ค่ายผู้ผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา Ford ประกาศความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ยืนยันการยุติการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง เพื่อหันไปสร้างรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) อย่างเต็มตัว ในอนาคตอันใกล้

เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา Ford เคยประกาศ ทยอยระงับการขายรถยนต์ซีดานหลากหลายรุ่นในแถบอเมริกาเหนือ ลงในปี 2020 คงเหลือไว้เพียง 2 รุ่นหลักอย่าง Mustang และ Focus Active เพื่อหันไปให้ความสำคัญกับรถประเภทอื่นมากกว่า เช่น รถบรรทุก, รถเอนกประสงค์ SUV และรถสำหรับใช้เพื่อการพาณิชย์

ล่าสุด Ted Cannis ผู้อำนวยการฝ่ายแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า เผยเพิ่มเติมว่า บริษัทจะเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงหลักอีกครั้ง ในอุตสาหกรรมยานยนต์ ด้วยการมุ่งสู่การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ

“การมี Jim Hackett เป็น CEO ทำให้เราพร้อมสำหรับเรื่องนี้ เราจะทำในสิ่งที่ใหญ่ขึ้น และต้องการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ” Cannis กล่าว

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ Cannis ยืนยันว่าเป็นผลจากพฤติกรรมของผู้บริโภค เนื่องจากที่ผ่านมา ยอดขายรถซีดานแบบดั้งเดิมลดจำนวนลงมาก สวนทางกับ SUV และรถบรรทุก นอกจากนี้ ยังเป็นเพราะความก้าวหน้าในทางเทคโนโนลยีด้าน EV ด้วย

“เมื่อพูดถึงรถยนต์สำหรับใช้งานทั่วไป ทุกอย่างก็จะยังคงเดิมสำหรับ Focus Electric แต่มันก็ยังไม่เซอร์ไพรส์พอ” Cannis กล่าว “ผมคิดว่าเรามาทำให้มันน่าตื่นเต้นขึ้นดีกว่า ลองหาสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภค และสร้างยานพาหนะที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ออกมา”

ค่ายรถอเมริกันชั้นนำยังมีแผนจะสร้างรถ SUV ขนาดเล็กที่ได้แรงบันดาลใจจากรถยอดนิยมอย่าง Mustang โดยมีโค้ดเนมว่า Mach 1 ภายในปี 2020 หลังจากนั้นจะเดินหน้าสร้างรถยนต์พลังไฟฟ้าจำนวน 40 รุ่น ภายในปี 2022

Cannis ยังได้ยืนยันเพิ่มเติมว่า การปรับเปลี่ยนจะไม่ใช่เพียงส่วนเล็กๆ หรือแค่โครงการนำร่อง แต่เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรไปทั้งหมด เพื่อเป้าหมายในการสร้างรถ EV ออกสู่ท้องถนนทั่วโลก

 

AHEAD TAKEAWAY

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา Ford ในฐานะค่ายรถยนต์อันดับสองของสหรัฐ (ส่วนแบ่งการตลาด 14.2%) ส่งสัญญาณ ถึงการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง

นอกเหนือไปจากการประกาศระงับการขายรถยนต์ซีดาน เมื่อเดือน เม.ย. แล้ว

เมื่อเดือน ม.ค. ก็มีรายงานว่าพวกเขามีแผนทุ่มเงินมหาศาล 11,000 ล้านดอลลาร์ ลงทุนไปกับ EV ภายในปี 2022 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากแผนการเดิมที่ประกาศในปี 2015 ว่าจะลงทุนในส่วนนี้แค่ 4,500 ล้านดอลลาร์

สิ่งเหล่านี้เป็นอีกหนึ่งหลักฐานว่าอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเข้าสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

รายงานเรื่อง “Global Electric Vehicle Market Outlook 2018” จากบริษัทที่ปรึกษา Frost & Sullivan ระบุว่าตัวเลขยอดขายรถยนต์ EV ทั่วโลก กำลังขยับตัวสูงขึ้น จาก 1.2 ล้านคัน ในปี 2017 เป็น 1.6 ล้านคัน ในปี 2018 และน่าจะแตะหลัก 2 ล้านคันในปี 2019

ซึ่งน่าจะขยับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ หาก ecosystem ของรถ EV ที่ Tesla พยายามปูทางไว้ ได้รับการตอบสนองจากรถยนต์ค่ายอื่นๆด้วย ซึ่งการที่ Ford ประกาศยุติการผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเรื่องนี้

อีกประเด็นที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ก็คือการจับมือกับ Dominos เพื่อใช้รถยนต์ไร้คนขับ ทำหน้าที่ในการส่งพิซซ่าแบบดีลิเวอรี่

ซึ่งไม่เพียงเป็นการฉีกตัวจากอุตสาหกรรมรถยนต์เดิมๆ แต่อาจไปไกลถึงขั้น disrupt ธุรกิจอาหาร และธุรกิจรถโดยสาร เลยก็ได้

เพราะในยุคที่ 24 ชั่วโมงของคนในปัจจุบัน ถูกผลาญไปอย่างรวดเร็วกว่าเดิม

อะไรที่สามารถรวบเข้าด้วยกันได้ ก็มีโอกาสเกิดขึ้น

นั่นหมายถึงการรวม รถยนต์ไร้คนขับ (แน่นอนว่าเป็น EV ด้วย) เข้ากับ แท็กซี่ และร้านอาหาร เข้าด้วยกันในคราวเดียว

เมื่อผู้บริโภคก้าวเท้าออกจากบ้าน ก็สามารถเลือกทั้งเส้นทางและอาหารที่ต้องการได้ในคราวเดียว นอกจากไม่ต้องขับเองแล้ว ยังทานอาหารได้ระหว่างการเดินทาง เมื่อถึงที่หมายก็พร้อมทำธุระต่อได้ทันที

แม้หลายคนอาจจะคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อสิบหรือยี่สิบปีที่แล้ว เรายังฟังเพลงจากเทปคาสเซตต์กันอยู่ ก่อนที่ซีดีจะเข้ามาแทนที่ ขณะที่วันนี้ แม้แต่การดาวน์โหลดที่เข้ามา disrupt แผ่นซีดี ก็ถูก disrupt อีกครั้งด้วยมิวสิคสตรีมมิ่งไปเรียบร้อย

ฉะนั้น สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว บางทีมันอาจเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรานี้เลยก็ได้ ในเมื่อเทคโนโลยีทุกอย่างนั้นเอื้อให้เกิดขึ้นแล้ว

 

เรียบเรียงจาก
Ford is saying goodbye to cars and hello to batteries
The future may be electric, and Ford is pledging $11 billion to make it happen

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน