PayPal คือผู้บุกเบิกการทำธุรกรรมการเงินออนไลน์ จากยุคฟองสบู่ดอทคอม และยังเป็นผลผลิตของสองผู้ยิ่งใหญ่แห่งซิลิคอน วัลลีย์ อย่าง Peter Thiel สุดยอดนักลงทุน VC ผู้เขียนตำราสตาร์ทอัพ Zero to One และ Elon Musk สุดยอดผู้ประกอบการ CEO ของ Tesla, SpaceX, The Boring Company ฯลฯ

ก่อนที่ทั้งคู่ รวมถึงสมาชิกบุกเบิกคนอื่นๆจะแยกย้ายกันไปตามทาง หลังขายกิจการให้ eBay ในราคาถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ ในปี 2002

เรื่องน่าทึ่งหลังจากนั้นคือ Musk, Thiel, Max Levchin และคนอื่นๆยังก้าวต่อไปประสบความสำเร็จและเป็นกลไกหลักของวงการสตาร์ทอัพ เรื่อยมาถึงปัจจุบัน

เราจะไปทำความรู้จักกับคนหัวขบถกลุ่มนี้ ซึ่งถูกขนานนามในเวลาต่อมา ว่า “PayPal Mafia”

แต่ก่อนที่ PayPal จะถือกำเนิดและคนเหล่านี้ ได้ชื่อว่าเป็น PayPal Mafia ทั้ง Musk และ Thiel ต่างก็มีไอเดียของตัวเองในการใช้พลังของอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนการทำธุรกรรมการเงินของโลกใบนี้ด้วยแนวทางของตัวเอง

 

#Confinity vs X.com

ย้อนกลับไปตอนปลายยุค 90 ไอเดียเกี่ยวกับธุรกรรมการเงินออนไลน์ จัดเป็นเรื่องที่ “ล้ำ” มากเพราะอินเตอร์เน็ตยุคนั้น ยังมีข้อจำกัดอยู่ทั้งจำนวนผู้ใช้งาน และความเร็ว

แต่ก็มีคนรุ่นใหม่มากมายที่มองเห็นศักยภาพของมัน และพยายามผลักดันให้ใช้งานได้จริง หนึ่งในนั้น คือ “Confinity”

ซึ่งนำเสนอไอเดียการโอนเงินผ่านเครื่อง PDA (Personal Digital Assistant) ก่อตั้งโดยสามสหาย จาก ม.สแตนฟอร์ด และ อิลลินอยส์

Peter Thiel, Max Levchin และ Luke Nosek และอีกหนึ่งคือ “X.com” ของ Bill Harris และ Elon Musk ที่เพิ่งประสบความสำเร็จจาก Zip2 มาหมาดๆ

ทั้งคู่ต่างก็เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงที่กำลังแย่งชิงความเป็นเบอร์หนึ่งในสายนี้

ยิ่งเมื่อที่ตั้งออฟฟิศของสองบริษัทอยู่ใกล้กัน การแข่งขันก็ยิ่งทวีความรุนแรง จนเกิดความตึงเครียดอย่างหนักสำหรับทั้งสองฝ่าย

จนมีเรื่องเล่าว่าวิศวกรของฝั่ง “Confinity” เตรียมออกแบบระเบิดเพื่อทำลายออฟฟิศ x.com ให้สิ้นซาก

การแข่งขันของสองบริษัทจะได้ยุติลงเสียที

 

#จากสองเป็นหนึ่ง และแยกย้าย

ในเดือนมีนาคม 2000 ทั้ง Thiel และ Musk ก็ตัดสินใจสงบศึกด้วยการนำ “Confinity” รวมกิจการเข้ากับ “X.com” การรวมกันครั้งนี้ ถูกค้านโดย Harris ซึ่งขณะนั้นเป็นทั้งประธานบริหาร และซีอีโอ X.com จนตัดสินใจลาออกไปกลางคัน

ในช่วงแรก บริษัทใหม่นี้ยังใช้ชื่อว่า “X.com” เพราะเชื่อว่านี่เป็นชื่อที่ติดหูง่ายกว่า และ Musk ก็ยังเป็นทั้งผู้ถือหุ้นใหญ่และซีอีโอด้วย

แต่หลังสำรวจความเห็นผู้ใช้งานแล้ว ปรากฎว่าชื่อ “PayPal” บริการหลักของ “Confinity” กลับเป็นชื่อที่ผู้บริโภคคุ้นเคยกว่า และหลังขัดแย้งกันเรื่องแนวทางระหว่างกลุ่มของ “X.com” และ “Confinity” ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้น เมื่อ Musk ถูกปลดจากซีอีโอ ระหว่างเดินทางไปพักผ่อน และถูกแทนที่โดย Thiel ในเดือนกันยายน ปี 2000

จากนั้นในเดือนมิถุนายน ปี 2001 “x.com” ก็เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “PayPal” แทน

PayPal ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งปีเต็ม ก็สามารถทำ IPO เพื่อเข้าสู่ตลาดหุ้นในปี 2002 และถูกซื้อกิจการไปโดย eBay เว็บไซต์ประมูลสินค้ายักษ์ใหญ่ ในเดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน นั่นเอง

แต่กลุ่มผู้ก่อตั้ง ทั้งฝั่ง Confinity และ X.com รู้ดีว่า eBay ต้องการเพียงแค่ผลิตภัณฑ์เท่านั้น ทั้งหมดจึงตัดสินใจลาออก และแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเอง…

 

#Peter Thiel หัวแก๊ง PayPal Mafia

ค่าหัว : 83,575 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

“The Don” หรือหัวหน้าแก๊ง PayPal Mafia ตัวจริง

เข้ารับตำแหน่งซีอีโอแทน Musk ในปี 2000 Thiel นำบริษัทให้บริการลูกค้ามากถึง 6.5 ล้านคนใน 26 ประเทศ

ก่อนทำ IPO ในเดือนกุมภาพันธ์ 2002 และขายให้ eBay ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

ชีวิตหลัง PayPal

หลังขายบริษัทให้ eBay

Thiel ได้ส่วนแบ่ง 55 ล้านดอลลาร์จากการขายหุ้น 3.7% เขานำไปก่อตั้งกองทุนป้องกันความเสี่ยง Clarium ที่ทำกำไรได้ 1 พันล้านดอลลาร์ เพียงแค่เปิดขายหุ้นครั้งแรก

ยังมี Palantir สตาร์ทอัพด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ชั้นนำ

เป็น angel investor ให้ Facebook ในยุคตั้งไข่ และยังมีชื่อเป็นหนึ่งในบอร์ดบริหารจนทุกวันนี้

Thiel ยังเป็นผู้เขียนหนังสือ Zero to One ที่ถือเป็นคัมภีร์ของสตาร์ทอัพทั่วโลกอีกด้วย

 

#Max Levchin ผู้ป้องกันการทุจริตในการซื้อขายผ่าน PayPal

ค่าหัว : 10,500 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยี ผลงานสร้างชื่อคือผลักดันนโยบายป้องกันการทุจริตในการซื้อขายผ่าน PayPal

ชีวิตหลัง PayPal

ในปี 2004 Levchin ก่อตั้ง Slide บริการแชร์ไฟล์ส่วนตัวสำหรับโซเชียลมีเดีย ซึ่งถูก Google ซื้อไปในราคา 182 ล้านดอลลาร์โดยที่ Levchin นั้นยังมีชื่อเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรมด้วย

แต่เพียงปีเดียวหลังการเทกโอเวอร์ Google ก็สั่งปิดบริการ Slide

ในเดือนสิงหาคม 2011 พร้อมกับที่ Levchin ลาออกจากบริษัทเขายังลงทุนในธุรกิจ tech อื่นๆอีกมากมาย

อาทิ “Yelp” โซเชียลเน็ตเวิร์คของ Jeremy Stoppelman หนึ่งในแก๊ง Mafia PayPal “Evernote” แอพบันทึกข้อความไม่จำกัดแพลตฟอร์ม

รวมถึง Affirm บริษัทฟินเทค ที่เขาก่อตั้งร่วมกับ Nathan Gettings จาก Palantir และยังอยู่ในตำแหน่งซีอีโอมาจนปัจจุบัน

 

#Jeremy Stoppelman รองประธานฝ่ายวิศวกรรม Paypal

ค่าหัว : 3,855 – 7,770 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

หนึ่งในคีย์แมนของ X.com ก่อนได้รับบทบาทเป็นรองประธานฝ่ายวิศวกรรม

เมื่อ X.com ควบรวมกับ Confinity เป็น PayPal

ชีวิตหลัง PayPal

Stoppelman ลาออกในปี 2003 หรือราวหนึ่งปีหลังการเทกโอเวอร์ เพื่อเข้าเรียนที่ฮาวาร์ด และฝึกงานที่ MRL ventures ควบคู่กัน หลังเกิดไอเดียเรื่องเว็บไซต์รีวิวบริการต่างๆเขากับ Russel Simmons สมาชิก PayPal Mafia ซึ่งทำงานที่ MRL เช่นกัน ก็ร่วมกันก่อตั้ง Yelp ขึ้นในปี 2004

Yelp เข้าสู่ตลาดหุ้นสำเร็จในปี 2012

แต่ธุรกิจของบริษัทก็เจอปัญหามากมาย โดยเฉพาะการรีวิวที่ส่งผลลบต่อบริษัทต่างๆ จนนำมาสู่การฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย

หรือกรณีที่ผู้รีวิวรับค่าจ้างจากผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อให้ได้คะแนนบวก

แต่ Yelp ก็ยังเป็นผู้บุกเบิกเว็บรีวิว ซึ่งยังอยู่ในลำดับต้นๆของการยอมรับ และเป็นแรงบันดาลใจ ให้เกิดเว็บไซต์รีวิวอื่นๆทั่วโลก

ซึ่งหนึ่งในนั้น ก็คือเว็บไซต์รีวิวอาหารชั้นนำในบ้านเรา

“Wongnai”

 

#Jawed Karim ผู้สร้างระบบป้องกันการทุจริตบน PayPal

paypal mafia

ค่าหัว : 4,900 ล้านบาท

 

บทบาทใน Paypal

วิศวกรผู้ออกแบบ ละสร้างระบบป้องกันการทุจริตบน PayPal แบบเรียลไทม์เพื่อช่วยป้องกันความวุ่นวาย ซึ่งอาจจะส่งผลกับธุรกิจได้

ชีวิตหลัง PayPal

Karim พร้อมด้วยสมาชิก x.com อีกสองคน คือ Chad Hurley ผู้ออกแบบโลโก้ให้กับ PayPal และ Steve Chen พนักงานยุคแรกของ Facebook ร่วมกันก่อตั้งแว็บไซต์แชร์วิดีโอ ที่เรารู้จักกันดีในชื่อ YouTube เมื่อปี 2005

ระหว่างนั้น Karim ยังกลับไปเรียนต่อที่ สแตนฟอร์ด สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ พร้อมรับบทที่ปรึกษาให้ Youtube ควบคู่กัน

จากนั้นในเดือนพฤศจิกายน 2006 Google ก็เทกโอเวอร์ YouTube ไปในราคา 1,650 ล้านดอลลาร์

Karim ซึ่งได้ส่วนแบ่ง 64 ล้านดอลลาร์ นำไปก่อตั้ง Youniversity Venture

ซึ่งเป็น VC ที่เน้นสนับสนุนนักเรียนนักศึกษา หรือคนที่พึ่งเรียนจบใหม่ๆ และเจ้าตัวยังเป็นนักลงทุนกลุ่มแรกที่สนับสนุน Airbnb ด้วย

 

#Reid Hoffman ผู้อยู่เบื้องหลังการเจรจากับ eBay

ค่าหัว : 110,000 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

Hoffman คือผู้ก่อตั้ง SocialNet เว็บไซต์จับคู่ออนไลน์ที่มาก่อนกาล

ส่วนที่ PayPal เขาเป็นหนึ่งในสมาชิกบอร์ดยุคก่อตั้ง

ก่อนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ COO เพราะมีประสบการณ์ในระดับนี้เหนือกว่าคนอื่นๆ

Hoffman คือผู้อยู่เบื้องหลังดีลต่างๆของบริษัททั้งกับหน่วยงานรัฐ ผู้ให้บริการบัตรเครดิต หรือแม้แต่การเจรจากับ eBay

และยังช่วยแก้ปัญหาต่างๆภายในบริษัทมากมาย

จน Peter Thiel ขนานนามเจ้าตัวว่าเป็น

“หัวหน้าหน่วยดับเพลิงแห่ง PayPal”

ชีวิตหลัง PayPal

ประสบการณ์ที่ PayPal ช่วยให้ Hoffman เติบโตเป็น “บุรุษผู้มีคอนเน็คชั่นมากที่สุดใน ซิลิคอนวัลลีย์”

เขาคือผู้ก่อตั้งเครือข่ายธุรกิจที่ทุกคนต้องใช้ “LinkedIn” ในเดือนธันวาคม 2002 และเป็นผู้ถือหุ้นมูลค่าถึง 2,390 ล้านดอลลาร์

ก่อนการเสนอขายแบบ IPO ในเดือนพฤษภาคม 2011 Hoffman ได้รับการยกย่องว่าเรื่องความฉลาด

และสายตาแหลมคมเรื่องการทำธุรกิจ เห็นได้จากผลงานในฐานะ Angel Invester ที่เขาอยูเบื้องหลังสตาร์ทอัพดังๆมากมาย Facebook, Zynga, Flickr, Digg, Last.fm ฯลฯ

 

#Keith Rabois รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจสาธารณะ Paypal

ค่าหัว : 33,000 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

รองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจสาธารณะ และนโยบาย ในช่วงปี 2000 ถึงปี 2002

ชีวิตหลัง PayPal

หลังลาออกจากบริษัท

Rabois ยังมีโอกาสร่วมงานกับสมาชิก PayPal Mafia อีกหลายคน

ทั้งที่ LinkedIn ซึ่งก่อตั้งโดย Reid Hoffman ในฐานะรองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจและองค์กร

ต่อด้วยการทำงานที่ Slide

ซึ่งก่อตั้งโดย Max Levchin และยังลงทุนใน Yelp ของ Jeremy Stoppelman

รวมถึงเคยรับตำแหน่งบอร์ดบริหาร และยังอยู่เบื้องหลังสตาร์ทอัพและองค์กรสาย tech อีกมากมาย

 

#Luke Nosek รองประธานฝ่ายการตลาดของ Paypal

ค่าหัว : 40,000 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Confiinity และรับตำแหน่งรองประธานฝ่ายการตลาดและกลยุทธ์หลังการควบรวม

ชีวิตหลัง PayPal

Nosek ลาออกพร้อมกับกลุ่มผู้ร่วมก่อตั้งหลังการเทกโอเวอร์ และออกเดินทางไปรอบโลกเพื่อพักผ่อน ก่อนกลับมาจับมือกับอีกสองสมาชิกกลุ่มมาเฟีย

คือ Peter Thiel และ Ken Howery ก่อตั้ง Founders Fund กองทุน VC ซึ่งลงทุนในสตาร์ทอัพดังๆมากมาย

อาทิ Facebook, SpaceX, Spotify, Palantir, Airbnb, Lyft, Stripe ฯลฯ อีกมากมาย

 

#Ken Howery ในประธานฝ่ายการเงินของ Paypal

ค่าหัว : 50,144 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal และทำหน้าที่ประธานฝ่ายการเงิน (CFO) ในช่วงปี 1998-2002

ชีวิตหลัง PayPal

Howery ไม่ได้ลาออกทันทีหลังการเทกโอเวอร์ เขาทำหน้าที่ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กรให้ eBay ต่ออีกหนึ่งปี

ก่อนลาออกมาร่วมงานกับ Peter Thiel ที่ Clarium Capital Management ในปี 2004

ตามด้วยการก่อตั้ง Founders Fund ในปีถัดมา

ความสำเร็จของ Founders Fund  ทำให้ในปี 2010 Howery ได้รับการยกให้ติดท็อปเทน ในกลุ่ม VC อายุต่ำกว่า 36 ปี

และรับรางวัล Young Global Leader ในงาน World Economic Forum ปี 2012

 

#David Sacks ลาออกเพื่อ Paypa

ค่าหัว : 668 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

Sacks ลาออกจากบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ McKinsey & Company เพื่อมาร่วมงานกับ PayPal ในยุคตั้งไข่ ในตำแหน่ง COO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ) และมีส่วนช่วยให้บริษัทมีรายได้ถึงปีละ 240 ล้านดอลลาร์

ชีวิตหลัง PayPal

Sacks มีเส้นทางมาเฟียต่างจากคนอื่นๆ เพราะหลังแยกย้ายกันไป เขาผันตัวไปสู่ธุรกิจบันเทิง และภาพยนตร์เรื่อง Thank You for Smoking ที่เขาเป็นผู้ออกทุนสร้าง ก็ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำในปี 2005 ในฐานะผู้ประกอบการ เจ้าตัวก็ประสบความสำเร็จเช่นกัน

ทั้ง Geni.com ที่ถูกซื้อไปโดย My Heritage และ Yammer โซเชียลเน็ตเวิร์คสำหรับองค์กร ที่ถูก Microsoft ซื้อไปในราคาถึง 1,200 ล้านดอลลาร์ (40,000 ล้านบาท)

 

#Andrew McCormack ผู้ช่วยของ Peter Thiel

ค่าหัว : ไม่ระบุ

 

บทบาทใน PayPal

เริ่มทำงานที่ PayPal ในปี 2001 และอยู่ในฐานะผู้ช่วยของ Peter Thiel ในช่วงที่บริษัททำ IPO ก่อนเข้าตลาดหุ้น

ชีวิตหลัง PayPal

McCormack ร่วมกับ Thiel ในการตั้งกองทุน Clarium Capital ตามด้วยการทำธุรกิจภัตตาคารในซาน ฟรานซิสโก

ขณะที่ปัจจุบัน เป็นพาร์ทเนอร์ของกองทุน VC “Valar Ventures”

นอกจากนี้ ยังมีบทบาทในฝ่ายพัฒนาองค์กรของ eCount และ Yahoo! ด้วย

 

#Premal Shah อยู่ Paypal ตั้งแต่ยุคบุกเบิก

ค่าหัว : 535 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

หนึ่งในสมาชิกยุคบุกเบิกของ PayPal และทำงานกับบริษัทถึง 6 ปี ในฐานะผู้จัดการผลิตภัณฑ์

ชีวิตหลัง PayPal

เป็นผู้บริหารองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร Kiva.com ซึ่งจัดตั้งขึ้น เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านการกู้ยืมเงินไปลงทุนผ่านทางอินเตอร์เน็ต ใน 70 กว่าประเทศ

ข้อมูลในเดือนพฤศจิกายน ปี 2013 ระบุว่าเว็บไซต์นี้ สามารถระดมทุนได้ถึง 1 ล้านดอลลาร์ ในทุกๆสามวันเลยทีเดียว

 

#Roelof Botha ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนา Paypal

ค่าหัว : 10,029 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

Botha เขาทำงานกับ PayPal ตั้งแต่ก่อนจบการศึกษาที่ Stanford ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์กร ก่อนเลื่อนขึ้นมาเป็น CFO ในเดือนกันยายน 2001 หรือหกเดือนก่อนบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์

ชีวิตหลัง PayPal

Botha ลาออกพร้อมกลุ่มมาเฟียในเดือนตุลาคม 2002

และเข้าทำงานที่ Sequoia Capital กองทุนชั้นนำในซิลิคอน วัลลีย์ หลังจากนั้นเพียงสองเดือน ที่ Sequoia เขาดูแลการลงทุนในสตาร์ทอัพที่โตมาเป็นองค์กรชั้นนำ

อาทิ YouTube, Instagram, Square ฯลฯ

จนมีชื่อติดในลิสต์ลำดับต้นๆ สำหรับนักลงทุนด้าน tech ของ Forbes Midas เสมอ

 

#Russel Simmons เทพซอฟต์แวร์

ค่าหัว : 11,345 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

หัวหน้าทีมออกแบบซอฟต์แวร์

ชีวิตหลัง PayPal

เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Yelp ร่วมกับ Jeremy Stoppelman พร้อมควบตำแหน่ง CTO ด้วย ก่อนจะถอยมารับบทที่ปรึกษาในเดือน มิถุนายน 2010

นอกจาก Yelp แล้ว Simmons ยังเปิดเว็บไซต์ Learnirvana ในปี 2012

เพื่อเชื่อมโยงครูที่ต้องการสอนพิเศษภาษาต่างประเทศ และผู้ที่ต้องการเรียนภาษาเพิ่มเติมเข้าด้วยกัน

 

#Elon Musk หนึ่งในบุคคลที่สำคัญที่สุดใน Paypal

ค่าหัว : 694,928 ล้านบาท

 

บทบาทใน PayPal

เมื่อครั้ง Confinity ควบรวมกับ X.com นั้น

Musk ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และซีอีโอของบริษัทด้วย

และต่อมาเมื่อ eBay เข้ามาซื้อกิจการ

เขาคือคนที่ได้ส่วนแบ่งมากที่สุด 165 ล้านดอลลาร์จากดีลนี้

ชีวิตหลัง PayPal

Musk นำเงินที่ได้ไปก่อตั้งบริษัทสำรวจอวกาศ SpaceX และลงทุนกับผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ก่อนรับตำแหน่งซีอีโอของทั้งสองบริษัทในเวลาต่อมา

เขายังมีส่วนร่วมก่อตั้งบริษัทที่เน้นนวัตกรรมมากมาย

ทั้ง SpaceX, Tesla, The Boring Company, SolarCity, OpenAI, Neuralink ฯลฯ อีกมากมาย

ในปี 2017 เขาหวนกลับไปซื้อโดเมนเนม x.com คืนจาก PayPal โดยให้เหตุผลว่าเป็นชื่อที่ “มีคุณค่าทางจิตใจ” สำหรับตน

 

จะเห็นได้ว่า PayPal เป็นมากกว่าแค่ “ธุรกิจที่ Elon Musk เคยทำ” เพราะไม่เพียงพลิกโฉมธุรกรรมทางการเงิน แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการปฏิวัติแนวคิดการทำธุรกิจ โดยเฉพาะกับสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีใน ซิลิคอน วัลลีย์

ซึ่งตรงกับสิ่งที่ “เดอะดอน” Peter Thiel หัวหน้าแก๊งมาเฟียเทคโนโลยีกลุ่มนี้ เคยว่าไว้ นั่นคือ

“สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมได้เรียนรู้ ก็คือการตั้งบริษัทที่ยิ่งใหญ่นั้น

มันไม่ง่ายก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่า ….มันเป็นไปไม่ได้”

 

แล้วคุณล่ะ คิดยังไงกับเป้าหมายที่ตั้งใจไว้? ง่าย หรือ ยาก? เป็นไปไม่ได้ หรือ เป็นไปได้?มาพูดคุยกับเราหรือคอมเม้นต์กันได้นะ

ติดตามช่องทางอื่นๆของ AHEAD.ASIA แล้วที่นี่

Facebook : AHEAD ASIA

Group : AHEAD Community

Twitter : @theaheadasia

YouTube : AHEAD ASIA

 

เพื่อที่เราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆกัน Better be AHEAD