หลายคนคงคุ้นกันดีกับประโยคที่ว่า The early bird catches the worm.

แต่การตื่นเช้าอย่างเดียว อาจไม่เพียงพอ เพราะการสร้างวินัยให้กับตัวเองตั้งแต่เริ่มวันต่างหาก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เช้าวันนั้น และช่วงเวลาที่เหลือของคุณเกิดประโยชน์สูงสุด

และนี่คือ 10 เรื่องต้องทำ ในทุกเช้าวันทำงาน หากคุณอยากให้งานของคุณ “เวิร์ค” กว่าที่เคยเป็นมา จากการศึกษาโดย Dr. Travis Bradberry ผู้เขียนหนังสือเบสต์เซลเลอร์ Emotional Intelligence 2.0

 

#1
ออกกำลังกาย

มีหลักฐานยืนยันจากงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยบริสตอล ว่า คนที่ออกกำลังในวันทำงาน (จ.-ศ.) จะมีทั้งบุคลิกที่ดี และพลังงานที่เต็มเปี่ยมพร้อมสำหรับปฏิบัติกิจต่างๆ

การออกกำลังกาย แม้เพียงแค่ 10 นาที จะช่วยให้ร่างกายของคุณหลั่งสารที่ชื่อ GABA (Gamma aminobutyric acid) ที่ช่วยลดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์สมอง

ทำให้สมองเกิดความสงบ ลดความวิตกกังวล เพิ่มการเข้าใจการรับรู้ ช่วยควบคุมการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ช่วยให้ร่างกายเกิดการผ่อนคลาย

และอาจสัมพันธ์กับการทำงานของฮอร์โมน Melatonin ที่ควบคุมการนอนหลับหรือภาวะกลางวันกลางคืนของร่างกาย

มีตัวอย่างผู้บริหารชั้นนำมากมายที่เลือกตื่นแต่เช้ามืด เพื่อออกกำลังกาย หนึ่งในนั้น ก็คือ Tim Cook ซีอีโอล้านล้านดอลลาร์ของ Apple ที่ตื่นแต่เช้ามืด เพื่อออกกำลังกายตอนตี 5

 

#2
ดื่มน้ำมะนาว

น้ำมะนาวมีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารในกระเพาะได้ดี จึงช่วยให้เรามีพลังงานในการทำงานสม่ำเสมอตลอดทั้งวัน

เคล็ดลับในการดื่มน้ำมะนาวให้ได้ผลดีที่สุด คือการดื่มตอนท้องว่าง แปลว่าหลังตื่นนอน สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือดื่มน้ำมะนาว และรอประมาณ 15-30 นาที ก่อนเริ่มทานหรือดื่มอะไรตามลงไป

นอกจากช่วยในการดูดซึมแล้ว ตัวมะนาวยังมีสารอาหารจำเป็นอย่าง โปแตสเซียม วิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ

สำหรับ คนที่น้ำหนักต่ำกว่า 68 กก. (หรือ 150 ปอนด์) ใช้มะนาวเพียงแค่ครึ่งลูกก็พอ ส่วนคนที่น้ำหนักสูงกว่านั้น จึงค่อยใช้มะนาวทั้งลูก แต่ให้ผสมน้ำเพื่อเจือจางด้วย เพราะฤทธิ์เป็นกรดของมันอาจส่งผลต่อเนื้อฟันได้

 

#3
ไม่แตะสมาร์ทโฟนทันทีหลังตื่น

เมื่อไหรที่คุณเริ่มหยิบดีไวซ์มาใช้ เพื่อเช็กอีเมล ส่งข้อความ หรือเล่นเฟสบุ๊ค คุณจะสูญเสียเช้าวันนั้นไปให้กับความต้องการของคนอื่นแทนที่จะได้โฟกัสกับตัวคุณเอง

เวลาเช้าแบบนี้ สิ่งที่ควรทำมากกว่า คือการหาอะไรที่ผ่อนคลาย เพื่อปรับสภาพจิตใจให้พร้อมสำหรับงานที่รออยู่ตลอดวัน

อาจเป็นการออกกำลังกาย ทำสมาธิ หรือแม้แต่มองออกไปนอกหน้าต่างเพื่อชมธรรมชาติ ฯลฯ

 

#4
มื้อเช้าคุณภาพ

ทุกคนรู้ว่ามื้อเช้ามีความสำคัญ แต่ส่วนใหญ่มักจะละเลยหรือเลือกทานอาหารที่ไม่เหมาะสม

คนที่ทานมื้อเช้าทั่วไป มีแนวโน้มสูงที่จะไม่อ้วน เพราะมีระดับน้ำตาลที่คงที่ และจะหิวน้อยกว่าในระหว่างวัน

และจะยิ่งดีขึ้นไปอีก ถ้าคุณเลือกชนิดอาหารที่เหมาะสมสำหรับการเป็นมื้อเช้า เพราะจะช่วยให้คุณมีครบทั้งพลังงาน กระตุ้นหน่วยความจำระยะสั้น และช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น และจดจ่อกับสิ่งที่ทำได้นานกว่าเดิม

Richard Branson แห่ง Virgin Group เน้นย้ำตลอดถึงเรื่องนี้ ทุกเช้าเขาจะทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น เช่นสลัดผลไม้ และมูสลี่ ส่วน Jeff Bezos ก็เลิกกินบิสกิตเป็นอาหารเช้า หลังโดนภรรยาทักว่าไม่มีคุณค่าทางอาหารพอ

 

#5
ตั้งเป้าสำหรับวัน

มีงานวิจัยที่ยืนยันว่าการเริ่มต้นวันโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน จะช่วยให้คุณรู้สึกมั่นใจมากขึ้น เพราะรู้ว่ามีอะไรที่ควบคุมได้รออยู่

การแบ่งภารกิจที่ต้องทำออกเป็นส่วนๆ จะทำให้คุณเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น

แต่ต้องระวังการตั้งเป้าไว้กว้างเกินไป อย่าง “ฉันจะเขียนบทความให้เสร็จ” เพราะมันจะทำให้งานคุณเสร็จยากกว่าเดิม เพราะคุณไม่มีคำตอบให้ตัวเองว่า “ทำอย่างไร”

ถ้าคุณระบุให้ชัดเจนว่า “ฉันจะเขียนบทความให้เสร็จ ในบทความมีทั้งหมดสามส่วน แต่ละส่วนจะใช้เวลาเขียนประมาณหนึ่งชั่วโมง” เราจะรู้ว่าตัวเองต้องทำอะไรบ้าง และทำอย่างไร

การตั้งเป้าหมาย ควรจะเริ่มต้นที่บ้านมากกว่า เพราะถ้ารอจนย่างเท้าเข้าออฟฟิศ มันจะมีเรื่องมากมายให้ต้องคิด จนคุณอาจเสียโมเมนตัมไปก่อนจะเริ่มตั้งหลัก

 

#6
จัดระเบียบโต๊ะทำงาน

สิ่งแรกที่ควรทำเมื่อเดินทางถึงออฟฟิศ คือการทำความสะอาดและจัดโต๊ะทำงานของคุณ

แม้อาจจะดูวุ่นวายไปบ้าง แต่มันจะช่วยเรื่องสมาธิระหว่างวันมาก

มีงานวิจัยจาก ม.พรินซ์ตัน ระบุว่าคนที่โต๊ะทำงานเป็นระเบียบจะทำงานได้ดีกว่า เพราะโต๊ะรกจะดึงความสนใจของคุณไปจากงานตรงหน้า ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันในเวลาเดียวเลย

 

#7
กินกบให้ได้ถึงสามตัวถึงเริ่มเช็กอีเมล

หลายคนอาจจะเคยได้ยินประโยคที่ว่า “Eat that frog” หรือ “กินกบตัวนั้นซะ” ซึ่งมีที่มาจาก Mark Twain

และเป็นที่มาของหนังสือเบสต์เซลเลอร์ ที่เขียนโดย Brian Tracy เกี่ยวกับวิธีหยุดการผัดวันประกันพรุ่ง

หรืออธิบายให้เป็นภาษาทั่วไปคือ คุณควรให้ความสำคัญกับงานที่ต้องใช้สมาธิสูงๆก่อน เพราะอีเมลคือตัวป่วนสมาธิให้คุณไขว้เขว ซึ่งเป็นการสูญเสียพลังงานสมองที่สำคัญไปกับสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

 

#8
คุมเวลาประชุมเช้า

การประชุมคือหนึ่งในเรื่องเสียเวลาที่สุด จนอาจทำให้ช่วงเช้าอันมีค่าของคุณหายไปก็ได้

Jeff Bezos มักเลี่ยงการประชุมในเวลาเช้าเสมอ แต่ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คุณควรเน้นย้ำกับทุกคนก่อนเริ่มประชุมว่าจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ตามเวลาที่กำหนด

การขีดเส้นตายแบบนี้ จะกระตุ้นให้ทุกคนโฟกัสกับเรื่องที่ประชุม เพื่อให้ได้ข้อสรุปแทนที่จะฟุ้งไปเรื่อย

ยิ่งคุณใช้เวลากับการประชุมในตอนเช้าหน่อยเท่าไหร่ คุณก็จะทำงานในช่วงที่เหลือของวันได้ตามที่ตั้งใจไว้ง่ายขึ้นเท่านั้น

 

#9
ห้ามทำหลายอย่างในเวลาเดียว

การคิดว่าคุณสามารถทำหลายสิ่งได้ในเวลาเดียวในตอนเช้า มันฟังดูเข้าท่า แต่เอาเข้าจริง มันจะกระทบชิ่งไปถึงเรื่องอื่นๆตลอดทั้งวันที่เหลือ

งานวิจัยจากสแตนฟอร์ดยืนยันว่าการทำหลายอย่างในเวลาเดียว (multitasking) ให้ผลดีน้อยกว่าการเน้นทำอย่างใดอย่างหนึ่ง

เช่นกัน คนที่ปล่อยให้ข้อมูลสารพัดแหล่งไหลเข้ามา (อีเมล แชท เฟสบุ๊ค และโซเชียลเน็ตเวิร์คอื่นๆ) จะไม่มีสมาธิจริงจังกับสิ่งที่ทำ เพราะต้องเสียเวลาไปกับการจัดระเบียบความคิดตัวเอง และกรองข้อมูลที่ไม่มีความเชื่อมโยงกัน

 

#10
หัดปฏิเสธบ้าง

การหัดพูดคำว่า “ไม่” จะช่วยให้การเริ่มต้นวันของคุณดีขึ้นได้ เพราะการปฏิเสธงานใหม่ที่จะทับถมเข้ามา ทำให้คุณสามารถโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ก่อน

งานวิจัยจากเบิร์คลีย์ พบว่ายิ่งคุณเป็นคนปากหนักปฏิเสธคนไม่เป็นมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งต้องแบกรับความเครียด ความเหนื่อยล้ามากขึ้นเท่านั้น

แต่การปฏิเสธนั้นก็ต้องมีชั้นเชิงด้วย หลีกเลี่ยงคำว่า “ผมไม่คิดว่าจะทำได้นะ” หรือ “ผมไม่แน่ใจ” ให้อธิบายกับฝ่ายตรงข้ามแทนว่าเรามีงานที่ต้องการทำให้เสร็จ ณ ตอนนั้นแทน

 

AHEAD TAKEAWAY

อย่างที่ AHEAD ASIA เคยนำเสนอการเริ่มวันใหม่ของผู้บริหารระดับโลกไปก่อนหน้านี้

จะเห็นได้ว่าเวลาเช้านั้น มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะมันจะทำหน้าที่ “ปูทาง” ไปสู่ช่วงเวลาอื่นๆที่ดีต่อไป

การออกกำลังกาย การทานอาหารเช้า และการไม่ทำให้สมาธิวอกแวกด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ คือวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้คุณพร้อมจริงๆสำหรับวันใหม่

และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากซึ่ง “วินัย” ในการควบคุมตัวเองไม่ให้หลุดออกนอกกรอบ หรือเถลไถลนั่นเอง

 

เรียบเรียงจาก
HAVING A FRUITFUL DAY IS ALL ABOUT LEARNING THE ART OF SELF-CONTROL

การมีวินัยในตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มันมีบทพิสูจน์มานักต่อนักแล้วว่าคนที่ควบคุมตัวเองได้ดี คือคนที่มีโอกาสประสบความสำเร็จกว่า เหมือน David Beckham ที่ดูแลตัวเองอย่างดีสมัยเป็นนักเตะ และยังรักษาภาพลักษณ์ที่ดีไว้ได้หลังเลิกเล่น จนเป็นจุดขายที่ทำให้เจ้าตัวร่ำรวยยิ่งกว่าสมัยค้าแข้งด้วยซ้ำ

AHEAD.ASIA คือสำนักข่าวเจาะลึกด้านนวัตกรรม และธุรกิจ
อย่าลืมกดติดตามเพจและคอมมูนิตี้ของเรา สำหรับเรื่องล้ำๆ และข่าวสารกิจกรรมต่างๆ
เพื่อเราจะได้ก้าวไปข้างหน้าพร้อมๆ กัน

Facebook Comments