เอ่ยถึงผู้ประกอบการชั้นนำจากเกาะอังกฤษ หนึ่งชื่อที่ต้องถูกยกมาพูดถึงเป็นคนแรกๆ คงไม่พ้น เซอร์ ริชาร์ด แบรนสัน ผู้สร้างอาณาจักร Virgin Group ซึ่งมีกิจการกว่า 400 บริษัท ในเครือ

แต่กว่าจะมีวันนี้ เส้นทางของ แบรนสัน ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขามีอาการของโรคดิสเล็กเซีย (Dyslexia) หรือความบกพร่องในการเรียนรู้ ทำให้ไม่สามารถอ่าน สะกดคำ หรือเขียนหนังสือได้เหมือนคนทั่วไป

สุดท้ายปัญหานี้ ทำให้เขาเลือกที่จะดร็อปเอาท์จากการเรียนตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ในฐานะ “คนโง่ที่สุดในโรงเรียน” เพื่อเริ่มกิจการแรกของตนเอง ด้วยเงินเพียง 100 ปอนด์

จุดเริ่มการคิดนอกกรอบ

แบรนสัน ซึ่งถูกสอนโดยคุณแม่ อีฟ ให้กล้าคิดกล้าทำตั้งแต่เด็ก ไม่ได้คิดว่าอาการดิสเล็กเซียนั้นเป็นปัญหา ตรงกันข้าม เขากลับมองว่ามันเป็น “ความได้เปรียบ” ที่ทำให้เขาแตกต่างจากคนอื่นๆมากกว่า

“โรคนี้มันทำให้ผมสามารถคิดอะไรที่สร้างสรรค์หรือต่างออกไปได้ ที่สำคัญ ผมโชคดีที่ครอบครัวคอยสนับสนุนให้ผมทำตามแพสชั่นและพรสวรรค์ที่มี พวกท่านเห็นดีด้วยกับสิ่งที่ผมทำได้ดี ในแนวทางของผมเอง”

นั่นจึงเป็นที่มาของกิจการแรกในชีวิต Student นิตยสารที่ แบรนสัน จัดทำขึ้น ในปี 1966 เพราะรู้สึกเบื่อคอนเทนต์ที่นำเสนอในนิตยสารวัยรุ่นยุคนั้น

เนื้อหาใน Student ที่วางขายตามโรงเรียนต่างๆ จึงเน้นหนักในสิ่งที่ แบรนสัน สนใจเป็นพิเศษ คือ ดนตรี และเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม

แผนธุรกิจที่เขาเตรียมไว้ มีเพียงลิสต์รายชื่อของบริษัทที่จะลงโฆษณาในนิตยสาร และค่าใช้จ่ายที่เขาจดลงในสมุดเท่านั้น

 

100 ปอนด์ ที่คุ้มค่าที่สุด

“ตอนนั้น ผมอายุแค่ 16 และก็ไม่มีเงินติดตัวเลย” แบรนสัน เล่าถึงการเริ่มกิจการแรกของตัวเองกับ นิค พาวล์ เพื่อนสนิท

ในเวลาไล่เลี่ยกัน อีฟ แม่ของ แบรนสัน เก็บสร้อยเส้นหนึ่งที่ตกอยู่บนถนนไดั และนำไปส่งให้ตำรวจเพื่อตามหาเจ้าของ แต่หลายเดือนผ่านไป ก็ไม่มีใครติดต่อมารับคืน ตำรวจจึงคืนสร้อยเส้นนั้นให้เธอ

อีฟ นำสร้อยเส้นนั้นไปขายได้เงินมา 100 ปอนด์ เพื่อเป็นทุนแก่ลูกชายในการเริ่มกิจการของตัวเอง

เงิน 100 ปอนด์ ในปี 1966 คำนวณเป็นมูลค่าปัจจุบันตามอัตราเงินเฟ้อ จะอยู่ที่ 1,500 ปอนด์ หรือราวๆ 6 หมื่นบาท ซึ่งไม่ใช่เงินจำนวนมากอยู่ดี สำหรับการทำธุรกิจ

แต่นั่นก็พอแล้วสำหรับ แบรนสัน และเพื่อนในการจ่ายค่าไฟและค่าไปรษณีย์สำหรับการทำงาน ตีพิมพ์นิตยสาร และจัดส่งให้กับผู้อ่าน

“ถ้าไม่มีเงินก้อนนั้น ธุรกิจแรกของผมอาจจะเจ๊งไปแล้วก็ได้”

 

โฟกัสในสิ่งที่จะทำ ไม่ใช่ที่เงินทุน

“เงิน 100 ปอนด์ ที่แม่ให้มา เป็นจุดเริ่มต้นของ Virgin Galactic, Atlantic และบริษัทอื่นๆในเครือทั่วโลกอย่างทุกวันนี้”

แบรนสัน ได้รับประสบการณ์มากมายจากการทำ Student เขามีโอกาสสัมภาษณ์บุคคลมากมาย ตั้งแต่ มิค แจ็คเกอร์ นักร้องนำของ The Rolling Stones ไปจนถึง อาร์ดี แลง จิตแพทย์ชาวสกอตแลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคจิตเภท

และยังใช้ Student เป็นพื้นที่โฆษณากิจการใหม่ของตัวเอง คือการรับสั่งและส่งแผ่นเสียงทางไปรษณีย์ ที่ต่อยอดจนกลายเป็น Virgin Records ในเวลาต่อมา

“มันง่ายกว่าอยู่แล้ว ที่คุณจะเติมเต็มความทะเยอทะยานของตัวเอง ถ้ามีคนสนับสนุนด้านการเงิน แต่ในหลายๆกรณี คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนใหญ่ ก็เริ่มธุรกิจของตัวเองได้”

เปรียบเทียบกับตอนกลางยุค 60 แล้ว แบรนสัน ยังเชื่อว่าการเริ่มธุรกิจของตัวเอง ณ วันนี้ ง่ายกว่ามาก เพราะเทคโนโลยีหลายๆด้าน ช่วยตัดทอนขั้นตอนต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายก็ลดลงไปด้วย

“ทุกวันนี้ คุณสามารถตั้งร้านค้าออนไลน์ได้โดยไม่ต้องมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอะไรเลย แค่คุณนั่งอยู่ที่โต๊ะในห้องครัวก็เริ่มขายของได้แล้ว”

“แม้แต่การระดมทุน คุณก็ไม่จำเป็นต้องบากหน้าไปติดต่อธนาคารเหมือนสมัยก่อนอีก เพราะมันมีวิธีอีกมากมายที่ผู้ประกอบการจะหาเงินทุนได้ อย่างเช่นการทำ crowdfund หรือสินเชื่อสำหรับสตาร์ทอัพ และ SME”

“ไม่ว่าจะยุคไหน คุณก็ไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ในการเริ่มธุรกิจของตัวเอง ยิ่งทุกวันนี้ ผมบอกเลยว่ามันง่ายกว่ากันเยอะ”

3 เทคนิค พูดยังไงไม่ให้ติดอ่างกลางเวที โดย Richard Branson

AHEAD TAKEAWAY
“เชื่อในสัญชาตญาณของคุณ”

แม้จะเริ่มจากนิตยสาร สู่ธุรกิจรับสั่งและส่งแผ่นเสียงทางไปรษณีย์ แต่กิจการที่มีการก่อตั้งบริษัทเป็นเรื่องเป็นราวครั้งแรกของ ริชาร์ด แบรนสัน และ นิค พาวล์ คือค่ายเพลง Virgin Records

ซึ่งมีจุดเริ่มต้นจากการที่เจ้าตัวต้องการผลักดันให้ผลงานของเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้ออกสู่สาธารณชน แม้คนในวงการจะไม่เห็นด้วย

“จริงๆตอนนั้น ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดนตรีเลย พอดีผมได้ยินเพลงของเด็กอายุ 15 ปีคนนึง และก็ชอบมันมาก ที่จริงเขาก็เด็กกว่าผมแค่ปีเดียวนั่นแหละ ตอนนั้นผมคิดว่าทุกคนควรจะได้ฟังมันด้วย ผมเอาเดโมเทปของเขาไปเสนอที่บริษัทอื่นๆ ทุกคนบอกว่าชอบ แต่คงจะไม่ผลิตแผ่นออกมา ถ้าเขาไม่ใส่เสียงร้องลงไป”

สุดท้าย แบรนสัน และ พาวล์ จึงตั้งค่ายเพลงขึ้นเอง เพื่อปั๊มอัลบั้มชุดนั้นสู่ท้องตลาดจนได้

อัลบั้มนั้น คือ Tubular Bells ของ ไมค์ โอลด์ฟิลด์ ที่ถูกนำไปใช้ประกอบภาพยนตร์สยองขวัญระดับตำนาน The Exorcist และเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ขายดีที่สุดในอังกฤษของยุค 70

ไม่เพียงแต่จะเป็นงานแจ้งเกิดของ โอลด์ฟิลด์ เท่านั้น แต่ยังช่วยให้ Virgin Records และ แบรนสัน เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก่อนจะขยับขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆในเวลาต่อมา

แต่นั่นจะไม่เกิดขึ้นเลย หาก แบรนสัน เลือกเชื่อคำแนะนำของผู้บริหารค่ายเพลงอื่นๆ แทนที่เชื่อในสัญชาตญาณของตัวเอง

 

เรียบเรียงจาก
Branson funded his first business at 16 for less than $2,000

Branson: Planes, trains and spacemobiles

One Day with CEO #10 : Richard Branson

AHEAD ASIA นวัตกรรม ล้ำหน้า