ถึงจะโดนกระหน่ำอย่างหนัก จากปัญหา Cambridge Analytica แต่ในแง่ฐานผู้ใช้งาน Facebook ก็ยังคงเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คเบอร์หนึ่งไม่เปลี่ยนแปลง

ข้อมูลจาก eMarketer ระบุว่าจนถึงสิ้นปี 2018 FB จะยังมีฐานผู้ใช้งาน ที่เป็น active users เฉพาะในสหรัฐ อย่างน้อยๆ 170 ล้านคน และทั่วโลกกว่า 2,200 ล้านคน

จากฐานผู้ใช้งานมหาศาลนี้ ถ้าจะมีเรื่องอะไรให้ Mark Zuckerberg และทีมงาน ต้องเก็บไปคิดเป็นการบ้านอยู่บ้าง

คงเป็นเรื่องค่าเฉลี่ยอายุของผู้ใช้งานที่มากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เริ่มลดลงเช่นกัน

สังคมผู้สูงอายุ

eMarketer บริษัทวิจัยด้านข้อมูลเชิงดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง มีเดีย และคอมเมิร์ซ เผยข้อมูลว่าจนถึงสิ้นปีนี้ Facebook น่าจะมีกลุ่มวัยรุ่น อายุ 12-17 ปี ในมือ ประมาณ 11.5 ล้านคน (นับเฉพาะในสหรัฐ) ซึ่งลดลงจากปี 2017 ราว 6 แสนคน

หากเทรนด์นี้ยังดำเนินต่อไป ภายในปี 2022 พวกเขาจะเสียกลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นวัยรุ่นไป ไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านคน และมีแนวโน้มที่คนกลุ่มนี้ จะย้ายไปใช้งานโซเชียลมีเดียอื่นๆ อาทิ Snapchat ไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคน

ที่สำคัญ คือไม่ได้มีแค่ eMarketer ที่สังเกตถึงแนวโน้มนี้

ผลสำรวจจาก Pew Research Center เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ระบุว่ากลุ่มผู้ใช้งานวัยรุ่นในปัจจุบัน นิยมใช้งาน Instagram ที่เป็นแอพในเครือของ FB มากกว่า เช่นเดียวกับ Snapchat รวมถึง YouTube แทน

เป็นแนวโน้มที่เปลี่ยนไปจากเมื่อช่วง 2-3 ปีก่อนแบบชัดเจน

ผลสำรวจชิ้นเดียวกัน พบว่ามีวัยรุ่นเพียง 10% เท่านั้น ที่ใช้งาน FB มากกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ ผิดกับ YouTube หรือ SnapChat ที่ผู้ตอบแบบสอบถาม
เลือกเป็นแพลตฟอร์มหลักมากถึง 1 ใน 3

Christopher Bendtsen นักวิเคราะห์ของ eMarketer เสริมในรายงานฉบับเดียวกัน ว่า วัยรุ่นอเมริกันกำลังใช้เวลากับ FB น้อยลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเด็กๆที่กำลังโตขึ้นมา ก็อาจไม่สมัครแอคเคาท์เลยด้วยซ้ำ

นั่นเพราะเด็กพวกนี้รู้ว่าเมื่อล็อกอินเข้าไป ก็จะต้องเจอกับคนรุ่น Generation X หรือ Baby Boomer ซึ่งหากไม่ใช่พ่อแม่ ก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของตัวนั่นเอง

สัญญาณเตือน

แม้ Instagram ที่เป็นโซเชียลมีเดียขวัญใจวัยรุ่นยุคนี้ จะอยู่ในเครือของ FB แต่ Bendtsen ก็เน้นย้ำว่า active users ของทั้งสองแอพ
ก็ไม่ถือเป็นกลุ่มเดียวกันอยู่ดี และจำนวนผู้ใช้งาน Instagram ที่เพิ่มขึ้น ก็ไม่ได้ส่งผลใดๆต่อจำนวนผู้ใช้ FB ด้วย

และในธุรกิจโซเชียลมีเดีย ที่เน้นเรื่องจำนวนผู้ใช้งาน และข้อมูลเป็นหลัก เพียงแค่ตัวเลขเหล่านี้ทำท่าจะหยุดนิ่ง หรือโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ ก็ส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทันที

เห็นได้จากมูลค่าของ Facebook ที่หล่นวูบเป็นประวัติการณ์ เกือบ 20% เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หรือคิดเป็นตัวเลขกว่า 119,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมฉุดมูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวของ Zuckerberg ไปมากถึง 16,000 ล้านดอลลาร์

ทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นภายในวันเดียวเท่านั้น

ส่วนความเสียหายจากความเชื่อมั่นกรณี Cambridge Analytica กลับทำให้ราคาหุ้นของบริษัทดร็อปไปเพียงเล็กน้อย ก่อนจะกระเตื้องขึ้นในเวลาต่อมา

วัยรุ่นตอบเอง

เมื่อครั้งที่สร้าง Facebook ขึ้นมา Zuckerberg เพิ่งอายุแค่ 19 เท่านั้น แต่วันนี้ FB มีอายุกว่า 14 ปีแล้ว และสถานะของ “พี่มาร์ค” ก็ห่างไกลจากคำว่าวัยรุ่นมาก ทั้งแต่งงานแล้ว และมีลูกสองคน ส่วนกลุ่มผู้ใช้งานในยุคแรก ก็น่าจะมีอายุอยู่ในราว 30-40 ปีเช่นกัน

Georgia Davey สาวอังกฤษ วัย 21 ปี กล่าวกับ The Guardian ว่าทุกวันนี้ FB “ไม่เท่” เหมือนเดิมอีกแล้ว

“ไม่รู้ว่าควรจะพูดดีรึเปล่า แต่ฉันเชื่อว่าวันนึง Facebook จะต้องปิดตัวลง มันจะต้องมีอะไรใหม่ๆมาแทน แล้วคนก็จะเลิกใช้ FB”

ด้วยฐานผู้ใช้งาน 2 พันล้านคน “วันนั้น” ของ Davey ไม่น่าจะมาถึงในเร็วๆนี้

แต่ความเห็นของเธอ ก็เน้นย้ำว่าในโลกอินเตอร์เน็ตนั้น ไม่มีอะไรจีรัง สิ่งที่เคยใหม่และเท่ของวันนี้ ก็อาจตกยุคได้ เมื่อพรุ่งนี้มาถึง เหมือนที่เคยเกิดกับ MySpace (หรือแม้แต่ Hi5 ในบ้านเรา)

เหตุผลหลักๆที่ FB “ไม่เท่” อีกต่อไป สำหรับ Davey คือการต้องใช้แพลตฟอร์มร่วมกับพ่อแม่นั่นเอง

“มันกลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนรุ่นก่อน เข้ามาจับตาดูคนรุ่นใหม่ ฉันถึงไม่ค่อยโพสต์อะไรในนี้มากนัก”

ขณะที่ Emily McClymont (17 ปี) ก็ยอมรับว่าทุกวันนี้แทบไม่ได้ใช้งาน FB แต่ก็ไม่คิดจะลบบัญชีทิ้งเช่นกัน

“คงไม่ลบค่ะ เพราะยังใช้คุยกับที่บ้านอยู่ นี่เป็นเหตุผลเดียวจริงๆ”

อันเฟรนด์เพราะโฆษณา

ในปี 2017 FB มีรายได้ถึง 41,000 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า ถึง 47% คิดเป็นกำไรถึง 16,000 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มจากปี 2016 ถึง 56%) เป็นหนึ่งในสองบริษัทที่ครองมาร์เก็ตแชร์โฆษณาออนไลน์กว่า 90% ร่วมกับ Google Ads

แต่การเน้นหนักรายได้จากโฆษณาจนเกินไป ก็ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของตัวแพลตฟอร์มเช่นกัน

SnapChat คู่ปรับในตลาดวัยรุ่นของ FB และ IG ก็วางหมากตรงนี้พลาด จนเสียฐานผู้ใช้งานไปถึง 3 ล้านคนในไตรมาสเดียว ขณะที่บนหน้าฟีดของ FB ในระยะหลัง ก็อัดไปด้วยโฆษณาเช่นกัน

“ความย้อนแย้งของ Facebook คือการเน้นย้ำถึงการสร้างคอมมูนิตี้ แต่คำถามคือผู้ใช้งานมีความรู้สึกแบบเดียวกันรึเปล่า เพราะธุรกิจหลักของ FB ยังคงเป็นการขายคอนเทนต์ตามกลุ่มเป้าหมายอยู่ดี”

Benji Vaughan ซีอีโอของ Disciple Media อีกหนึ่งบริษัทวิจัยออนไลน์ ให้ความเห็น

AHEAD TAKEAWAY

ตัวเลขผู้ใช้งาน 2 พันล้านของ Facebook นั้น มองได้สองแง่ ด้านหนึ่งคือพวกเขาคือโซเชียลมีเดียเบอร์หนึ่ง มีฐานผู้ใช้มหาศาล อีกด้าน คือโอกาสที่พวกเขาจะขยายฐานผู้ใช้ออกไป เป็นไปได้ยาก

เพราะจำนวนนี้ เท่ากับครึ่งหนึ่งของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั่วโลก 4 พันล้านคนแล้ว ทางเลือกในการขยายที่เหลืออยู่ อย่างการเจาะตลาดในจีน โอกาสก็ริบหรี่ เพราะโดนบล็อกจากทางการจีน ด้วยปัญหาหลายๆอย่าง

นั่นหมายถึงโอกาสที่จากนี้ไป โซเชียลยักษ์ใหญ่คงมีแค่ “เสมอตัว” หรือ “ขาลง” ในเรื่องการเพิ่มยอดผู้ใช้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นชอยส์หลัง

เพราะคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ไม่ได้รู้สึกสนุกไปกับ FB เหมือนเจเนอเรชั่นก่อนหน้าที่เติบโตมากับแพลตฟอร์มนี้โดยตรง

และหันไปสนใจอะไรที่สดใหม่กว่า อย่าง Instagram หรือ Snapchat ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากกว่า

ความน่าสนใจคือจากนี้ไป Facebook จะเดินต่อไปในทิศทางไหน

ซึ่งมีความเป็นไปได้ ว่าจะไม่ใช่โซเชียลมีเดียเพียงอย่างเดียว แต่อาจเป็นแพลตฟอร์ม ที่ขยายขอบเขตออกไปอย่างกว้างๆแทน

เห็นได้จากการปรับโครงสร้างองค์กร เมื่อเร็วๆนี้ ที่รวบโซเชียลมีเดียและแอพทั้งหลายเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งหน่วยงาน และเพิ่มหน่วยงานด้านแพลตฟอร์มใหม่ กับเซอร์วิสต่างๆขึ้นมา

นั่นหมายถึงในอนาคต FB อาจจะไม่ใช่ตัวเลือกแรกในฐานะโซเชียลมีเดียอีกต่อไป แต่จะผันตัวไปสู่ธุรกิจอื่นๆแทน

เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยบริษัทชั้นนำหลายๆราย ที่กลายเป็นอดีต เพราะปรับตัวไม่ทันความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

 

เรียบเรียงจาก

Facebook’s biggest problem isn’t privacy — it’s young people

‘Parents killed it’: why Facebook is losing its teenage users

 

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน