ศาสตราจารย์ Douglas Schmidt แห่งมหาวิทยาลัย Vanderbilt University เผยผลวิจัย ระบบปฏิบัติการ แอนดรอยด์ ของ Google มีอัตราการดูดข้อมูลของผู้ใช้สมาร์ทโฟน สูงกว่า iOS ที่ใช้ใน iPhone นับสิบเท่า

สัปดาห์ที่แล้ว Google เพิ่งถูกเปิดโปงว่า ยังคงเก็บข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้งานตลอดเวลา แม้จะปิดฟังก์ชั่น location history จนถูกทนายชาวอเมริกันยื่นเรื่องฟ้องร้องต่อศาล ในข้อหาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไปหมาดๆ

ขณะที่ผลวิจัยล่าสุดของ ศจ. Schmidt ก็เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่า ecosystem ของ Google เข้าถึงชีวิตส่วนตัวของผู้บริโภคมากกว่าที่หลายคนคาดคิด ทั้งตอนกำลังใช้บริการ (The active ways) และไม่ได้ใช้ (The passive ways)

ทุกครั้งที่มีการลงชื่อเข้าใช้ Gmail, YouTube หรือบริการอื่นๆ ที่อยู่ในความดูแลของ Google ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกจัดเก็บโดยอัตโนมัติ หรือแม้แต่ตอนไม่ได้ใข้งาน ข้อมูลก็ยังจะถูกรวบรวมไป โดยไม่มีการแจ้งผู้บริโภค โดยเฉพาะข้อมูลตำแหน่งสถานที่

ศจ. Schmidt ระบุในงานวิจัยว่าเขาได้เน้นไปที่การตรวจสอบ The passive ways โดยมีการเก็บข้อมูลตัวอย่างและวิเคราะห์การเข้าชมทั้งหมดในเซิร์ฟเวอร์ของ Google, วิเคราะห์เครื่องมือ My Activity และ Takeout, นโยบายส่วนบุคคลของบริษัท ตลอดจนการวิจัยของบุคคลที่สามเกี่ยวกับกิจกรรมการเก็บรวบรวมข้อมูลของ Google

ผลลัพธ์หนึ่งระบุว่า เบราเซอร์ Chrome บนโทรศัพท์มือถือรุ่นต่างๆ ที่ใช้ระบบ แอนดรอยด์ ทำการส่งข้อมูลของผู้ใช้กลับไปที่บริษัทแม่ในอัตราที่สูงถึงเกือบ 50 เท่าของเบราเซอร์ Safari บน iPhone

และเมื่อคิดค่าเฉลี่ยในภาพรวม ก็พบว่า Android มีอัตราดูดข้อมูลของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือสูงกว่า iOS นับสิบเท่า

“Google เป็นบริษัทด้านโฆษณาดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ศจ. Schmidt กล่าว “พวกเขาใช้ประโยชน์ในผลิตภัณฑ์เพื่อรวบรวมข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมออนไลน์และในโลกแห่งความเป็นจริงของผู้คน เพื่อกำหนดเป้าหมายโฆษณา”

นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์แห่ง Vanderbilt University ชี้ว่ารายได้ของ Google เพิ่มขึ้น ในอัตราที่สอดคล้องกับการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้บริโภค

เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถกำหนดเป้าหมายโฆษณาได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ก็เป็นปัญหาละเมิดความเป็นส่วนตัว แบบเดียวกับที่ทำให้ Facebook พบวิกฤตในช่วงที่ผ่านมา

“Google สามารถรวบรวมข้อมูลผู้ใช้ผ่านทางเทคนิคต่างๆ ที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายๆ ส่วนสำคัญของการรวบรวมข้อมูลเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ใช้ไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ใดๆ ปริมาณของการจัดเก็บดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนโทรศัพท์มือถือระบบ แอนดรอยด์ “

แม้ว่า Google จะอ้างว่าข้อมูลเหล่านี้ถูกจัดเก็บแบบไม่ระบุตัวตน แต่ ศจ. Schmidts อธิบายว่าไม่เป็นปัญหา เพราะสามารถตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลอื่นๆ เพื่อจัดเก็บข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบได้อยู่ดี

 

AHEAD TAKEAWAY

ปัจจุบัน Google และ Facebook คือสองบริษัทที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการโฆษณาออนไลน์ ผ่านการรวบรวมข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มของตน ที่เปิดให้ใช้งานกันแบบฟรีๆ

หนึ่งในช่องทางที่ Google รวบรวมข้อมูลจากผู้คนได้มากที่สุด ก็คือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ บนสมาร์ทโฟน นั่นเอง

ขณะที่ Apple แม้จะอยู่ในธุรกิจสมาร์ทโฟนเช่นกัน แต่มีแนวทางในการหารายได้ที่ต่างกัน เพราะบริการต่างๆ เช่น iCloud, แอพพลิเคชัน และคอนเทนท์ ที่อยู่ใน ecosystem ของค่ายผลไม้นั้น “ไม่ฟรี”

นั่นทำให้ Apple ไม่จำเป็นต้องดูดข้อมูลจำนวนมากจากผู้ใช้งาน เพื่อนำไปใช้ในการทำโฆษณา สิ่งนี้เองที่ทำให้ Tim Cook CEO ของบริษัท กล่าวถึงบ่อยครั้งถึงการให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Cook พูดนั้น ไม่ได้แปลว่า Apple ไม่เก็บข้อมูลของผู้ใช้เลย เพียงแต่ แต่ผลวิจัยจาก ศจ. Schmidt ช่วยยืนยันว่าโมเดลธุรกิจของ Apple นั้น ต่างออกไปจาก Google และ Facebook

ประเด็นที่ต้องจับตาจากนี้ คือคดีความที่ Google ถูกทนายรายหนึ่งยื่นฟ้องนั้น จะลงเอยอย่างไร และส่งผลอย่างไรต่อธุรกิจของบริษัท หลังจากเมื่อเดือนก่อนก็เพิ่งถูก EU สั่งปรับ 5,000 ล้านดอลลาร์ คดีผูกขาดการค้าจาก แอนดรอยด์ ไปหมาดๆ

 

เรียบเรียงจาก
Android Sucks 10X More of Your Private Data Than iPhone

 

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ

อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ

เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน