนะมีการเคลื่อนไหว เพียงแต่เงินเหล่านั้นไม่ได้มาจากน้ำมัน แต่มาจากส่วนแบ่งจากบริษัท Ride-Hailing ต่างๆ ที่กองทุนของพวกเขา เข้าไปถือหุ้น

 

แม้เชื่อกันว่า Vision Fund ไม่ได้หมายตาแค่ Ride-Hailing เท่านั้น

แต่ในตอนนี้ภารกิจแรกที่ Masayoshi Son ต้องทำให้สำเร็จ คือการจัดระเบียบบริการ Ride-Hailing ทั่วโลก เพื่อสร้างกำไรและผลตอบแทนให้กับ เงิน ที่เขาลงทุนไปมากที่สุด

 

ซึ่งวิธีหนึ่งที่ทำได้คือ “ลดการแข่งขัน” และ “เพิ่มการผูกขาด” เหมือนที่เขาพยายามทำมาตลอดในช่วงหลังๆ

และเพิ่งทำเสร็จไปอีกหนึ่งครั้งกับ GRAB และ UBER ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

จะมีประโยชน์อะไร ให้ 2 บริษัทที่เขาถือหุ้น ใช้เงินที่เขาลงทุน มาแข่งกันเอง

 

สู้เก็บเงินเอาไว้ไปใช้ ในการซื้อ ควบรวม หรือแข่งขัน ในตลาดอื่น กับบริษัทที่เขาไม่มีหุ้นน่าจะดีกว่า

และเมื่อถึงวันที่เขากุมทุกอย่างไว้ได้หมด ก็จะเป็นวันที่ Winner take all เสียที

ซึ่งจะว่าไป มันก็ไม่น่าจะต่างอะไร จากสิ่งที่ Travis Kalanick เห็นและตั้งใจ แต่ ไม่น่าจะใช้ วิธีการ และทางเดินเดียวกัน

 

เรียบเรียงโดย

Art Kraiwin, CEO & Co-Founder : AHEAD ASIA

 

**หมายเหตุ : จึงทำให้เป็นการวิเคราะห์แค่ในมุมภาพรวม มากกว่าจะพูดถึงตัว Grab หรือ Anthony Tan หรือในมุมการต่อสู้ของบริษัทระดับโลกกับเจ้าตลาดโลคอล รวมทั้งการเลือกซีอีโอคนใหม่ ที่มีผลต่อ Uber และการทุ่มเงินในกองทุนส่วนใหญ่มาทำ IPO สตาร์ทอัพรายนี้ เพื่อระดมทุนทำ Vision Fund 2, 3 และ 4

 

เห็นต่างเพิ่มเติมอะไรคอมเมนท์พูดคุยกันได้ครับ

Comments

comment

Art Kraiwin

Art Kraiwin

CEO & Co-Founder at AHEAD ASIA
อาร์ต ไกรวิน วัฒนะรัตน์ อาจารย์มหาวิทยาลัย นักข่าว นักการตลาดออนไลน์ สปีกเกอร์ ที่ปรึกษาด้านนวัตกรรม และ Digital Transformation ที่เชื่อเอาเองว่าสาระ สามารถมาพร้อมกับเสียงหัวเราะได้ จึงหลงไหลในการเอาเรื่องล้ำๆ มาเล่าต่อในแบบง่ายๆ ให้ได้คิดไปด้วยกัน
Art Kraiwin