ถ้าให้มีการเอ่ยชื่อนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จตลอดกาล วอร์เรน บัฟเฟตต์ ปรมาจารย์สาย VI น่าจะเป็นตัวเลือกลำดับแรกๆที่คนพูดถึง

เจ้าของฉายา “Oracle of Omaha” ซึ่งเพิ่งฉลองวันเกิดครบ 88 ปี เมื่อ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ปัจจุบัน คือชายที่รวยที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก (84,000 ล้านดอลลาร์) เป็นรองเพียง บิล เกตส์ และ เจฟฟ์ เบโซส เท่านั้น ด้วยแนวทางการลงทุนที่ดูเหมือนไม่หวือหวา แต่ต้องใช้การศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และวินัยในการตัดสินใจ

แม้ บัฟเฟตต์ จะไม่เคยเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนด้วยตัวเอง แต่กลับมีนักเขียนมากมายที่พยายามถอดรหัสความร่ำรวยของ “จารย์ปู่”

หนึ่งในนั้นก็คือ Robert G. Hagstrom ที่มีหนังสือระดับเบสต์เซลเลอร์เกี่ยวกับ บัฟเฟตต์ หลายเล่ม หนึ่งในนั้นก็คือ “The Warren Buffett Portfolio” (ฉบับแปลไทย คือ “แก่นแท้ของบัฟเฟตต์ : The Essential Buffett” ซึ่งเป็นการสรุปเนื้อหาของเล่มนี้ เข้ากับ The Warren Buffett Way ในเล่มเดียวกัน แปลโดย ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร)

แต่ถ้าคุณต้องการบทสรุปเนื้อหาสำคัญบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ ลองปฏิบัติตามคำแนะนำทั้ง 7 อย่างนี้ดู เพื่อก้าวแรกสู่การเป็นนักลงทุน VI สไตล์จารย์ปู่

#1
มองหุ้นเป็นการทำธุรกิจ

หลายคนมองหุ้นในตลาด เป็นแค่กระดาษบันทึกตัวเลขที่เทรดกันไปกันมาในหมู่นักลงทุน

คนที่คิดแบบนี้อาจได้เปรียบอยู่บ้าง ตรงไม่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำในการตัดสินใจ

แต่การไม่ “อิน” กับสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ ก็อาจทำให้พลาดโอกาสที่จะยอมเดินหน้าเต็มตัว เมื่อโอกาสสำคัญมาถึงก็ได้

นั่นคือเหตุผลว่าทำไม บัฟเฟตต์ ถึงย้ำเสมอว่านักลงทุนควรมองตัวเองในฐานะ “หนึ่งในผู้ถือหุ้น” ของบริษัทนั้นๆ

เมื่อคิดแบบนี้ได้ และคุณเชื่อมั่นว่าธุรกิจที่ตัวเองเลือกลงทุนนั้น เป็นธุรกิจที่ดี การรีบร้อน cut loss เมื่อราคาหุ้นลงก็จะไม่เกิด

เพราะในระยะยาว ราคาของหุ้นตัวนั้นจะดีดกลับมา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

และการมองตัวเองเป็น “หุ้นส่วน” ก็จะทำให้คุณหันมาวิเคราะห์ข้อมูลและสถานการณ์ต่างๆอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้น ก่อนจะตัดสินใจทั้งในเรื่องขายและซื้อ

 

#2
คัดเฉพาะตัวเน้นๆ

กฎสำคัญของการลงทุนข้อหนึ่ง คือ “การกระจายความเสี่ยง” หรือ Diversify เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น จากความผันผวนในตลาด

มีคำเปรียบเปรยเรื่องนี้ไว้ว่า เหมือนกับการ “ใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบ” เพราะหากตะกร้าใบใดตกลงพื้นจนไข่แตกเสียหาย ไข่ในตะกร้าใบอื่นๆ ก็ยังอยู่

แต่ บัฟเฟตต์ มองว่าการเพลย์เซฟแบบนี้ ผลตอบแทนที่ได้ ก็จะอยู่แค่ในระดับ “พอใช้” เท่านั้น

การลงทุนที่ดีในสายตาจารย์ปู่ จึงเป็นการเน้นการลงทุนในบริษัทที่ดีจริงๆจำนวนหนึ่ง แต่ไม่ใช่กระจายพอร์ทจนได้ผลตอบแทนกระปริบกระปรอย

แต่การจะหาหุ้นที่ดีพอสำหรับเลือกลงทุนในสไตล์นี้ได้ นักลงทุนก็จะต้องทำการบ้านหนักด้วย

เพราะการลงทุนนั้น ไม่ได้ขึ้นกับว่านั่นเป็นหุ้นของบริษัทที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นช่วงเวลาและราคาในตอนที่เข้าซื้อด้วย

และหากคุณรู้จักและเชื่อมั่นในหุ้นนั้นๆมากพอ มันก็ดีกว่าที่จะลงทุนเพิ่มในบริษัทนั้นๆ แทนที่จะไปลงทุนใน 20-30 บริษัทที่คุณรู้จักแบบผิวเผิน เพราะติดกับดักคำว่า “กระจายความเสี่ยง”

 

#3
จำกัดการหมุนเวียนในพอร์ท

การทำกำไรของนักลงทุนหลายคนคือการซื้อมาขายไป แต่ในมุมมองของ บัฟเฟตต์ การซื้อขายหุ้นในพอร์ทบ่อยๆ เป็นผลเสียกับผลตอบแทนในการลงทุนมากกว่า

เพราะนั่นหมายถึงการต้องจ่ายมากขึ้น ทั้งภาษีจากกำไรที่ทำได้ในการซื้อขาย และค่าคอมมิชชั่นที่ต้องจ่ายในการเทรดแต่ละครั้ง

บัฟเฟตต์ เชื่อว่าหากคุณคิดจะลงทุนกับหุ้นใดหุ้นหนึ่งแล้ว ควรมองเป็นการลงทุนในระยะยาว เพื่อเลี่ยงการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทาง

นอกจากนี้ยังเป็นการกันตัวเองออกจากความผันผวนของตลาด เพื่อจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อธุรกิจนั้นเติบโตขึ้นด้วย

 

#4
ประเมินผลด้วยเกณฑ์ทางเลือก

ขณะที่นักลงทุนระยะสั้น วัดความสำเร็จในการซื้อขายหุ้นด้วยกำไรและราคาที่ซื้อมาขายไป

บัฟเฟตต์ เชื่อว่าในฐานะ “ผู้ถือหุ้น” เราควรมองให้ลึกกว่านั้น

เพราะแม้ราคาในตลาดจะไม่ได้วิ่งฉิว แต่หากธุรกิจนั้นมีกำไร นั่นแปลว่ามันได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว

การจะทำแบบนั้นได้ คุณในฐานะผู้ถือหุ้นจะต้องมองว่านี่คือธุรกิจที่คุณมีส่วนได้ส่วนเสียด้วย และพยายามศึกษาข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ว่าบริษัททำได้ตามศักยภาพที่มีแล้วหรือยัง

หากว่ากิจการของบริษัทกำลังดำเนินไปด้วยดี และมูลค่าของมันค่อยๆโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอแล้ว ในระยะยาว คุณก็จะได้เก็บเกี่ยวผลกำไรอย่างที่ต้องการในที่สุด

 

#5
มองหา “ความน่าจะเป็น”

บริดจ์ เป็นกีฬาไพ่แนวลับสมอง คล้ายกับการเล่นหมากกระดาน และเป็นเกมที่ บัฟเฟตต์ และเพื่อนซี้ต่างวัยอย่าง บิล เกตส์ ชื่นชอบเป็นพิเศษ และมักหาเวลาว่างนัดเล่นกันเสมอ

การเล่นบริดจ์นั้นต้องวางแผนและวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ เพื่อหา “ความน่าจะเป็น” ในเชิงคณิตศาสตร์ เพื่อเอาชนะคู่แข่ง ซึ่ง บัฟเฟตต์ ก็นำทักษะเหล่านี้มาปรับใช้ในโลกของการลงทุนด้วย

สำหรับ บัฟเฟตต์ แล้ว การทำความรู้จักกับธุรกิจพื้นฐานของบริษัทที่เราถือหุ้นอยู่ ก็คือการรู้ว่าเรามีไพ่อะไรในมือบ้างนั่นเอง

ส่วนหาน้ำหนักความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง จะส่งผลต่อธุรกิจที่เราถือหุ้นหรือไม่ ก็เหมือนการคาดเดาว่าอีกฝ่ายถือไพ่อะไรไว้ในมือ

และหากสามารถประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าได้จากข้อมูลในมือ ก็ทำให้นักลงทุนพอจะคาดเดาได้ว่าหุ้นตัวนั้น จะมีอัตราเติบโตอย่างไรในอีกห้าหรือสิบปีข้างหน้า เพื่อจะได้รอเก็บหรือช้อนซื้อจากนักลงทุนที่เร่งขายทิ้งในเวลาที่ตลาดเกิดความผันผวนนั่นเอง

 

#6
เข้าถึงจิตวิทยาการลงทุน ไม่สนคำทำนาย

หากคิดจะเป็นนักลงทุน ก็ควรเข้าถึง mindset ของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ

และนักลงทุนกลุ่มนี้ก็มักตัดสินใจ โดยพิจารณาจาก “ความน่าจะเป็น” และ “ปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ”

โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำ เฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีทัศนะจาก “ผู้เชี่ยวชาญ” ทั้งหลาย ที่ทำนายว่าเศรษฐกิจกำลังจะถดถอย หรือแม้แต่จะกระเตื้องขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อราคาหุ้นในตลาดไม่ทางใดทางหนึ่งแน่นอน

เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจเกิดขึ้น บัฟเฟตต์ แนะนำให้เลิกสนใจข่าวสารในลักษณะนี้ และโฟกัสไปที่การศึกษาหุ้นที่เราถือไว้ หรือกำลังจะซื้อเท่านั้น โดยมีตรรกะว่าท้ายที่สุดแล้ว ตลาดหุ้นจะรู้ถึงคุณค่าที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้นอยู่ดี

 

#7
รอคอยโอกาส

เมื่อคุณรู้ว่าหุ้นตัวไหนที่คุณต้องการ คุณมีความรู้เกี่ยวกับมัน คุณประเมินสถานการณ์เป็น คุณตัดเรื่องอารมณ์ออกไปได้ ที่เหลือคือการรอคอยอย่างมีวินัย เพื่อลงทุน เมื่อโอกาสสำคัญมาถึง

เท็ด วิลเลียมส์ คือหนึ่งในนักเบสบอลอาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล ด้วยสถิติการตีโฮมรัน ถึง 521 ครั้ง ตลอดระยะเวลา 19 ปีในอาชีพ

เคล็ดความสำเร็จคือเขารู้ว่าในการรอคอยนั้น มีโอกาสที่ผู้ขว้าง (pitcher) จะขว้างบอลในลักษณะและตำแหน่งที่เขามีโอกาสตีถูกบอลได้แม่นยำที่สุด และเขาจะอดใจรอโอกาสนั้นอย่างจดจ่อ

บัฟเฟตต์ ก็นำหลักการของ Williams มาใช้เช่นกัน เขาแนะว่านักลงทุนทุกคนควรจินตนาการว่าในชีวิตนั้น เรามีโอกาสที่จะลงทุนครั้งสำคัญอย่างจำกัด เพื่อไม่ให้เกิดความไขว้เขว หรือว่อกแว่กจากปัจจัยอื่นๆ จนเราสูญเสียวินัยในการลงทุน

 

AHEAD TAKEAWAY

แม้จะพลาดโอกาส ไม่ได้ซื้อหุ้นของบริษัทล้านล้านดอลลาร์รายล่าสุดอย่าง Amazon เพราะไม่เข้าใจรูปแบบการทำธุรกิจของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซรายนี้

รวมถึงความผิดพลาดครั้งอื่นๆ ที่เจ้าตัวมักเขียนสารภาพในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเสมอ

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเลือกปฏิบัติตามแนวทางการลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ นั้น มีโอกาสประสบความสำเร็จแน่นอน

ซึ่งเจ้าตัวได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว และมีนักเขียนมากมายที่ถอดรหัสความคิดของเจ้าตัวผ่านการสัมภาษณ์และพูดคุยมาให้อ่านตลอด

แต่สิ่งสำคัญที่สุด นอกเหนือจากแนวทางเหล่านี้ ก็คงเป็นเรื่องของการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดที่ บัฟเฟตต์ ย้ำมาโดยตลอดนั่นเอง

เพราะหากรู้ว่าต้องทำอย่างไร แต่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ ก็ไม่อาจปฏิบัติตามได้อย่างถูกหลักนั่นเอง

 

เรียบเรียงจาก

Ways to Think like Warren Buffett

 

รู้วิธีรวยสไตล์ “จารย์ปู่” กันแล้ว ไปรู้วิธีรวยอีกแบบของเพื่อนซี้ต่างวัยของแกด้วย กับ บิล เกตส์

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน