Amazon จับมือ Snapchat เพิ่มช่องทางในการช้อปปิ้ง ผ่านฟีเจอร์ Camera Search ที่กำลังจะถูกเพิ่มลงไปในแอพโซเชียลมีเดียขวัญใจวัยรุ่นอเมริกัน โดยผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าด้วยวิธีการถ่ายรูปสิ่งที่ต้องการ แคตตาล็อกสินค้าจากอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่ ก็จะปรากฏให้เลือกทันที

ปัจจุบัน ฟีเจอร์ดังกล่าวนั้นมีอยู่ในแอพของ Amazon อยู่แล้ว โดยผู้ใช้สามารถใช้กล้องบนสมาร์ทโฟนสแกนสินค้าที่อยู่ตรงหน้า จากนั้น ระบบจะทำการค้นหาสินค้าแบบเดียวกันที่อยู่ในคลังของบริษัทมานำเสนอโดยอัตโนมัติ พร้อมข้อมูลอื่นๆ อาทิ รีวิวจากผู้ใช้งาน หรือสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้อง คล้ายกับฟีเจอร์ Lens ใน Pinterest และ Google 

นอกจากนี้ ยังสามารถสแกนบาร์โค้ด หรือรหัสบนกล่องพัสดุ เพื่อเช็กว่าสินค้าที่อยู่ภายในกล่องนั้นเป็นอะไรได้อีกด้วย

สำหรับความร่วมมือกันในครั้งนี้ แม้จะยังไม่มีแถลงการณ์ยืนยัน แต่สื่อหลายสำนักยืนยันว่าสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงเรียบร้อย และฟีเจอร์นี้ จะถูกเพิ่มเข้าไปในแอพของ Snapchat เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถช้อปผ่านแอพได้ โดย TechCruch ได้ลองถอดโค้ดของ Snapchat และพบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าทั้งสองบริษัทกำลังร่วมมือกันอยู่ คือข้อความที่ว่า “ปฏิบัติการส่วนนี้ทำงานโดยการส่งข้อมูลไปยัง Amazon, Shazam และพาร์ทเนอร์รายอื่นๆ”

 

AHEAD TAKEAWAY

Jeff Bezos นั้นให้ความสำคัญกับลูกค้าของ Amazon เสมอ เพราะเจ้าตัวเชื่อว่าการสร้างประสบการณ์ทีดีและง่ายที่สุดให้กับผู้บริโภค คือวิธีที่ดีที่สุดที่คนเหล่านั้น จะกลับมาใช้บริการของบริษัทอีกครั้ง

การจับมือกับ Snapchat ครั้งนี้ คงไม่มีอะไรมากไปกว่า การตั้งใจเจาะกลุ่มผู้ใช้งานวัยรุ่น โดยเฉพาะในสหรัฐ เพราะแม้ว่ายอดผู้ใช้งานของแอพดังกล่าว จะไม่สูงเหมือนกับ Facebook ที่เป็นเบอร์หนึ่งในโลกโซเชียล

แต่งานวิจัยชื่อ  “Taking Stock with Teens” ซึ่งทำการสำรวจวัยรุ่นอเมริกัน 6 พันคน ที่มีอายุเฉลี่ย 16 ปี โดยธนาคารเพื่อการลงทุน Piper Jaffray ยังพบว่า Snapchat คือเบอร์หนึ่งสำหรับคนกลุ่มดังกล่าว ขณะที่ Instagram ตามมาติดๆในอันดับสอง

Bezos น่าจะเล็งเห็นแล้วว่า แม้คนเหล่านี้จะใช้ชีวิตออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนเกือบตลอดเวลา แต่การจะทำให้เด็กๆเหล่านี้ เปิดแอพของตนมาใช้งานนั้น น่าจะเป็นเรื่องยากกว่าการนำฟีเจอร์ Camera Search ไปใส่ไว้ในแอพที่เด็กๆเหล่านั้นใช้ตลอดทั้งวัน

ด้าน Snapchat ก็ต้องการความเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะนับแต่นำหุ้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ เมื่อปีก่อน ภาพรวมของบริษัทมีความเคลื่อนไหวน้อยมาก ขณะที่ฟีเจอร์หลักที่เคยเป็นจุดเด่นของตัวแอพ อย่าง Stories ก็ถูก Facebook ทำตามและนำไปใส่ไว้ใน Instagram ด้วย

แม้ Evan Spiegel จะเคยให้สัมภาษณ์เหน็บว่า Facebook ทำได้แค่ลอกไอเดีย แต่การหยุดนิ่งอยู่กับที่ ก็คงไม่ใช่เรื่องดีสำหรับธุรกิจ การพยายามจับมือกับองค์กรอื่นๆ (collaboration) เพื่อขยายรูปแบบการให้บริการออกไป จึงเป็นอีกทางเลือกที่ดี

อาทิ ฟีเจอร์ Context Cards แสดงข้อมูลเบื้องต้นของร้านอาหารหรือบริษัทที่ผู้ใช้ต้องการทราบ ฟีเจอร์ในการค้นหาเพลง ซึ่งได้ Shazam มาเป็นพาร์ทเนอร์ และล่าสุด ก็คือการจับมือกับ Amazon นั่นเอง

เพราะยิ่งขยับตัวช้ามากเท่าไหร่ โอกาสจะตกเป็นรอง Facebook ที่อัดฟีเจอร์ Market Place เข้ามาในแอพของตัวเองล่วงหน้า เพื่อเริ่มต้นปรับพฤติกรรมผู้บริโภคให้ซื้อสินค้าในแพลตฟอร์มของตนได้ทันทีแล้ว ก็เพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น

 

ที่มา
Mashable
Techcrunch

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน