ย้อนกลับไปตอนปลายยุค 2000 หรือต้นยุค 2010 สถานะของ Microsoft ในสายตาคนไอทีจำนวนไม่น้อย คงมองว่านี่คือบริษัทที่เคยยิ่งใหญ่ แต่เริ่มล้าสมัย และตามเทรนด์เทคโนโลยีไม่ทัน

แต่ในขณะที่หลายบริษัทนั้นผ่านมา และก็ผ่านไปในกระแสของเทคโนโลยี ยักษ์ใหญ่ตกยุครายนี้ กลับยังยืนหยัดได้อย่างมั่นคง และมีมูลค่าเหนือกว่าโซเชียลมีเดียเบอร์หนึ่งอย่าง Facebook ด้วยซ้ำ

ไปตามดูกันว่าในการเปลี่ยนผ่านจากยุค Bill Gates เรื่อยมาถึง Satya Nadella ในปัจจุบัน พวกเขาผ่านอุปสรรคที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

 

จุดต่ำสุด

หลายคนมองว่าจุดต่ำสุดของ Microsoft นั้น ต้องย้อนกลับไปในยุคของ Steve Ballmer เมื่อปี 2012 ด้วยการมีผลประกอบการติดลบเป็นครั้งแรก

มีการวิเคราะห์ว่าความตกต่ำที่เกิดขึ้นนั้น มาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน

  • ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลวในตลาด
    ไม่มีใครไม่เคยเดินเกมผิดพลาด ยักษ์ใหญ่จากยุค 80 และ 90 ก็เช่นกัน การพยายามเชื่อมผู้ใช้งานรุ่นเก่า (พีซี) และใหม่ (แท็บเล็ท) เข้าด้วยกัน โดย Windows 8 เป็นความล้มเหลวครั้งใหญ่ เพราะตัว OS นั้นไม่เอื้อให้ทำแบบนั้นได้เช่นกันการพยายามเข้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟน ด้วย Windows Phone หลังซื้อกิจการของอดีตผู้นำธุรกิจนี้อย่าง Nokia ก็จบลงด้วยการแพ้แบบไม่มีทางสู้ต่อทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และแอนดรอยด์สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการเงินของบริษัท ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทที่เคยเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีด้วย
  • การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น
    ในช่วงสองทศวรรษหลังสุด มีบริษัทเกิดใหม่มากมายด้วยพลังของอินเตอร์เน็ต อาทิ Google หรือ Facebook ขณะที่ Apple ก็อาศัยช่วงเวลานี้สร้างตัวจนเติบโตเป็นบริษัทชั้นนำของโลกได้สำเร็จกลับกัน จากที่เคยเป็นผู้บุกเบิกวงการคอมพิวเตอร์ จากช่วงต้นยุค 80 ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่กลับเลือกเพลย์เซฟตัวเอง ด้วยการยึดมั่นกับผลิตภัณฑ์เดิมๆ หรือการออกผลิตภัณฑ์เลียนแบบบริษัทอื่นๆ อย่างเครื่องเล่น mp3 “Zune” ฯลฯ และจบลงด้วยความล้มเหลว
  • การยึดติด จนบดบังวิสัยทัศน์
    แม้ในยุคแรก พวกเขาจะยิ่งใหญ่ได้ด้วยความเชื่อของ Bill Gates ที่ว่าซอฟต์แวร์นั้นสำคัญกว่าฮาร์ดแวร์ แต่การยึดติดกับแนวคิดแบบเดียวนั้น ทำให้บริษัทไม่สามารถปรับตัวตามโลกที่เปลี่ยนไปได้ ขณะเดียวกัน ก็เป็นการครอบงำให้คนในองค์กรไม่สามารถพัฒนาหรือคิดนวัตกรรมใหม่ๆขึ้นได้ไปโดยปริยาย

เปลี่ยนซีอีโอ เปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร

จุดเปลี่ยนสำคัญของบริษัท มาถึง เมื่อ Steve Ballmer ตัดสินใจอำลาตำแหน่ง และส่งมอบหน้าที่ต่อให้ Satya Nadella ผู้เชื่อว่าหากบริษัทจะอยู่รอดได้ ก็จำเป็นต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของโลก

Nadella เริ่มผ่าตัดองค์กรใหม่จากภายใน ด้วยการกระตุ้นให้พนักงานคิดนอกกรอบ ถึงนวัตกรรมใหม่ๆ แทนที่จะโฟกัสกับ Windows และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสินค้าหลักจากยุคของ Bill Gates

การเปิดกว้างสำหรับการทดลอง ช่วยให้บรรยากาศภายในองค์กร มีความคึกคักมากขึ้น จนเป็นจุดเริ่มต้นของการปูทางไปสู่ธุรกิจใหม่ๆของบริษัท

 

ต่อยอดผลิตภัณฑ์เดิม

แม้จะต่อยอดไปสู่ทิศทางใหม่ๆ แต่สำหรับผลิตภัณฑ์เดิมๆที่มีผู้ใช้งานอยู่แล้ว Nadella ก็ไม่ได้ทิ้ง

เช่น Office ที่แม้จะมีอายุนานกว่า 20 ปีแล้ว แต่ Word และ Excel ก็ยังเป็นมาตรฐานในการทำงานออฟฟิศของคนจำนวนมาก และผู้ใช้งานก็ยังต้องการให้ทางบริษัทอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ๆเสมอ

Nadella ยังเปิดทางให้มีการพัฒนาเวอร์ชั่นสำหรับใช้ในระบบปฏิบัติการอื่นๆด้วย ซึ่งมีส่วนช่วยขยายฐานผู้ใช้งานให้กว้างออกไปจากเดิม

 

เบอร์สองในตลาดเสิร์ชเอ็นจิน

เมื่อพูดถึงเสิร์ชเอ็นจิน คนส่วนใหญ่มักถึง Google เป็นอันดับแรก แต่ Bing ก็มีส่วนแบ่งตลาดมากถึงเกือบๆ 25%

และหากนับรวมการใช้งาน Yahoo! และ AOL ซึ่งรันโดย Bing เช่นกัน ก็เท่ากับว่า Microsoft ครองส่วนแบ่งในตลาดนี้ได้ถึง 1 ใน 3

ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว สำหรับการเป็นเบอร์สองในธุรกิจนี้

โดยที่บริษัทยังสามารถนำข้อมูลที่ได้มา ไปต่อยอดในด้านอื่นๆทั้งโฆษณาออนไลน์ ข้อมูลมหาศาลที่สามารถนำไปพัฒนา AI และอื่นๆได้อีกมากมาย

 

อนาคตบนคลาวด์

หลัง “ปลดล็อค” แนวคิดแบบเดิมที่เคยช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จ และกลายเป็นกับดักที่รั้ง Microsoft ไว้นานนับทศวรรษ

Microsoft ในยุค Nadella ก็เปลี่ยนจากการเน้นขายระบบปฏิบัติการ Windows ไปให้ความสำคัญกับคลาวด์เซอร์วิส ที่ถือเป็นอนาคตของวงการคอมพิวเตอร์แทน จนปัจจุบัน Azure สามารถครองส่วนแบ่งในตลาดได้เป็นอันดับสอง รองจาก AWS ของ Amazon เพียงรายเดียว

 

AHEAD TAKEAWAY

ปัญหาการตกยุคของ Microsoft เมื่อหลายปีก่อนนั้น เป็นไปในลักษณะเดียวกับองค์กรใหญ่ๆอื่นๆในโลกที่ประสบความสำเร็จได้ด้วยแนวทางของตัวเอง

และกลายเป็นกับดักทางความคิด ที่ตีกรอบไม่ให้เกิดการพัฒนาแนวทางใหม่ๆขึ้น

เหมือนที่ Kodak ปัดโอกาสการเป็นผู้นำด้านกล้องดิจิทัล เพราะเห็นว่ากล้องที่ขายฟิล์มไม่ได้ จะส่งผลเสียต่อรายได้หลักของบริษัท

หรือ Blockbuster ที่เชื่อว่าลูกค้าจะต้องมาเช่าวิดีโอหรือดีวีดีที่ร้าน และปฏิเสธการซื้อกิจการของ Netflix

ก่อนที่ฝ่ายหลังจะพัฒนาตัวเองมาเป็นผู้นำด้าน video on demand ที่พิสูจน์แล้วว่าไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ “อยากดูต้องได้ดู”

จะต่างกันก็ตรงที่ Microsoft ยังกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ทั้งการดึงคนรุ่นใหม่อย่าง Nadella มาเป็นซีอีโอแทน Ballmer ที่อยู่กับบริษัทมาตั้งแตยุคแรก

และเลิกยึดติดกับระบบปฏิบัติการ Windows ก่อนหันมาจับธุรกิจที่เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต อย่าง คลาวด์เซอร์วิส แทน

จนสามารถไต่กลับมาขึ้นมาเป็นบริษัทอเมริกันที่มีมูลค่าสูงสุด 5 อันดับแรกอีกครั้ง

และไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี “ตกยุค” เหมือนที่เคยโดนปรามาสเมื่อทศวรรษก่อนอีกต่อไป

 

เรียบเรียงจาก

How Micro soft Managed to Win Its Fight to Stay Alive

Share of search queries handled by leading U.S. search engine providers as of July 2018

ZOOMED BACK TO RELEVANCE AFTER HITTING BOTTOM

Micro soft passes Google in market value. Next up? Amazon

 

ทำไมยุคหนึ่ง Gates และทุกคนที่บริษัท ถึงยึดติดกับระบบปฏิบัติการ Windows ขนาดนั้น คำตอบอยู่ในคลิปนี้แล้ว

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน