Sundar Pichai CEO ของ Google เปรย ในอนาคตอาจเก็บค่าใช้ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ หลังถูกหน่วยงานควบคุมการผูกขาดแห่งสหภาพยุโรป (EU) ปรับหนักเป็นเงินถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 166,690 ล้านบาท) คดีผูกขาดการค้า

คำตัดสินของ EU มีออกมาวานนี้ โดยลงความเห็นให้ Google มีความผิดฐานเข้าข่ายผูกขาดการค้า ประกอบด้วย 3 ข้อหลัก
1) มีการกำหนดให้ผู้ผลิตต้องติดตั้งแอพพลิเคชัน Google Search และแอพเบราเซอร์ (Chrome) ไว้ล่วงหน้า ในฐานะเงื่อนไขสำหรับการอนุญาตให้ใช้งาน App Store ของ Google (Play Store)
2) มีการชำระเงินให้กับผู้ผลิตรายใหญ่และผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือบางราย โดยมีเงื่อนไขว่าจะติดตั้งแอพพลิเคชัน Search ไว้ล่วงหน้าบนอุปกรณ์ของตน
3) มีคำสั่งห้ามล่วงหน้า สำหรับผู้ผลิตที่ต้องการติดตั้งแอพ Google ไม่ให้ขายสมาร์ทโฟนที่ทำงานบนแอนดรอยด์เวอร์ชันอื่น โดยไม่ได้รับการอนุมัติจาก Google (กรณีนี้มีชื่อเรียกว่า Android forks)

การตัดสินใจของ EU ที่บังคับให้ Google ยกเลิกการรวมแอพ Chrome และแอพการค้นหาจากแอนดรอยด์ อาจทำให้บริษัทต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำธุรกิจ ซึ่งเปิดให้ใช้แอนดรอยด์แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายมาตลอด

ในโพสต์บล็อกของ Sundar Pichai ซึ่งตอบสนองต่อโทษปรับเงินของ EU นั้น ซีอีโอคนดังชี้ว่าผู้ใช้แอนดรอยด์ทั่วไปจะ “ติดตั้งแอพพลิเคชันประมาณ 50 ตัว” และสามารถลบแอพที่ติดตั้งไว้ล่วงหน้าได้อย่างสะดวก แต่หาก Google ไม่สามารถรวมกลุ่มแอพของตัวเองได้แล้ว จะส่งผลให้ ecosystem ของแอนดรอยด์ต่างไปจากเดิม

“ถ้าผู้ผลิตโทรศัพท์และผู้ประกอบการเครือข่าย ไม่สามารถรวมแอพพลิเคชันของเราเข้ากับอุปกรณ์ที่หลากหลายได้ ก็จะทำให้ความสมดุลของระบบนิเวศของแอนดรอยด์ผิดเพี้ยนไป” Pichai กล่าว

เขายังเสริมว่า รูปแบบธุรกิจของแอนดรอยด์ที่ไม่เก็บค่าบริการในตลอดช่วงที่ผ่านมา ก็อาศัยลักษณะการรวมแอพพลิเคชันดังกล่าวนี้ “จนถึงขณะนี้ รูปแบบธุรกิจของแอนดรอยด์ มีความหมายว่าเราไม่จำเป็นต้องเรียกเก็บเงินจากผู้ผลิตโทรศัพท์สำหรับเทคโนโลยีของเรา หรือขึ้นอยู่กับรูปแบบการแจกจ่ายที่มีการควบคุมอย่างแน่นหนา”

“แต่เรากังวลว่าคำตัดสินในวันนี้ จะส่งผลต่อความสมดุลของระบบแอนดรอยด์ และยังส่งสัญญาณที่น่าหนักใจให้แก่ระบบที่เป็นกรรมสิทธิ์เหนือแพลตฟอร์มแบบเปิด”

การแจกแจงของ Pichai เกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจของแอนดรอยด์ ถูกมองว่าเป็นการ ‘แจ้งเตือน’ แก่ผู้บริโภค, ผู้ผลิตโทรศัพท์ และคณะกรรมาธิการยุโรป

ขณะที่ EU ไม่ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหา แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ผลิตโทรศัพท์สามารถลงเบราเซอร์อื่นแทน Chrome ได้ ก็อาจส่งผลต่อรายได้จากโฆษณาบนมือถือของ Google ซึ่งเป็นสัดส่วนมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของรายได้สุทธิจากโฆษณาดิจิทัลของบริษัท

และอาจหมายความว่าบริษัทจะต้องพิจารณาการออกใบอนุญาตแอนดรอยด์ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์ หรืออาจต้องทำการเก็บค่าบริการใช้แอนดรอยด์ต่อไปในอนาคต

 

อ่านเพิ่มเติม

เมื่อ ‘Android’ ครองโลกสมาร์ทโฟน

Chrome ผู้ครองตลาดเบราเซอร์แบบเบ็ดเสร็จ

Navigator vs Explorer ปฐมบทสงครามเบราเซอร์

 

AHEAD TAKEAWAY

ปัจจุบัน แอนดรอยด์ คือระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

ข้อมูลจาก statcounter ระบุว่า นับจากเดือนมิถุนายน 2017-มิถุนายน 2018 เจ้าหุ่นสีเขียวครองส่วนแบ่งตลาดไว้มากถึง 76.99% รองลงมาคือ iOS 18.91% ส่วนที่เหลืออีก 4.1% นั้น เป็นของระบบอื่นๆ

ขณะที่ในตลาดเว็บเบราเซอร์นั้น Chrome เองก็ครองส่วนแบ่งตลาดไว้เช่นกัน คือ 54.12% (นับรวมทั้งแบบเดสค์ท็อปและโมบายล์) ตามมาห่างๆด้วย Safari บน iPhone 9.02%, Firefox 3.35% และ IE 11.0 ที่ 2.65%

เหตุผลหลักๆ ที่ทั้ง แอนดรอยด์ และ Chrome ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายขนาดนี้ เพราะเป็น open source ที่เปิดกว้างให้นักพัฒนาทั่วไป สามารถนำไปดัดแปลงต่อได้นั่นเอง

เสริมด้วยการที่เว็บไซต์ต่างๆของ Google (ซึ่งเป็นเสิร์ชเอ็นจินที่คนนิยมใช้มากที่สุด) ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานบน Chrome มากที่สุด

และทั้งสองสิ่งนี้ ก็ถือเป็นช่องทางที่นำไปสู่รายได้หลักของบริษัท นั่นคือการโฆษณาออนไลน์

การถูกหน่วยงานควบคุมการผูกขาดแห่งสหภาพยุโรป (EU) สั่งปรับด้วยเงินมหาศาล จึงอาจไม่ส่งผลรุนแรงเท่ากับการถูกบีบให้ต้องปรับเปลี่ยนข้อตกลงในการใช้งานบางข้อกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ซึ่งจะส่งผลต่อโมเดลธุรกิจของ Google โดยตรง

Sundar Pichai เคยกล่าวว่า “ในปี 2007 เราเลือกที่จะเสนอแอนดรอยด์ให้กับผู้ผลิตโทรศัพท์และผู้ประกอบการเครือข่าย แบบฟรีๆ แน่นอน มันมีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและพัฒนา เรามีการลงทุนไปนับพันล้านดอลลาร์ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาเพื่อให้แอนดรอยด์เป็นอย่างทุกวันนี้”

และนั่นคือเหตุผลว่า Chris Smith นักวิเคราะห์จาก BGR มองว่าเป็นสิทธิ์ที่ Google พึงกระทำด้วย

“คุณสามารถคิดเงินต่อบริการของคุณได้ตามที่คุณต้องการ คุณมีฐานลูกค้านับพันล้านคน และหลายคนในนั้นก็พร้อมจ่ายแพงขึ้นอีกนิดเพื่อโทรศัพท์แอนดรอยด์ ไม่ว่าพวกเขาจะต้องการหรือไม่ จะเห็นได้ชัดว่าราคาดังกล่าวจะกลายเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตในอนาคต”

คำถามเดียวที่เกิดขึ้น ก็คือ เมื่อเราในฐานะผู้บริโภคจ่ายเงินให้กับ Google เพื่อแลกกับการใช้แอนดรอยด์แล้ว

เรามีสิทธิ์ไม่ยินยอมให้ทางบริษัทนำข้อมูลการใช้งานไปทำประโยชน์ในทางการค้าได้อีกหรือไม่?

 

เรียบเรียงจาก
Google warns Android might not remain free because of EU decision
Google gets slapped with $5BN EU fine for Android antitrust abuse
Let’s remember that nobody asked Google to make Android free

 

สำหรับเพื่อนๆ ที่สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับนวัตกรรมและธุรกิจ และต้องการพัฒนาตัวเองเพื่ออยู่ข้างหน้าเสมอ สามารถกด like เพจ AHEAD ASIA เพื่อติดตามเรื่องราวที่มีประโยชน์ และข่าวสารกิจกรรมที่น่าสนใจได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เราเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน