Bloomberg เผยดีลลับ ระหว่าง Google กับ Mastercard ในการซื้อ ข้อมูลผู้บริโภค เพื่อตรวจสอบว่า กลุ่มลูกค้าของบัตรเครดิต ตัดสินใจซื้อสินค้าแบบออฟไลน์ โดยได้รับอิทธิพลจากโฆษณาออนไลน์หรือไม่

การซื้อขายข้อมูลครั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยจากทั้งสองบริษัท ก่อนจะถูกเปิดเผยโดย Bloomberg ซึ่งให้รายละเอียดว่าน่าจะมีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ โดย Google ได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างเครื่องมือสำหรับผู้ลงโฆษณา สำหรับตรวจสอบว่าผู้ที่คลิกเข้าไปดูโฆษณาออนไลน์นั้น จะออกไปเลือกซื้อสินค้าเหล่านั้นในภายหลังหรือไม่ ในชื่อ Store Sales Measurement

รายงานจาก Bloomberg ระบุว่า หากผู้บริโภคคลิกโฆษณาออนไลน์เข้าไปดูรายละเอียดของสินค้าแล้ว ต่อให้ยังไมได้ซื้อในทันที แต่หากใช้บัตรเครดิต MasterCard ซื้อสินค้าดังกล่าวที่ร้านค้าปลีกภายใน 30 วัน รายงานเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นั้นและประสิทธิภาพของโฆษณา ก็จะถูกส่งไปยังผู้ลงโฆษณา ในชื่อ “รายได้ออฟไลน์” (Offline Revenue)

เครื่องมือดังกล่าวถูกสร้างขึ้น เพื่อที่ผู้ลงโฆษณาจะสามารถตรวจสอบได้ว่าโฆษณาออนไลน์ของ Google นั้นส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคมากน้อยแค่ไหน

หลังรายงานฉบับดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ก็มีการสอบถามไปยังทั้งสองบริษัท เนื่องจากไม่มีการเปิดเผยเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยคำตอบที่สื่อมวลชนได้รับ คือทั้งสองบริษัทยืนยันว่าจะไม่มีการระบุชื่อของบุคคลในข้อมูลเหล่านี้ เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค

โฆษก Google กล่าวว่า “ก่อนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในช่วงเบต้าเมื่อปีที่แล้ว เราได้สร้างเทคโนโลยีการเข้ารหัสใหม่แบบ double-blind ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้ทั้งเราและคู่ค้าเข้าดูข้อมูลส่วนบุคคลที่ผู้ใช้ระบุได้ เราไม่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ จากบัตรเครดิตและเดบิตของพาร์ทเนอร์ของเรา และเราจะไม่แบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลกับคู่ค้าของเราด้วย ผู้ใช้สามารถเลือกไม่ใช้การควบคุมเว็บและแอพได้ตลอดเวลา”

ด้าน Mastercard ก็เผยเช่นกันว่า “ในการดำเนินการในเครือข่ายของเรา เราไม่ทราบถึงสินค้าแต่ละรายการที่ผู้บริโภคซื้อ ทั้งในร้านค้าปลีกและดิจิทัล ไม่มีการทำธุรกรรมส่วนตัวหรือข้อมูลส่วนบุคคลใดๆ ที่ถูกเปิดเผย ในธุรกรรมอันหนึ่งอันใด เราจะดูชื่อร้านค้าปลีกและยอดรวมการซื้อของผู้บริโภค แต่ไม่ระบุรายการเป็นการเฉพาะ” และยังเสริมว่าบริษัทมีการรวบรวมข้อมูลที่ไม่ระบุชื่อ เช่นรายละเอียดของผู้ขายและยอดขาย

 

AHEAD TAKEAWAY

รายได้หลักของ Google นั้นมาจากการโฆษณาออนไลน์ และบริษัทเองก็ถือส่วนแบ่งการตลาดใหญ่ที่สุดในธุรกิจนี้อยู่แล้ว

แต่ช่องโหว่ที่ทางบริษัทพยายามจะอุด ก็คือการโน้มน้าวให้ผู้ลงโฆษณาเชื่อว่าการลงโฆษณากับทางตนได้ผลจริง ต่อให้ผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินใจซื้อในทันทีก็ตาม

การทำสัญญากับ Mastercard เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานของผู้บริโภค มาใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบพฤติกรรมนั้น คือหนึ่งในวิธีที่จะหาคำตอบดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ Google (และอีกหลายๆบริษัทเทคโนโลยี) ถูกเพ่งเล็งมาตลอด ก็คือการ “ล้ำเส้น” ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภค

เหมือนที่เมื่อเร็วๆนี้ บริษัทเพิ่งถูกทนายความรายหนึ่งฟ้อง กรณี “พูดไม่หมด” ถึงฟีเจอร์ location history ใน Google Maps ที่เมื่อปิดแล้ว แต่ข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้งานยังถูกส่งกลับไปที่ Google เหมือนเดิม ผ่าน “บริการอื่นๆ” แทน

ขณะที่กรณีนี้ ก็คงไม่ต่างกันนัก โดยที่ตัว Mastercard เอง ก็พลอยถูกเพ่งเล็งไปด้วย เรื่องการนำข้อมูลผู้ใช้บริการของตัวเอง ไปขายให้กับ third party จนกระทบความน่าเชื่อถือไปโดยปริยาย

Myles Jackman ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ The Open Rights Group ให้ความเห็นถึงกรณีนี้ว่า “เรื่องนี้ทำให้เกิดความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการถูกลักลอบใช้ข้อมูลทางการเงิน”

“น่าจับตาว่าในที่สุดแล้ว Mastercard จะต้องจ่ายค่าชดเชยกับลูกค้าของตนหรือไม่ สำหรับการส่งมอบข้อมูลให้กับ Google เพื่อผลประโยชน์ทางการเงินของตัวเอง”

ประเด็นเรื่องข้อมูลส่วนตัวของเราที่ถูกบรรดาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ทั้ง Google และ Facebook นำไปใช้ประโยชน์ทางการค้า แลกกับบริการต่างๆที่ไม่คิดมูลค่านั้น CEO ของ AHEAD.ASIA คุณ Art Kraiwin เคยวิเคราะห์ไว้แล้วในคลิปนี้ครับ

เรียบเรียงจาก
Google reportedly bought Mastercard data to link online ads with offline purchases
Google and Mastercard in credit card data deal

 

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน